วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ครบรอบสองปีทหารพม่า นำโดย พลเอกมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจจากพรรคเอ็นแอลดี ของ นางออง ซาน ซู จี ทำให้เกิดต่อต้าน และ มีการปราบปรามกันทั่วประเทศเป็นเหตุให้รัฐบาลทหารพม่าประกาศต่ออายุภาวะฉุกเฉินเพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่ถูกขัดขวางให้ได้เดินหน้าต่อไป
“...เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นรัฐบาลรักษาการ ต้องขยายระยะเวลาบริหารประเทศในภาวะฉุกเฉิน ผบ.เหล่าทัพ จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และตามมาตรา 425 ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ขยายระยะเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566...” ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ที่คณะผู้บริหารแห่งรัฐ (State Administration Council=SAC) ประกาศผ่านวิทยุทีวีของรัฐ
ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “ฝ่ายต่อต้านและผู้ก่อการร้ายใช้ความรุนแรงขัดขวางการเลือกตั้ง เราต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อให้การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยหลายพรรคผ่านไปได้โดยดี” เขากล่าว แต่ไม่ยืนยันว่า การเลือกตั้งยังจัดในเดือนสิงหาคมตามกำหนดเดิมหรือไม่
ส่วนฝ่ายต่อต้าน ยืนยันว่า จะเดินหน้าขัดขวางการเลือกตั้งต่อไป นายพลบีทู ผู้บัญชาการทหารคะยากล่าวกับแนวหน้าว่า “คณะผู้บริหารรัฐคะยา บอกกับประชาชนไม่ให้ร่วมมือกับการเลือกตั้งจอมปลอม เวลานี้เจ้าหน้าที่มาขึ้นบัญชีผู้ที่จะไปเลือกตั้งพวกเขาทำได้เฉพาะในเมืองเท่านั้น ในหมู่บ้านชนบททำไม่ได้ เพราะถูกกองทัพประชาชนขัดขวาง..”
แหล่งข่าวในกองกำลังฟื้นฟูฉานใต้ หรือ RCSS/SSA ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก กล่าวกับแนวหน้าว่า “ในรัฐฉานมีพรรคการเมืองไตใหญ่อยู่สองพรรค คือพรรคเสือขาว กับพรรคหัวพยัคฆ์ พรรคเสือขาวพร้อมส่งผู้สมัครเลือกตั้ง แต่พรรคหัวพยัคฆ์ ซึ่งเป็นพรรคใหญ่คว่ำบาตรการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ดังนั้นการขัดขวาง การทำร้ายเจ้าหน้าที่ทำบัญชีเลือกตั้งถูกทำร้ายแทบทุกวัน..”
ส่วนผู้นำพรรคสหอารากัน ในรัฐยะไข่นายหม่อง เอ ประกาศว่าพรรคสหอารากัน “พร้อมร่วมมือในการเลือกตั้ง เพื่อถ่ายโอนอำนาจจากทหารมาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยหลายพรรค”
สถานการณ์การเมืองในพม่า จึงตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย เพราะมีความขัดแย้งกันเองในหมู่พรรคการเมือง ทั้งของคนเชื้อชาติพม่า และพรรคการเมืองในกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทหาร และ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารในกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกันเอง ตัวอย่าง เช่น ไตใหญ่ กะเหรี่ยง มอญ คะฉิ่น พะโอ ว้า และอื่นๆ กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆ แตกแยก แบ่งแยกกันเองเป็นกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนการเลือกตั้งที่จะมาถึง
ส่วนกลุ่มต่อต้านที่มีมวลชนสนับสนุนทั่วประเทศ คือ อดีตนักการเมืองจากพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี กลุ่มนี้ ได้ตั้งรัฐบาลเงา ขึ้นมาเรียกว่า “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ เอ็นยูจี (National Unity Government = NUG) และจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เรียกว่า “กองกำลังพิทักษ์ประชาชน” หรือ พีดีเอฟ (People Defense Force=PDF)
เอ็นยูจี กับ พีดีเอฟ เป็นแกนนำกลุ่มสำคัญที่ต่อสู้กับรัฐบาลด้วยกำลังติดอาวุธ และ เดินเกมการเมืองระหว่างประเทศรณรงค์ให้นานาชาติรับรองเอ็นยูจี เป็นรัฐบาลถูกต้องตามกฎหมาย และ ให้นานาชาติประณาม พลเอกมิน อ่อง หล่าย เป็นรัฐบาลผู้ก่อการร้าย
การรณรงค์ของเอ็นยูจี ทำให้ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และอาเซียนบางประเทศให้การช่วยเหลือเอ็นยูจี และรับรองเอ็นยูจีโดยพฤตินัย แต่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เช่น ประเทศไทยที่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลพลเอกมิน อ่อง หล่าย ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านพม่าส่วนใหญ่จึงตกเป็นแพะรับบาปที่ถูกตะวันตกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าให้ฆ่าประชาชนต่อไป
ในวันครบรอบสองปีที่ทหารยึดอำนาจ กลุ่มเอ็นจีโอ ที่เรียกว่า “ยุติธรรมเพื่อเมียนมา” (Justice for myanmar) ทำรายงานเสนอสภาคองเกรส์สหรัฐว่า...“รัฐบาลทหารพม่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกว่า 60 ประเทศ และองค์กรนานาชาติรวมทั้งองค์กรในสหประชาชาติ” สำนักข่าววีโอเอ ซึ่งได้รับงบประมาณจากรัฐบาลวอชิงตันรายงานว่า” ผลการศึกษาของหน่วยงาน ที่เรียกว่า“ความยุติธรรมเพื่อเมียนมา” ที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนในประเทศเมียนมา
พบว่ามีประเทศต่างๆ 22 ชาติ และ องค์กรต่างๆ 26 องค์กร ยังให้การช่วยเหลือรัฐบาลทหารพม่ารวมทั้งหน่วยงานในสหประชาชาติ และ 8 สถาบันการเงินนานาชาติ ยังคงทำธุรกรรมการเงินกับรัฐบาลทหารพม่า จัดหาเส้นทางการเงินแก่รัฐบาลทหารพม่า การสนับสนุนเหล่านี้มาในรูปความสัมพันธ์ทางการทูต การพัฒนา ความร่วมมือทางเทคนิค ความร่วมมือทางทรัพยากรและอื่นๆ...
...รายงานของกลุ่มยุติธรรมพม่า กล่าวว่า รัสเซีย จีน อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เวียดนาม ลาว และ ประเทศไทย เป็นประเทศที่ให้การรับรองรัฐบาลทหารถูกต้องตามกฎหมาย รายงานบอกด้วยว่า หน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ รวมทั้ง ยูนิเซฟ หน่วยงานเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และ (FOA) หรือ องค์การอาหารและเกษตร ได้ลงนามตกลงความร่วมกับรัฐบาลทหาร ความช่วยเหลือทางเทคนิค รายงานได้เอ่ยชื่อถึงสถาบันป้องกันประเทศของญี่ปุ่น และกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น สำนักงานประสานความสัมพันธ์ของรัฐบาลเยอรมนี และสถาบันศึกษาเสนาธิการทหารมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และอื่นๆ
ดอว์ยาดา หม่อง โฆษกของ “องค์กรยุติธรรมเพื่อเมียนมา” กล่าวในแถลงการณ์ถึงสำนักข่าววีโอเอว่า “หลากหลายรูปแบบของการสนับสนุนรัฐบาลทหาร เรามีเอกสารหลักฐานว่า ประเทศต่างๆ และองค์กรเหล่านั้นได้ช่วยให้เผด็จการฆาตกรรมมนุษย์ชาติยืดเยื้อต่อไป” รายงานถึงสภาคองเกรสเขียนด้วยว่าYokogawa Bridge Corp” ได้ส่งเงินหนึ่งล้าน ดอลลาร์สหรัฐให้กับวิสาหกิจเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าเป็นเจ้าของโดยอ้างว่า ให้เงินในนามของโครงการพัฒนาจากรัฐบาลญี่ปุ่น...“เราต้องการให้หยุดการช่วยเหลือของรัฐบาล และองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาลผิดกฎหมาย ไม่ว่าเป็นการให้เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานหรือการช่วยเหลือทางการเงินหรือทางธุรกิจ”
สำนักข่าววีโอเอ รายงานด้วยว่า กระทรวงกลาโหมเมียนมา ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมสัมมนาและฝึกซ้อมทางทะเล ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือ การประชุมในกรุงเทพฯ มีประเด็น หลากหลาย อาทิ การค้นหาและช่วยเหลือ โจรสลัด และ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการลักลอบขนอาวุธ การประชุมและการฝึกซ้อมห้าวัน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
ในโอกาสนี้กระทรวงกลาโหมเมียนมาจะได้ร่วมประชุมกับกระทรวงกลาโหมอาเซียนและคู่เจรจาประกอบด้วย ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ รัสเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา
วิทยุเอเชียเสรีของอเมริกา รายงานว่าเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาประธานาธิบดี โจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนปี 2566 กล่าวว่า“รัฐบาลทหารพม่า ควรถูกห้ามทำกิจกรรมกับอาเซียนมากกว่าการห้ามร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ”
แต่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศนอกกรอบอาเซียนเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และรัฐมนตรีการค้าได้มีโอกาสพบกันซึ่งหน้ากับรัฐมนตรีต่างประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และ ประเทศไทย การจัดประชุมครั้งนั้น สร้างความสับสนให้กับประชาคมนานาชาติ และสมาคมอาเซียน สองปีที่ผ่านมาอาเซียนโดยการกดดันจากตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯกีดกันไม่ให้ พลเอกมิน อ่อง หล่าย และรัฐมนตรีพม่าเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
ประเทศไทยซึ่งมีชายแดนติดกับพม่ากว่าสองพันกิโลเมตรและไทยกับพม่ามีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานานหลายร้อยปีจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยต้องมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลและประชาชนชาวพม่า ไม่ว่าพม่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประเทศไทยจึงแตกต่างกับฝรั่งตะวันตกและอาเซียนบางประเทศที่อยู่ไกลออกไปเพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิกฤตการเมืองในพม่า
ดังนั้นทุกครั้งที่ประเทศไทย มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่าจึงถูกประณามจากประเทศตะวันตกที่ถือคัมภีร์เสรีประชาธิปไตย เป็นสรณะและประเทศไทยถูกด่าถูกประณามจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าทั้งๆ ที่ประเทศอะลุ้มอล่วยให้ทั้งสองฝ่าย จึงสรุปว่า วิกฤตการเมืองในพม่าประเทศไทยกลายเป็นแพะรับบาป
สุทิน วรรณบวร

หมอเตือน ชายสูบบุหรี่ วันละ 5 มวน มีอาการไอเรื้อรัง มา 3 เดือน ซื้อยามากินเอง สุดท้ายตรวจเจอ มะเร็งปอด
หมอเดชา ฉะ อภิสิทธิ์ หรือจะเห็นคุณค่าความเป็น แมลงสาบ มากกว่า ความเป็น อนุรักษ์นิยม
พังงาวิกฤต! ฝนตกต่อเนื่องน้ำท่วม 2 อำเภอ เสียหายพุ่ง 154 หลังคาเรือน
เกาหลีใต้ช็อก! เกิดเหตุสะพานข้ามแยกถล่มกลางกรุงโซล สั่งระงับการเดินรถไฟ
ลูกเลี้ยงโหด! ควงลูกซองจ่อยิงหัวแม่เลี้ยงดับคาแคร่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี