วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564
ฝรั่งมักใช้คำว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เมื่อเปรียบเทียบว่าเหตุการณ์ดีหรือร้ายใดๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องมีวันจบอาจเป็นเพราะว่าธรรมเนียมตะวันตกเขาได้กำหนดเวลาของกิจกรรมใดๆ ไว้ตายตัว
เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ใดๆ ก็ตามไม่ว่างานเปิดกิจการ งานแต่งงาน หรือการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองฝรั่งหรือชาติตะวันตกเขากำหนดเชิญแขกแน่นอนว่าเชิญใครบ้าง อาหารก็จัดไว้เป็นเซตเฉพาะแขกที่เชิญเท่านั้น อาหารเริ่มจากอะไร ปิดท้ายด้วยกาแฟหรือวิสกี้ชนิดใด งานเริ่มตอนไหนเลิกเวลาเท่าไหร่กำหนดไว้แน่นอน ฝรั่งถึงใช้คำพูดได้ว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา
เมื่อมาเปรียบเทียบกับงานเลี้ยงแบบไทยๆ ที่เริ่มตั้งแต่เข้าทัพเข้าไฟ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงานงานสังสรรค์คือเริ่มกินกันตั้งแต่เตรียมงาน เมากันตั้งแต่จัดสถานที่จนเสร็จงาน ล้างจานแล้วยังมีคนเมาค้างอยู่ไม่รู้เลิกกันตอนไหน
โดยเฉพาะงานสังสรรค์ชวนเพื่อนมาดื่มกินกันในบ้านเริ่มกันตั้งแต่สองคน ได้ยินเสียงใครเดินผ่านก็ชวนกันมาเฮฮาสนทนาแบบสุราพาไป กับข้าวกับปลาก็ปรุงเพิ่มทำเพิ่มเข้าไปไม่มีกำหนด บางทีก็ข้ามวันข้ามคืน
บางคนบางกลุ่มก็ติดใจชวนเพื่อนไปเฮฮากันที่บ้านตัวเองเป็นการตอบแทนบ้าง งานเลี้ยงงานสังสรรค์ในบ้านเราถึงไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีวันเลิกรายื้อกันไปลากกันมาเหมือนการเมืองทั้งในและนอกสภาเวลานี้
การชุมนุมทางการเมืองที่พัฒนามาเป็นการป่วนเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 ทันทีที่รัฐบาลไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจเดือน ก.ย. 2549 การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อให้นายทักษิณกลับมา เริ่มขึ้นเมื่อนายทักษิณพูดว่าจะนำกองกำลังต่างชาติยึดอำนาจคืน
กลุ่มกิจกรรมทางการเมืองในประเทศไทยเริ่มขึ้นในนามกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ชุมนุมกันทุกวันเสาร์โดยกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและมีอดีตคนใกล้ชิดนายทักษิณ เช่น นายจักรภพ เพ็ญแขเป็นแขกประจำ
การชุมนุมทางการเมืองพัฒนามาเป็นถวายฎีกาสองล้านรายชื่อเพื่อนิรโทษกรรมให้ทักษิณ การถวายฎีกานำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ และนายเหวง โตจิราการตอนนั้นไม่มีผลใดๆ ทำให้มีการเคลื่อนไหวในรูปของไพร่-ศักดินาตามมา
การเคลื่อนไหวในนามไพร่-ศักดินา รุนแรงขึ้นเมื่อนายทักษิณพูดกับผู้สนับสนุนเขาในออสเตรเลียว่า ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญแทรกแซงการบริหารงานเขาแทบทุกอย่าง เวลานั้นการเคลื่อนไหวต่อต้านศักดินาจึงพุ่งเป้ามาที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยกล่าวว่าป๋าสั่งให้ทหารยึดอำนาจจากนายใหญ่
ขบวนการเคลื่อนไหวในนามไพร่ต่อต้านศักดินาเปลี่ยนเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน เป็นไพร่ต่อต้านศักดินาอยู่ได้ไม่นาน นปช. เปลี่ยนเป้าใหม่มาโจมตีไล่ล่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แบบเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการเลือกตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนธ.ค. 2551 ทันทีที่สภาลงมติให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ คนเสื้อแดงก็ปิดล้อมสภา ขว้างปาไล่ล่านายอภิสิทธิ์ตั้งแต่นั้นมา
กลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดงไล่ล่านายอภิสิทธิ์ จัดการชุมนุมใหญ่สร้างความรุนแรงตั้งแต่ปลายปี 2551 ต่อเนื่องมาจนถึงกลางปี 2553 ตลอดเวลาสามปีแห่งความรุนแรงโดยการสั่งการของคนแดนไกลและความขัดแย้งภายในจนนายวีระทนไม่ได้ลาออกจากประธาน นปช. โดยอ้างว่ารถไฟขบวนนั้นกำลังมุ่งไปสู่อันตรายเขาขอลงจากรถไฟระหว่างทาง
หลังจากนายวีระลงจากตำแหน่ง นายเหวง นางธิดา โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพรพรหมพันธุ์ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำแทนนายวีระ ความรุนแรงก็เกิดเป็นระยะไม่ว่าจะเป็นการปล้นปืนทหาร ทำร้ายเจ้าหน้าที่ จนถึงขั้นบุกไปทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552
หลังบุกทำลายการประชุมอาเซียนกลุ่มคนเสื้อแดงเหิมเกริมถึงขั้นจัดตั้งค่ายคูประตูรบใจกลางเมืองหลวง แกนนำเริ่มขัดแย้งกันชิงกันเป็นใหญ่ ชิงกันเอาใจนาย
ต่างอ้างว่าตนเป็นคนรับคำสั่งโดยตรงจากนายใหญ่ จนสุดท้ายผู้บัญชาการคูประตูรบถูกยิงตายใกล้ถนนสีลม
หลังจากผู้บัญชาการกองกำลังเถื่อนถูกยิงตายทหารก็เคลื่อนตัวเข้ากระชับพื้นที่ แกนนำบนเวทีรักตัวกลัวตายชิงเข้ามอบตัวกับตำรวจ ตำรวจก็ใจดีจัดเครื่องขยายเสียงให้แกนนำเสื้อแดงที่มอบตัวอยู่ในอารักษ์ขาได้ปลุกระดมถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นเวลา 45 นาที
หลังจากแกนนำประกาศยุติการชุมนุม หนึ่งชั่วโมงต่อมาปรากฏว่าไฟบรรลัยกัลป์ก็เผาผลาญบ้านเมืองอยู่เป็นเวลาหลายวัน เผาบ้านเผาเมือง เผาโรงหนัง เผาธนาคาร เผาศูนย์การค้าในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานที่การเผาศาลากลาง เผาที่ทำการศาล เผากิจการของชาวบ้าน ที่น่าสังเกตคือสิ่งก่อสร้างและธุรกิจที่ถูกเผาทำลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายใหญ่ งานเลี้ยงของ นปช.หรือเสื้อแดงก็เริ่มซาลงตั้งแต่นั้นมา
แต่บางกลุ่มยังเมาค้างเพราะเมืองไทยไม่ใช้คำว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ดังนั้นเมื่อมีประชาชนหลายล้านคนโดยการนำของกลุ่ม กปปส. ลุกฮือขึ้นขับไล่รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์เมื่อปลายปี 2556
กลุ่ม นปช. ก็ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ใช้ความรุนแรงที่มากกว่า 2553 ที่มีกองกำลังเถื่อน กองกำลังรัฐบาลที่ถือกฎหมายอยู่ในมือลุกขึ้นมาต่อต้านลอบทำร้าย ประชาชนที่สนับสนุน กปปส. ตายไป 29 คน บาดเจ็บนับพัน สุดท้ายเมื่อวันที่ 22 พ.ค. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลุกขึ้นคว่ำโต๊ะงานเลี้ยงที่เมาค้างไม่ยอมเลิกรา แต่กระนั้นก็ตามพวกที่เมาค้างยังคงเอะอะโวยวายอยู่ประปราย
จนกระทั่งหลังเลือกตั้งมีนาคม 2562 ปรากฏว่ามีผู้ที่เมาค้างหรือพวกนั่งข้างโต๊ะงานเลี้ยงเสื้อแดงได้รับเลือกเข้าสภาเป็นกอบเป็นกำ งานสังสรรค์เสวนาด่าสถาบันฯ ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในสภา และลุกลามออกมาสู่เครือข่ายในสถาบันศึกษา
การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนเป้าหมายจากรัฐบาลไปที่สถาบันสูงสุดของประเทศไทย นักการเมืองรุ่นใหม่กับคนที่อ้างว่าเป็นรุ่นใหม่ใช้การทำลายลดค่าสถาบันฯเป็นอาหารอันโอชะมาตะกรุมตะกรามในงานสังสรรค์ แต่หลังจากพรรคที่เคยนั่งข้างโต๊ะคนเสื้อแดงถูกยุบไป หัวขบวนพรรคคนรุ่นใหม่กลายเป็นคณะสามสัส
สมุนบริวารของคณะสามสัสประกาศตัวเป็นคณะราษฎร 2563 เย้ยฟ้าท้าดินประกาศบัญญัติ สิบประการต่อต้านจัดการล้มสถาบันฯ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ต่อต้าน กลุ่มล้มสถาบันถูกจัดการตามกฎหมายและงานสังสรรค์ที่อเมริกันเสิร์ฟชีสเค้กให้ก็ซาลงไป
แต่ก็ยังไม่วายมีกลุ่มเมาค้างที่เคยนั่งข้างโต๊ะเสื้อแดง เคยกินเศษชีสเค้ก เคยตามหลังสามสัสก็โผล่ขึ้นมาใหม่เป็น ไทยไม่ทน เป็นทะลุฟ้า เป็นธรรมศาสตร์ประชาธิปไตยเป็นอะไรต่อมิอะไรหลายก๊กหลายก๊วน ส่วนใหญ่อ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตยแต่มักใช้ความรุนแรง
หน่วยงานมั่นคง ตำรวจ รัฐบาลรู้ดีว่าพวกเมาค้างมาจากไวน์ก้นขวดพวกสนุกกับการกินเศษชีสเค้ก ที่ยังสังสรรค์สร้างความวุ่นวายรายวัน ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากใคร คนกลุ่มไหนเป็นผู้บงการใครเป็นผู้วางแผนสั่งการ แต่ที่ไม่ยอมจัดการให้เด็ดขาดอาจเป็นเพราะได้ผลประโยชน์จากสถานการณ์หรือไม่ก็เป็นช่วงปลาย ของการบริหารไม่อยากเป็นศัตรูกับใครเมื่อต้องลงจากหลังเสือไปในไม่ช้าก็เร็ว
ถ้าจะจัดการให้เด็ดขาดหรือถือคติว่า “งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราก็ต้องใช้ตำราเดียวกับฮ่องกงหรือฮ่องกงโมเดล คือตีจุดหัวมันให้ตายแล้วหางก็ไม่กระดิก”
นสพ.เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ส.ค. ว่า “กลุ่มจัดชุมนุมใหญ่ฮ่องกงประกาศสลายตัว” นสพ.ให้รายละเอียดว่า องค์กรที่ชื่อว่า“แนวหน้าสิทธิมนุษยชนพลเรือน” Civil Human Right Front = CHRF ซึ่งเคยมีกลุ่มสมาชิกที่เป็นแนวร่วมถึง 40 องค์กร CHRF เคยเป็นศูนย์กลางของการระดม
องค์กร หน่วยงานและกลุ่มนักกิจกรรมต่างๆ นำประชาชนลงถนนประท้วงรัฐบาลได้ประมาณสองล้านคนเมื่อปี 2562
แต่ความแข็งแกร่งและมั่นคงของ CHRF เริ่มสั่นคลอนและไม่แน่นอนเมื่อผู้เป็นประธาน ฟิโก ชาน โฮวันถูกศาลตัดสินจำคุก 18 เดือน เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาตั้งแต่นั้นหน่วยงาน องค์กรต่างๆ และเอ็นจีโอ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้าน ก.ม.ต่างก็พากันถอนตัวออกไปเพราะกลัวจะถูกดำเนินคดี ณ ต้นเดือนสิงหาคมปรากฏว่า
ยังเหลือสมาชิกอยู่เพียง 10 กลุ่ม จึงจำเป็นต้องประกาศลายตัว
รักษาการประธาน CHRF จุง จิงไฝ่ กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “ตร.ฮ่องกงเตือนว่ากลุ่ม CHRF อาจละเมิด ก.ม. ความมั่นคงภายในที่ทางปักกิ่งได้ประกาศใช้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มกดดันองค์กรต่างๆ ที่เป็นสมาชิกและต่อต้านรัฐบาล เราจำเป็นต้องสลายตัว....”
แต่การประกาศสลายตัวไปแล้วไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่า ตร.จะไม่เข้ามา รบกวน” แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับรัฐบาลกลางบอกกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ว่า “ปฏิบัติการจองเวรกับ CHRF ยังไม่หยุดถึงแม้ว่าจะประกาศสลายตัวไปแล้วก็ตาม ปักกิ่งยังคงเดินหน้าจัดการกับกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะก่อกวนความมั่นคงของเกาะฮ่องกง” แหล่งข่าวกล่าว
CHRF ก่อตั้งเมื่อปี 2555 และในปี 2556 ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวโลกเมื่อเด็กหนุ่มวัย 17 ปีนามโจชัว หว่อง นำประชาชนลงถนนประท้วงรัฐบาลท้องถิ่นได้กว่า 500,000 คน โดยที่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงที่เรียกว่าปฏิวัติร่มคือสหภาพวิชาชีพครูซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของ CHRF
ตั้งแต่นั้นมา CHRF ก็กลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวในฮ่องกงมาหลายปี จนศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนสำคัญแห่งหนึ่งของโลกกลายเป็น
รัฐล่มสลาย และรัฐบาลกลางจีนแผ่นดินใหญ่ก็ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงภายในซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมทั่วเกาะฮ่องกงเมื่อเดือนมิถุนายน 2563
ก.ม.ความมั่นคงภายในครอบคลุมไปถึงการก่อขบถ ก่อจลาจล ก่อการร้าย การสมคบกับต่างชาติตลอดถึงการชุมนุมผิด ก.ม. คือการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต
การประกาศใช้ ก.ม. ความมั่นคงภายในรัฐบาลปักกิ่งมุ่งเป้าหมายไปที่หัวขบวนก่อความวุ่นวายโดยเฉพาะผู้รับใช้ต่างชาติไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือนายทุนใหญ่ ที่ฮือฮาและสามารถปรามผู้ก่อความวุ่นวายในเกาะฮ่องกงได้คือการจับกุมคุมขังนายจิมมี หล่าย เมื่อเดือน ก.ค. 2563 และยังคุมขังอยู่ระหว่างดำเนินคดีจิมมี่ หล่าย มหาเศรษฐีที่มีสื่อในเครือข่ายอยู่ในมือมากมาย มีทั้งนสพ.แอปเปิลเดลี่ สื่อสังคมออนไลน์ สำนักพิมพ์ ฯลฯ จิมมี่ หล่าย ถูกตั้งข้อหาสมคบกับต่างชาติใช้สื่อในสังกัดทำลายความมั่นคงของจีนและเกาะฮ่องกง
หนึ่งปีต่อมา เมื่อกลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจห้าร้อยนายปิดล้อมหนังสือพิมพ์แอปเปิลเดลี่ และบ้านพักของผู้บริหาร บรรณาธิการ นสพ.แอปเปิลเดลี่ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในเครือข่ายของ จิมมี่ หล่าย 6 คน ไปดำเนินคดีเป็นผลให้แอปเปิลเดลี่ที่ขายดีที่สุดในฮ่องกงต้องปิดตัวลง
และสุดท้ายท้ายสุดปักกิ่งก็จัดการให้ CHRF องค์กรใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของความวุ่นวายในหลายปีที่ผ่านมาสลายตัวลงได้ นักเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นไอดอลของคณะสามสัส จึงสงบลงได้หรือไม่ก็ติดคุกและหนีตายไปต่างประเทศ
จากตัวเลขของกองตรวจคนเข้าเมืองฮ่องกงพบว่าเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาคนฮ่องกงที่ถือหนังสือเดินทาง British National Oversea=BNO อังกฤษโพ้นทะเล ทะลักออกจากเกาะฮ่องกงวันละ 1,500 คน ซึ่งมากกว่าเมื่อต้นปีที่มีคนจากฮ่องกงไปอย่างถาวรเพียง 800 คนต่อวัน
รัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้ทำสถิติไว้ว่าคนไปจากฮ่องกงอย่างถาวรจำนวนเท่าไหร่แต่ตัวเลขที่กองตรวจคนเข้าเมืองบ่งบอกว่าเฉพาะปี 2564 ไม่ต่ำกว่า 150,000 คน รัฐบาลอังกฤษประมาณการว่าจะมีผู้ถือหนังสือเดินทาง BNO จากฮ่องกงไปตั้งรกรากในอังกฤษไม่น้อยกว่า 300,000 คน ภายในสามปี อังกฤษอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทาง BNO และครอบครัวไปตั้งรกรากในอังกฤษได้ตามข้อตกลงมอบคืนเกาะฮ่องกงให้จีน
ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยต้องการให้เกิดความสงบภายในต้องใช้โมเดลฮ่องกง คืออันดับแรกจัดการกับหัวขบวนและนายทุนผู้บงการ ต่อมาจัดการกับสื่อรับใช้นายทุนและต่างชาติ สุดท้ายค่อยจัดการกับสมุนบริวารในเครือข่าย เราเชื่อว่าหน่วยงานมั่นคงและรัฐบาลรู้ดีว่า ตัวบงการ ผู้สั่งการ นายทุนใหญ่เป็นใคร ใครสมคบกับต่างชาติใครร่วมมือกับสื่อเครือข่ายไหน
สำคัญว่าจะกล้าทำหรือไม่ แต่ถ้าต้องการให้บ้านเมืองสงบ ไม่ต้องการให้สถาบันสูงสุดของชาติถูกด้อยค่าถูกทำลาย..“ต้องใช้ฮ่องกงโมเดล”
สุทิน วรรณบวร

‘พิชิต’ฟาดผัวะ!‘ปิยบุตร’ละเมอโจ๋ดินแดงป่วนเมืองกลุ่มปฏิวัติมวลชน
รีบหาซื้อ! ธูป ‘แม่น้ำหนึ่ง’ จุดเอง เน้นๆเลขนี้มาแน่ งวด 1 ตุลาฯ
บุรีรัมย์พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม55ราย เหลือรักษาตัวอยู่ในรพ.778ราย
จยย.ตัดหน้ากระบะกะทันหันก่อนหักหลบชนเสาไฟหวิดพุ่งลงคลอง
'งูเหลือม' หิวโซบุกเขมือบแมวทั้งตัวจนท้องป่องเลื้อยหนีไม่ไหว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี