วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
สหรัฐอเมริกาได้ชื่อเป็นประเทศมหาอำนาจที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ ไปถึงที่ไหนมักอวดโม้ทำเป็นพี่ผู้มีแต่ให้ แต่ใจไม่ถึง
เมื่อคราวที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เวนดี่ เชอร์แมน มาเยือนประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมิ.ย. นางได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทย และทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเรื่องทั่วๆ ไป
หนึ่งวันหลังจาก รมช. ออกจากประเทศไทย สถานทูตสหรัฐฯออกแถลงการณ์ มีใจความว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมบริจาควัคซีนป้องกันโควิดให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนทั่วโลก 80 ล้านโดส ภายในปีนี้ โดยจำนวนแรกเริ่มแจกจ่ายให้ 25 ล้านโดส ภายในเดือนมิถุนายน ในจำนวนนี้ 7 ล้านโดส บริจาคให้กับประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทย พอเห็นตัวเลข 80 ล้านโดส
หลายคนอนุโมทนาสาธุกับมหาอำนาจพี่ใหญ่ใจบุญ แต่แล้วทุกคนหัวใจแทบวายเมื่ออ่านรายละเอียดที่แจกแจงออกมาว่า 80 ล้านโดสนั้น บริจาคให้กับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนทั่วโลก
ในเอเชียทั้ง 47 ประเทศกับหนึ่งเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 5 พันล้านคนจะได้รับบริจาควัคซีนป้องกันโควิด-19 จากสหรัฐอเมริกาเพียง 7 ล้านโดส คิดดูแล้วกันว่าประเทศไทยจะได้ส่วนแบ่งเป็นทานกี่พันโดส
อเมริกันชนที่อาศัยอยู่ในไทยประมาณ 25,000 คนพอสถานทูตออกแถลงการณ์จะบริจาควัคซีนโควิดให้ประเทศไทย วางอำนาจบาตรใหญ่ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ฝากไปกับ รมช. กต. สหรัฐใจความว่า
“ข้อตกลงใดๆ เรื่องมอบวัคซีนให้กับประเทศไทยขอให้ครอบคลุมถึงคนอเมริกันที่อยู่ในเมืองไทยทุกคน เพราะคนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศเสียภาษีให้กับรัฐบาลสหรัฐคนอเมริกันอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้รับวัคซีนกันแล้วเกินครึ่งหนึ่งของประชากร ดังนั้น คนอเมริกันที่อยู่ในเมืองไทยต้องได้วัคซีนตามที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ให้สัญญาว่าคนอเมริกันทุกคนต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิดที่รัฐบาลจัดให้”
แถลงการณ์ในเมืองไทยหมึกไม่ทันแห้งพอประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไปร่วมประชุมจี 7 กลุ่มประเทศที่ยกหูชูหางตัวว่าเป็นประเทศร่ำรวยแล้ว เจ็ดประเทศอันประกอบด้วยแคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่รู้ไปคุยโม้ไว้ท่าไหนนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เจ้าบ่าวป้ายแดง เพื่อนร่วมรุ่นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงได้ออกมาประกาศ ว่า “กลุ่มจี7 แบ่งปันวัคซีนป้องกันโควิดให้กับทั่วโลกอย่างน้อย 1 พันล้านโดส ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาสหรัฐอเมริกา ส่วนอังกฤษเองเราจะมีส่วนร่วมช่วยเหลือ 100 ล้านโดส”
ในเวลาเดียวกันประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็เรียกร้องให้พันธมิตรเร่งรีบบริจาคร่วมกันและระงับการระบาดใหญ่ให้ได้ในเร็ววัน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนเศรษฐกิจและประชาธิปไตย...นั้นแหละอเมริกันแท้จริงคือไม่ว่าพูดในวาระไหน เรื่องอะไรต้องมีคำว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนความเสมอภาคติดปากไว้ก่อน
จาก 80 ล้านโดส ในเมืองไทยไปถึงอังกฤษวันแรกสหรัฐบอกว่าจะบริจาค 100 ล้านโดส และอีกสองวันต่อมานายบอริส จอห์นสัน พูดว่าที่ประชุมจี7 ตกลงกันว่าจะบริจาควัคซีนให้ชาวโลกหนึ่งพันล้านโดส โดยครึ่งหนึ่งบริจาคโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เองร่วมบริจาค 100 ล้านโดสเสร็จจากประชุมจี7 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เดินทางต่อไปประชุมกับกลุ่มประเทศ NATO ในที่ประชุมนาโต ไม่รู้ตัวเลขจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่า NATO ย่อมาจาก No Action Talk Only
แต่ที่แน่ๆ คือถึงวันนี้ยังไม่เห็นวัคซีนจากอเมริกาแม้แต่โดสเดียว อย่าว่าแต่เมืองไทยและชาวโลกทั่วไปเลยไต้หวันซึ่งเป็นลูกรักเป็นเด็กในคาถาของสหรัฐอเมริกายังเร่งหาวัคซีนมาฉีดให้คนไต้หวันกันให้วุ่นวาย แถมยังกล่าวประเทศไทยว่ากักวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในเมืองไทยเอาไว้ใช้ในประเทศไทยก่อน แทนที่จะส่งให้ไต้หวันที่สั่งไว้ล่วงหน้าร้อยล้านโดส
นางไช่ อิงเหวิน สมกับที่เป็นเด็กในคาถาของอเมริกา ที่ชอบกล่าวคนอื่นโดยไม่ศึกษาความจริงที่ว่าบริษัทแม่ของวัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นผู้บริหารจัดการเรื่องแจกจ่ายส่งให้ประเทศต่างๆ ที่สั่งไว้ ประเทศไทยมีหน้าที่ผลิตและควบคุมคุณภาพวัคซีนเท่านั้น
อีกอย่างนางไช่ อิงเหวิน ดัดจริตคลั่งอเมริกาจนสละสิทธิ์ไม่ยอมรับวัคซีนที่ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมบริจาคให้ นอกจากโม้เรื่องวัคซีนที่หารูปธรรมจับต้องไม่ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังสรุปให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไปประชุมจี7 ที่อ่าวคาร์บิส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษว่า สหรัฐอเมริกา ยกจีนขึ้นมาพูดจาหารือเป็นประเด็นหลัก และชักชวนให้สมาชิกจี7ให้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านอิทธิพลจีนที่ขยายกว้างไกลไปทั่วโลกเพราะความสำเร็จในโครงการ Belt and Road ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง
“เราเน้นเรื่องจีนเป็นประเด็นหลัก พูดถึงเรื่องเมืองซีเจียง เพราะที่นั้นมีการบังคับใช้แรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนมีดาษดื่นเกิดขึ้นกับชาวอุยกูร์ เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยในจี7”เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวผู้ไม่เปิดเผยนามกล่าวและพูดต่อไปว่าอเมริกาได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมจี7 ที่สหรัฐผลักดันให้มีโครงการ “โครงสร้างพื้นฐานแบบจี7 ขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับ Belt and Road ของจีน”
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า กลุ่มจี7 สนับสนุนแผนการช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานแก่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและประเทศยากจนเพื่อแข่งขันกับอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากโครงการ Belt and Road นอกจากนั้นโครงการช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานยังตรงอรรถบทของการประชุมจี7 ครั้งนี้ที่ชื่อว่า Build back the better world กลับมาสร้างโลกใหม่ที่สดใสกว่าเรียกชื่อย่อว่า (B3W)
“วันนี้ประธานาธิบดีไบเดนได้หารือกับผู้นำจี7 ถึงยุทธศาสตร์การแข่งขันกับจีน โดยการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวเสริมว่า
“จี7 และหุ้นส่วนที่มีน้ำใจจะช่วยประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อให้ลงทุนในประเทศเป้าหมายในเรื่อง... ภาวะโลกร้อน เรื่องสุขภาพอนามัยและความมั่นคงทางสุขภาพอนามัย ลงทุนด้านดิจิทัลเทคโนโลยี เรื่องเพศสภาพ ความเสมอภาคในเพศสภาพและคุณภาพชีวิตของเพศสภาพฯลฯ B3W จะครอบคลุมไปทั่วทุกภูมิภาคจากลาติน อเมริกาไปถึงแคริบเบียน จากแอฟริกาไปถึงอินโด-แปซิฟิก”
หุ้นส่วน จี7 ในแต่ละภูมิภาคมีรูปแบบประเด็นปัญหาแตกต่างกัน ดังนั้นแล้วแต่ประเทศไหนจะให้ความสำคัญกับส่วนใดก่อน แต่การริเริ่มต้องครอบคลุมไปทุกภูมิภาคและในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและยากจนทั่วโลกอภิมหาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้จะใช้งบประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเสร็จสิ้นโครงการทันปี 2035
ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีน ได้ทุ่มเทกำลังทรัพย์และมันสมองให้กับโครงการ Belt and Road ตั้งแต่ปี 2013ซึ่งเป็นผลให้อิทธิพลของจีนขยายตัวอย่างกว้างขวางเพราะได้ไปลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้ทั่วเอเชีย ยุโรปและแอฟริกา แต่จีนก็ถูกวิจารณ์ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่จีนลงทุนไว้ได้กลายเป็นโซ่ล่ามคอประเทศต่างๆ ที่ไม่มีหนทางใช้หนี้ให้จีน
อย่างไรก็ตามข้อเสนอโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบของอเมริกายังหารายละเอียดในทางปฏิบัติไม่ได้ แต่ผู้แถลงข่าวยืนยันว่านี้ไม่ใช่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก “แต่มันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสนอให้จีนเห็นว่า เราได้เสนอทางเลือกที่คุณภาพชีวิตสูงกว่า ในขณะที่ Belt and Roadขาดความโปร่งใสและทำลายสิ่งแวดล้อม ที่แย่กว่านั้นมาตรฐานของคนงานจี7 ได้เสนอทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อสะท้อนถึงคุณค่าและมาตรฐาน ของเราในการทำธุรกิจ”
คำพูดนี้หลุดออกมาท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างจีนกับสหรัฐ นี้ไม่ใช่เป็นการกดดันหรือบังคับให้เลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง ในสองประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
“แต่เป็นข้อเสนอที่ให้ชาวโลกได้เห็นว่ารูปแบบประชาธิปไตยย่อมดีกว่าอำนาจนิยม” ในขณะที่เราเห็นฟ้องต้องกันกับหุ้นส่วนจี7 ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงในที่ประชุมครั้งนี้คือ “ความเป็นประชาธิปไตยและสังคมเปิด” เราต้องร่วมมือกันเพื่อเสนอทางเลือกในแง่บวก เพื่อต่อสู้กับการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของเราไม่ใช่เพื่อเราหรือเพื่อคนของพวกเรา แต่เพื่อประชาชนทั่วโลก”
...“โครงการของจี7 ดูเหมือนว่าจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาฟื้นขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจล่มสลายอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งเข้ากับอรรถบทของการประชุมที่ว่า “กลับมาสร้างโลกใหม่ให้ดีกว่า...จากโลกที่ถูกโรคระบาดทำลายและมาสร้างสรรค์อนาคตใหม่ให้สดใสกว่า”
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ยอมรับว่าการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศร่ำรวยครั้งนี้ ความสำคัญอยู่ที่การแข่งขันกับจีนอย่างท้าทาย “เราจะผลักดันให้มีแถลงการณ์ร่วม เน้นไปที่มณฑลซินเจียง เพราะเป็นพื้นที่บังคับใช้แรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางต่อชาวอุยกูร์ เราจำเป็นต้องแสดงให้เห็นคุณค่าของจี7 แนวทางทิศทางที่กำหนดเป็นเป้าหมาย..”
ผู้สื่อข่าวที่ฟังเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสรุปเรื่องราวให้ฟังคงเคลิบเคลิ้มไปกับอภิมหาโครงการ “โครงสร้างพื้นฐานทางเลือกเพื่อแข่งขันกับ Belt and Road ของจีน” เพราะคนฟังเป็นนักข่าวฝรั่งด้วยกัน
ถ้ามาวิพากษ์วิจารณ์แบบไทยๆ และประเทศที่กำลังพัฒนาจะพบว่าเป็นมันโครงการบ้าน้ำลาย เพราะโครงสร้างพื้นฐานของจีนคือการพัฒนาถนนหนทาง สร้างสะพาน สร้างทางรถไฟ สร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า สร้างระบบน้ำประปา สร้างสวนสาธารณะ สร้างท่าเรือน้ำลึก สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษให้กับประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนา
ส่วนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกาคือ ลงทุนเรื่องสภาพโลกร้อน ดิจิทัลเทคโนโลยี เรื่องเพศสภาพ คุณภาพและความมั่นคง ความเท่าเทียมของเพศสภาพ มาตรฐานการใช้แรงงาน สิทธิมนุษยชนและขาดไม่ได้คือพัฒนาประชาธิปไตย เสรีภาพในการพูดเสรีภาพในการแสดงออก
ที่สำคัญโครงการโครงสร้างพื้นฐานฉบับสหรัฐอเมริกาใช้เวลา 14 ปี คือจนถึงปี 2035 ถึงตอนนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน อาจไปเกิดใหม่แล้วก็ได้ จึงสรุปว่าแบบฉบับของสหรัฐอเมริกาเป็นโครงการบ้าน้ำลาย ประเทศร่ำรวยและมหาอำนาจตะวันตก มักพูดคำโตโม้โครงการใหญ่แต่ใจไม่ถึง จึงไม่มีวันตามจีนทันในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและเทคโนโลยี
สุทิน วรรณบวร

รวบแล้ว!เพื่อนแสบ หลอกหญิงไทยค้ากามบาห์เรน
เอ็ดดี้ เปิดผลกระทบ 3 ชั้น หากศาลวินิจฉัย 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริง
อ.อัจฉราวดี จี้รื้อฟรีวีซ่า หวั่นนอมินีอิสราเอลฮุบที่ดินเกาะพะงัน-ลามถึง 3 จว.ใต้
ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม
ฝนตกมาราธอน 10 ชม. นครพนมฟ้าผ่าตูมเดียวระทึก เด็กชายวัย 14 สลบคาครัว-วัวดับ 3 ตัว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี