วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
ปัญหาค่าเงินบาทแข็งมากผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงมาจากสงครามการค้าของโลกระหว่าง 3 คู่กรณี นั่นคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับสาธารณรัฐประชาชนจีน, สหรัฐอเมริกากับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ยังผลให้เงินบาทแข็งมาก ล่าสุดอัตราแลกเปลี่ยน ในวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา มีดังนี้คือ
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30.776 บาท 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เท่ากับ 37.00 บาท 1 ยูโร เท่ากับ 34.20 บาท 1 เยน เท่ากับ 0.34 บาท 1 หยวน เท่ากับ 4.30 บาท 1 ดอลลาร์ฮ่องกง เท่ากับ 3.88 บาท 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 22.00 บาท 1 ริงกิตมาเลเซีย เท่ากับ 7.20 บาท 1 รูปีอินเดีย เท่ากับ 0.40 บาท 1 ฟรังก์สวิส เท่ากับ 31.30 บาท 1 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 0.96 บาท
ในขณะนี้จีนได้ปล่อยให้ค่าเงินหยวนมาอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 7 หยวน ส่งผลให้สินค้าไทยที่จะส่งไปยังจีนมีราคาสูงขึ้น คาดว่าจะทำให้รายได้จากการส่งสินค้าออกของไทยลดลงประมาณร้อยละ 1 เท่ากับประมาณปีละ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 75,000ล้านบาท และจะส่งผลให้รายได้จากการมีนักท่องเที่ยวจากจีนหายไปอาจจะสูงถึงร้อยละ 10 ของวงเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 75,000 ล้านบาท
แต่ที่กระทบกระเทือนหนักแน่ๆ ก็คือ รายรับจากการขายคอนโดมิเนียมทั่วประเทศไทยที่ชาวจีนนับแสนรายได้มาลงทุนซื้อเอาไว้ไม่น้อยกว่า 200,000 – 300,000 หน่วย คิดเป็นวงเงินมากกว่า 100,000 ล้านบาท ที่จะส่งผลไปมากขนาดไหนไม่รู้เพราะจะกระทบรายได้ของกิจการอสังหาริมทรัพย์มหาศาลเลย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ภาครัฐบาล
ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเร่งหาทางป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ โดยด่วนที่สุด
การอ่อนค่าของสกุลเงินหยวนของจีนนั้นจะส่งผลกระทบไปถึงค่าเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียอ่อนค่าตามหยวนด้วยเช่น เงินวอนของเกาหลีใต้ เงินเยนของญี่ปุ่น เงินดอลลาร์ไต้หวัน และเงินดอลลาร์ฮ่องกง ยกเว้นสกุลเงินบาทของไทยที่เคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับเงินสกุลอื่นๆ คือแข็งค่ามากขึ้น เพราะประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นแหล่งลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในภูมิภาคนี้ดีกว่าสิงคโปร์ หรือฮ่องกงเสียอีก
นี่ต้องบอกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล คสช.ในอดีต 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะเศรษฐกิจการเงินของไทยดีขึ้นมาก ดังนั้นการแก้ไขโดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงไม่สามารถทำได้มากนักเพราะไทยเป็นประเทศเงินทุนเปิดมีการไหลเข้า-ออกของเงินตราต่างประเทศอยู่ทุกๆ วัน การป้องกันคงทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
สาเหตุหลักมาจากความผันผวนทางการเงินของโลกมากกว่าการแก้ไขปัญหาของธนาคารแห่งประเทศไทยคือดูแลแบบกว้างๆ เท่านั้น อาจจะการดำเนินนโยบายทางการเงินด้วยการทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงไปร้อยละ 0.25 อาจจะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่แข็งมากจนเกินไป แต่คงช่วยอะไรไม่ได้เต็มที่ค่าเงินบาทที่แข็งถูกขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ฐานะดุลการค้าของไทยก็ยังดีอยู่มากทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ต่อไปนั่นเอง

อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก
ถาวร ซัดขบวนการสีเทา รุกล้ำอำนาจรัฐ เชื่อมทุนการเมือง เตือนปชช.อย่าขายเสียงแลกเศษเงิน
ด่วน!! จับ เฉิน จื้อ เจ้าของอาณาจักรปรินซ์กรุ๊ป เตรียมส่งตัวจากกัมพูชากลับจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี