วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564
“อับดุล การ์บา อัลยานี่” ผู้แทนวัฒนธรรมของตาลิบัน ให้สัมภาษณ์พิเศษอัล-จาซีรา ว่า
“การปรึกษาหารือจัดตั้งรัฐบาลกำลังดำเนินการแน่นอนว่ามันเป็นระบบรวมศูนย์ คือการรวมทุกฝ่ายเข้ามาเป็นรัฐบาลร่วมมือกันบริหารประเทศ ในเวลาเดียวเรากำลังมีปฏิสัมพันธ์และประสานงานกับอเมริกันในประเด็นจัดระเบียบความปลอดภัย...ด่านตรวจภายนอกสนามบินอยู่ในการควบคุมรับผิดชอบของเรา และภายในสนามบินอยู่ในการควบคุมของอเมริกัน ผู้ประสานติดต่อกันเป็นระยะๆ...
...“ช่างเป็นความโชคร้ายสำหรับประชาชนที่เร่งรีบเข้าไปในสนามบิน ความเป็นอยู่ของพวกเขาในเวลานี้...(แออัดยัดเยียดกันอยู่ในโรงซ่อมเครื่องบินเป็นหมื่นคน เจ็ดวันหลังจากสหรัฐเริ่มอพยพผู้คนออกจากอัฟกานิสถานมีรายงานออกมาว่ามีคนตาย20 กว่าคนแล้ว ทั้งตกจากเครื่องบิน ถูกยิงและเหยียบกันตาย เหตุการณ์โกลาหลหนีตายทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังสือเรื่อง The Kite Runner ที่ผู้ประพันธ์บรรยายถึงบรรยากาศท้องทุ่งเขียวขจีในหุบเขาชนบทอัฟกานิสถาน ที่เด็กๆ พากันไปวิ่งว่าวให้ลอยละลิ่วขึ้นบนท้องฟ้าสีคราม บรรยากาศที่สงบสุขก่อนถูกโซเวียตรุกราน และอเมริกันสร้างกองกำลังมูจาฮีดีน ขึ้นมาเพื่อขับไล่โซเวียตออกไป
อัฟกานิสถานกลายเป็นสนามสงครามตัวแทนของโซเวียตและสหรัฐอเมริกา จนประเทศที่เงียบสงบกลายเป็นสงคราม กลางเมืองที่ชาวอัฟกานิสถานพากันอพยพหนีตายออกจากประเทศ ที่สงครามกลางเมืองทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายดิ้นรนมีชีวิตรอดได้ด้วยความยากลำบาก
จำได้คร่าวๆ ว่า “คาเล็ต โอเซนนี่” กับพ่อของเขาหนีออกมาจากอัฟกานิสถานโดยรถบรรทุกน้ำมันที่แสนทรมานเพราะรถน้ำมันต้องปิดฝาน้ำมันอย่างแน่นหนาและยังมีน้ำมันก้นถังอยู่จมเท้า สองพ่อลูกต้องกลั้นลมหายใจเป็นเวลานานกว่าจะผ่านด่านตรวจของทหารอัฟกานิสถานออกมาได้ในปี 2529 เสียดายที่หาหนังเล่มนั้นไม่เจอกะว่าเอามาอ่านทบทวนใหม่แล้วแชร์ความรู้สึกกับผู้อ่าน
คาเล็ต โอเซนนี่ กับพ่อเขารอดตายมาได้และติดอยู่ในค่ายผู้อพยพในปากีสถานเป็นเวลานานก่อนได้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในอเมริกาปี 2533 และเขียนเรื่องจริงอิงนิยายเรื่อง “The Kite Runner” เป็นหนังสือเบสต์เชลเลอร์ ในปี 2546=ผู้เขียน)
“อับดุล การ์บา อันยานี่” ผู้แทนวัฒนธรรมตาลิบันกล่าวต่อไปว่า “ผมคิดว่าสถานการณ์มันต้องดีกว่านี้ เพราะเราได้ประกาศนิรโทษกรรมทั่วไปให้กับทุกคน กองกำลังรักษาความปลอดภัยกองทัพรัฐบาลคาบูล เรานิรโทษกรรมให้ตั้งแต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึงชั้นผู้น้อย ผมคิดว่าความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลมันทำให้พวกเขาคลุ้มคลั่งจนเกินเหตุ...
พัฒนาการที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วมาก ที่ทุกคนต้องเผชิญกับมันด้วยความประหลาดใจ...และเมื่อเราเข้ามาในคาบูลมันเป็นการฉุกละหุกเราไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า เพราะเราได้ประกาศไว้ในเบื้องต้นแล้วว่าเราไม่ต้องการเข้ามาในคาบูล...และเราต้องการข้อตกลงทางการเมืองก่อนเข้ามาในคาบูล
เราต้องการความร่วมมือและนำเอาทุกฝ่ายมาร่วมงานมาร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือทหารรัฐบาลหนีทัพ ค่ายทหารถูกทิ้งร้างและเราจำเป็นต้องส่งกองกำลังของเราเข้ามารับผิดชอบความปลอดภัย...”
(แปลกใจไหมที่ทหารรัฐบาลมีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรมีทหารกว่า 300,000 นาย มีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่เหนือกว่าเพราะสหรัฐจัดให้กลับมาถอดใจหนีทัพทิ้งอาวุธทั้งหลายไว้ให้ตาลิบัน ที่มีกองกำลังทั่วประเทศไม่เกิน 70,000 นาย ไม่มีรถหุ้มเกราะรถฮัมวี่มีแต่รถยนต์กระบะโตโยต้ากับปืนอาก้าประจำกาย=ผู้เขียน)
ผู้แทนตาลิบันได้บอกกับอัล-จาซีราต่อไปว่า
...“ในประเด็นที่เราปรึกษากันภายในฝ่ายต่างๆของอัฟกัน เราได้ข้อสรุปชัดเจนว่าอะไรคือสิทธิ์ #ความจริงแล้วสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือกฎหมายชารีอะห์ #ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันทุกฝ่ายเป็นที่รู้จักกันทุกคนและไม่คลุมเครือ เกี่ยวกับสิทธิสตรี สิทธิของผู้ชาย ไม่ใช่แค่สิทธิของผู้ชายเท่านั้นแต่รวมถึงสิทธิสตรีและเด็กและบัดนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าระหว่างการปรึกษาหารือกันได้มีการอธิบายว่าสิทธิเหล่านั้นคืออะไร
..#เป้าหมายอันดับแรก และลำดับของความสำคัญคือความมีวินัยในหมู่คนของเรา เราจะไม่บังคับใช้กฎหมายกับผู้อื่นแต่เราบังคับใช้กฎหมายกับพวกเรา (ตาลิบัน) เองก่อน และต่อไปทำให้เป็นตัวอย่างให้สังคมที่เหลือดำเนินรอยตาม ดังนั้นเราจึงเป็นกลุ่มแรกและสมาชิกของเราถ้าพวกเขาเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย พวกเขาจะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกลงโทษ...
“ผมไม่คิดว่าประชาชนเรียกเราว่าเป็นก่อการร้าย แต่มันเป็นสงครามแห่งความโหดร้าย มันเป็นเพียงคำป้ายสีที่เรียกโดย อเมริกันและทุกคนหลงเชื่อว่าเราเป็นผู้ก่อการร้าย..”
คำสัมภาษณ์ของผู้แทนวัฒนธรรมของตาลิบันเป็นการยืนยันว่ากฎหมายชารีอะห์ ยังจำเป็นต้องใชั แต่ให้ความหวังว่าจะไม่บังคับใช้กับทุกคนทุกฝ่าย แต่เพื่อความมีวินัยจะบังคับใช้กับฝ่ายตาลิบันก่อนเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่สังคมทั่วไป
อาจเป็นเพราะชาวอัฟกันรุ่นใหม่ที่ถูกล้างสมอง โดยอเมริกันให้รับเอาคัมภีร์ประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี มาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี คนที่ถูกล้างสมองถึงรับประเพณีวัฒนธรรมประจำชาติที่ตกทอดกันมาหลายชั่วคนไม่ได้
เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรีมีค่ามีความสำคัญกว่าความตาย นี่คือเหตุผลที่ทำให้เจ้าลัทธิเสรีประชาธิปไตยคือสหรัฐอเมริกาปวดหัวแทบเป็นบ้าในเวลานี้ เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับคนที่ไปล้างสมองเขาไว้และรับปากว่าคนที่รับใช้สหรัฐอเมริกาจะหนีกฎหมายชารีอะห์ ออกมาสูดลมหายในประเทศเสรีประชาธิปไตยได้ทุกราย
วันนี้ในสนามบินฮามิด คาไซ มีแต่ความวุ่นวายมีจลาจลมีคนตายจนสหรัฐฯ เยอรมนี อังกฤษ ออกคำสั่งไม่ให้คนของตนเดินทางไปที่สนามบินเพราะกลัวอันตราย อเมริกันต้องใช้วิธีกองโจรวิธีติดสินบนเพื่อให้คนของตนไปพบในที่นัดหมายแล้วจะได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับออกมา
สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่าเฮลิคอปเตอร์ได้รับคนอเมริกันออกจากโรงแรมแห่งหนึ่ง 150 คนอย่างปลอดภัย และวันที่ 22 ส.ค. ได้รับคนอเมริกันออกมาจากที่นัดหมายไม่บอกว่าจำนวนเท่าไหร่
ส่วนอังกฤษที่เคยด่าจีนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไปจับกุมคุมขัง ทำร้ายผู้ประท้วงที่อังกฤษถือหางให้ท้าย วันนี้อังกฤษบากหน้าไปหาจีนขอร้องอ้อนวอนให้จีนช่วยเป็นคนกลางช่วยเหลือลูกจ้างชาว อัฟกานิสถาน 160 กว่าคน ให้ได้เดินทางออกมาโดยปลอดภัย จีนยังไม่รับปากว่าจะช่วยหรือไม่อย่างไร
ด้านสิงคโปร์ใหญ่เกินเบอร์ที่เสนอตัวช่วยสหรัฐลำเลียงผู้อพยพออกจากอัฟกานิสถานโดยใช้เครื่องบินขนส่งอเนกประสงค์ A330 Tanker Transport
นายลี เซียนลุง กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ส.ค.ว่าเครื่องบินลำเลียงอเนกประสงค์ของกองทัพอากาศสิงคโปร์สามารถลำเลียงผู้โดยสารได้ 266 คน หรือลำเลียงสินค้าได้ 37,000 กิโลกรัม “และเครื่องบินนี้อาจนำไปใช้ลำเลียงคนป่วยหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ”นายลี เซียนลุง กล่าว
ยังไม่มีคำตอบจากตาลิบันและสหรัฐอเมริกาว่าจะรับความช่วยเหลือจากสิงคโปร์หรือไม่
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาก็วุ่นวายขอร้องให้สายการบินพาณิชย์ช่วยขนผู้อพยพ 18,000 ราย เพราะเครื่องบินทหารมีไม่พอใช้ แต่ 18,000 ราย ที่ว่านี้ไม่เกี่ยวกับหมื่นๆ คนที่ดิ้นรนหนีตายอยู่ในสนามฮามิด คาไซ ซึ่งเวลานี้ปิดตายเครื่องบินขึ้นลงไม่ได้และไม่มีสายการบินไหนยอมให้เครื่องบินของตนไปติดอยู่ในสนามบินที่อาจเกิดจลาจลทันทีที่มีเครื่องบินลงจอด 18,000 คน ที่แย่งกันเบียดเสียดขึ้นเครื่องบินทหารมาได้เวลานี้อยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวในประเทศกาตาร์ ในประเทศอินเดียและประเทศเยอรมนี โดยที่สหรัฐฯสั่งให้สายการบินพาณิชย์ช่วยขนคนเหล่านี้นั้นไปไว้ในค่ายทหารแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโก เพื่อรอการคัดกรองตรวจสอบก่อนได้ไปตั้งรกรากใหม่ในประเทศที่สาม
กระบวนการคัดกรองต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปี นี่ไม่นับรวมกับชาวอัฟกันนับหมื่นคนที่เคยเป็นลูกจ้าง (ร่วมรบ) กับทหารอเมริกันและบางส่วนเป็นลูกจ้างพันธมิตรนาโต
ชะตาอันเลวร้ายจะยังคงอยู่กับชาวอัฟกันที่ถูกอเมริกันล้างสมองอีกนานเท่าไหร่จะประสบกับโศกนาฏกรรมอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่เวรกรรมทั้งหลายต้องตกอยู่กับอเมริกันที่เอาวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งเป็นยาพิษร้ายไปใส่ให้กับคนที่อยู่ใต้กฎหมายชารีอะห์
สุทิน วรรณบวร

‘พิชิต’ฟาดผัวะ!‘ปิยบุตร’ละเมอโจ๋ดินแดงป่วนเมืองกลุ่มปฏิวัติมวลชน
รีบหาซื้อ! ธูป ‘แม่น้ำหนึ่ง’ จุดเอง เน้นๆเลขนี้มาแน่ งวด 1 ตุลาฯ
บุรีรัมย์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม55ราย เหลือรักษาตัวอยู่ในรพ.778ราย
จยย.ตัดหน้ากระบะกะทันหันก่อนหักหลบชนเสาไฟหวิดพุ่งลงคลอง
'งูเหลือม' หิวโซบุกเขมือบแมวทั้งตัวจนท้องป่องเลื้อยหนีไม่ไหว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี