วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตอนนี้ ฟุตบอลลีกในประเทศต่างๆปิดฤดูกาลลงไปเกือบหมดแล้ว และฟุตบอลโลกซึ่ง 4 ปีมีหน ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้วในวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม 2026 โดยมี Fédération
Internationale de FootballAssociation หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า “ฟีฟ่า”เป็นผู้จัด และมีสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก เป็นประเทศเจ้าภาพร่วมกัน
แรกๆ ก็ดูเหมือนจะราบรื่นดี แต่จู่ๆ ไม่รู้ผีบ้าซาตานตนไหนดลใจให้ผู้นำอเมริกาและผู้นำยิวอิสราเอลบุกโจมตีอิหร่าน ฆ่าผู้นำ, ทหาร และประชาชนของที่นั่น เลยเกิดปัญหาว่า ทีมชาติอิหร่านที่คัดเลือกติดเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายด้วยจะเอายังไง
แม้ตอนหลัง ทีมชาติอิหร่านจะยืนยันเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก2026 อย่างเป็นทางการ และได้รับอนุญาตจาก ฟีฟ่า ให้ย้ายสถานที่ฝึกซ้อมจากอเมริกาไปยังเม็กซิโกแล้วก็ตาม
กองเชียร์อิหร่านจะไปเชียร์ได้หรือไม่ เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมทารกอุบาทว์รอบตัว ก็ตั้งเงื่อนไขไว้มากมายสำหรับคนเข้าประเทศ แถมอเมริกายังคงบอยคอตต์อิหร่านด้านต่างๆอยู่
และถ้าเกิดทีมชาติอิหร่านเข้ารอบลึกๆ ถึงอย่างไรก็ต้องมีนัดที่ลงแข่งในอเมริกาอยู่ดี ฟีฟ่า จะจัดการกันยังไงท่ามกลางความตึงเครียดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
ฟุตบอลโลกมีการบอยคอตต์หลายครั้งหลายคราในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์และระบบคัดเลือกมาเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือ การเมืองระหว่างประเทศที่เข้ามาแทรกแซงการกีฬา
ฟีฟ่า ให้อุรุกวัยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 และอุรุกวัยก็ได้แชมป์คราวนั้นไป แต่ตอนนั้นมีทีมยุโรปหลายทีมไม่เข้าร่วม เพราะเดินทางไกล และเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก
เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ และถือว่าเป็นการเริ่มต้นก็ต้องมีขลุกขลักกันบ้าง
แต่ในปี 1938 อุรุกวัยและอาร์เจนตินาก็ปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก เพื่อประท้วงที่ ฟีฟ่า ให้ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพหลังจากที่อิตาลีเพิ่งเป็นไปเมื่อปี 1934 เพราะตามที่กำหนดไว้คือ เมื่อประเทศในทวีปหนึ่งเป็นเจ้าภาพไปแล้ว อีก 4 ปีต่อไปต้องให้ทวีปอื่นเป็นเจ้าภาพ สรุปว่า ฟีฟ่า วางกฎเองแล้วก็ละเมิดเสียเอง
ในปี 1950 อินเดียผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ แต่ขอถอนตัวออกไป ด้วยเหตุผลว่า ต้นทุนในการเดินทางสูง, เวลาเตรียมตัวมีจำกัด, มีความขัดแย้งภายในในการเลือกตัวทีมชาติ แต่เอนเอียงไปทางการแข่งขันโอลิมปิกมากกว่า
นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศตัดสินใจไม่เข้าร่วม ประเทศสายสังคมนิยม อย่าง สหภาพโซเวียต, ฮังการี,เชโกสโลวาเกีย ประเทศอเมริกาใต้ด้วยกัน อย่าง อาร์เจนตินา, เอกวาดอร์, เปรู และอีกบางประเทศจากยุโรปและเอเชียด้วย ต่างก็เหตุผลต่างๆ กันไปมากกว่าจะเป็นการเมืองโดยเฉพาะอาร์เจนตินาที่สมาคมฟุตบอลของตนมีความขัดแย้งกับสมาคมฟุตบอลบราซิล
ในปี 1958 ฟุตบอลโลกจัดที่สวีเดน หลายประเทศปฏิเสธเข้าคัดเลือก เพราะไม่อยากเล่นกับอิสราเอล ประมาณว่าเป็นสุนัขหัวเน่ามาแต่ไหนแต่ไร เช่น อียิปต์, ซูดาน,อินโดนีเซีย ฯลฯ ทำให้อิสราเอลไม่มีคู่แข่งในโซนแอฟริกา-เอเชียต้องไปตัดเชือกกับเวลส์ ซึ่งอยู่ในโซนยุโรป และแพ้ไป
อังกฤษได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 1966 ปรากฏว่า 15 ประเทศในแอฟริกาถอนตัวหลังจากที่ ฟีฟ่า จะให้การคัดเลือกรวมโซนแอฟริกา, เอเชีย และโอเชียเนีย เป็นหนึ่งเดียว ยืนยันว่าแอฟริกาต้องมี 1 ที่ ไม่ใช่รวม 3 ทวีปแล้วมีได้แค่ประเทศเดียว
ในปี 1974 เยอรมันตะวันตก เป็นเจ้าภาพ แต่ในรอบเพลย์ออฟนัดที่ 2 ที่ชิลี แต่โซเวียตไม่ยอมเล่น เพราะตารางแข่งขันกำหนดให้จัดขึ้นที่ ซานติอาโก’ส เอสตาดิโอนาซิอองนาล ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ถูกใช้ในการคุมขังผู้คนจำนวนมากหลังการปฏิวัติในชิลี 1973 โดยนายพล ออกุสโตปิโนเช่ต์ แต่สุดท้าย ฟีฟ่า ปฏิเสธที่จะย้ายสนามแข่งขัน ชิลีได้เข้ารอบไปด้วยการยิงลูกบอลเข้าตาข่ายเปล่าๆ เป็นหนึ่งในความอัปยศและถกเถียงกันมากที่สุดประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
นอกจากเพิ่มทีม, จำนวนนัดแข่งขัน และขายลิขสิทธิ์เพื่อหารายได้ ฟีฟ่า ก็พยายามปรับปรุงระบบการคัดสรร และเปลี่ยนแปลงกติกาให้สอดคล้องกับยุคสมัยมาเรื่อยๆ เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง อย่าง กรณีประเทศในแอฟริกาประท้วงไม่ต้องการให้รวมโซน ตอนหลัง ฟีฟ่า จึงให้สิทธิ์ทวีปแอฟริกาคัดเลือกกันเองโดยตรง เช่นเดียวกับยุโรปหรือเอเชีย
หรือหลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลางในช่วงทศวรรษ 1970 ฟีฟ่า ก็จัดให้อิสราเอลไปคัดเลือกอยู่ในโซนยุโรป เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัย เพราะอิสราเอลไม่ได้เป็นที่เสน่หาของประเทศอาหรับ ระหว่างการแข่งแบบเหย้า เยือนอาจจะมีอะไรตูมตามขึ้นมา
ในฟุตบอลโลก ไม่ใช่มีแต่ประเทศที่บอยคอตต์หรือถอนตัวโดยสมัครใจเท่านั้น แต่หลังๆ ยังมีประเทศที่ถูกแบนด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ และในโลกยุคใหม่ แทบจะไม่มีเหตุผลอื่นอีกแล้วนอกจากการเมืองเข้าไปแทรกแซงการกีฬา ไม่ว่าจะสรรหาเหตุผลอะไรมาอ้าง
ยูโกสลาเวียเคยถูกขัดขวางจากการลงแข่งคัดเลือกฟุตบอลโลก 1994 เพราะสหประชาชาติคว่ำบาตรระหว่างสงครามยูโกสลาฟ ฟีฟ่า ก็ดันเห็นด้วยกับสหประชาชาติ นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่ง
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์เป็นเจ้าภาพ รัฐบาลหลายประเทศนำโดยอเมริกาและอังกฤษ ประกาศบอยคอตต์ด้วยเหตุผลทางการทูต โดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนในกาตาร์ แม้รัฐบาลจะประกาศไม่เข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการ แต่ทีมชาติยังมีส่วนร่วมได้
และปีเดียวกันนี้ รัสเซียถูกลงโทษและห้ามแข่งขันหลังจากบุกยูเครน นำโดยอเมริกาเหมือนเคย และเบลารุสในฐานะหนึ่งมิตรชิดใกล้ของรัสเซียพลอยโดนหางเลขไปด้วย กีฬาโอลิมปิกที่ปารีส เมื่อปี 2024 ก็ห้าม 2 ประเทศนี้เช่นกัน
ฟีฟ่า มักประกาศในทำนองว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติ และมีส่วนทำให้ผู้คนบนโลกใบนี้สมานฉันท์ แต่ ฟีฟ่า ก็ไม่สามารถดำรงตนเป็นอิสระได้โดยสิ้นเชิง การต้านทานอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจทั้งหลาย เป็นเรื่องยากไม่แพ้ทีมชาติไทยไปบอลโลก
ที่เขียนมายาวๆ นี้ก็เพื่อเล่าสู่กันอ่าน ระหว่างที่รอว่าคนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการหรือเปล่า แต่ถ้าไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพถ่ายทอดสดก็คงรู้ว่าจะหาดูได้ที่ไหนนะ
ทิวา สาระจูฑะ

คุณแหน: 26 พฤษภาคม 2569
ด่วน! ทรัมป์ โพสต์เดือดบีบชาติตะวันออกกลาง ลงนามเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม
รอง ผบ.ตร. ลุยจันทบุรี จับมือผู้ว่าฯ-ตำรวจ บูรณาการแก้ 9 ปัญหาความมั่นคง
พรุ่งนี้ตี 5 น้ำมันปรับลดราคา ดีเซลลงแรง 1 บาท เบนซิน-โซฮอล์ลด 60 สต.
สหรัฐรอไปก่อน! อิหร่านหักหน้าทรัมป์-รูบิโอ ยันยังไม่ลงนามข้อตกลงในเร็ววันนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี