วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
มหากาพย์ค่าโง่โฮปเวลล์ ยังไม่จบ
ล่าสุด ฝ่ายรัฐชนะคดี แต่ยังต้องลุ้นต่อ เพราะเอกชนคงจะสู้ในชั้นศาลปกครองสูงสุดต่อไป
ที่ผ่านมา คดีโฮปเวลล์นี้เอง รัฐเคยชนะชั้นต้น แต่พลิกแพ้ในศาลปกครองสูงสุดมาแล้ว
1. เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางพิพากษา คดีโฮปเวลล์หมายเลขดำที่ 107/2552, 2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557
คำพิพากษารวมๆ คือ เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯที่ให้จ่ายเงินแก่เอกชน 2.7 หมื่นล้านบาท
พูดง่ายๆ ว่า รัฐไม่ต้องจ่ายแล้ว
2. ศาลปกครองกลางชี้ขาดอะไรบ้าง?
คดีนี้ กระทรวงคมนาคม ผู้ร้องที่ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ผู้ร้องที่ 2 กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านคดี
ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ “เพิกถอน” คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 ก.ย.2551 ทั้งหมด และ “เพิกถอน” คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 44/2550 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 ลงวันที่ 15 ต.ค.2551 ทั้งหมด
และมีคำสั่ง “ปฏิเสธไม่รับบังคับ” ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาท
หมายเลขดำที่ 119/2547 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 ก.ย.2551
กับให้คำสั่งศาลที่ให้ “งด” การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.221-223/2562 ไว้ในระหว่างพิจารณาคดีใหม่ มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อันนี้คือรัฐยังไม่ต้องจ่ายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
3. ประเด็นที่ทำให้รัฐชนะคดี?
ศาลฯพิเคราะห์ว่า การที่ผู้คัดค้าน (บริษัท โฮปเวลล์ฯ) ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2541 จึงมีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้อย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 30 ม.ค.2546
แต่ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาท เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2547
จึงพ้นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไป 1 ปี 9 เดือนเศษ
สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านจึงขาดอายุความตามกฎหมาย
4. รายละเอียดปมสำคัญที่ศาลวินิจฉัย
คำวินิจฉัยของ “ศาลปกครองกลาง” สาระสำคัญน่าสนใจ เพราะจะยังมีการต่อสู้คดีต่อไปอีกอย่างแน่นอน
ในส่วนคำโต้แย้งของเอกชน ศาลปกครองได้วินิจฉัยไว้ สาระสำคัญ บางส่วน อาทิ
4.1 กรณีที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.410-412/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.221-223/2562 องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี มิได้นำมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2545 มาอ้างอิงในการพิจารณาตัดสินคดีนี้ แต่ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย และตีความข้อกฎหมายในเรื่องอายุความการฟ้องคดีไว้อย่างชัดเจน นั้น
เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวที่วินิจฉัยเรื่องการนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครองกรณีข้อพิพาท เกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการนั้น มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2545 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาฟ้องคดี ซึ่งตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 81-83/2565 ประชุมใหญ่ ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า
แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะไม่ได้ระบุถึงมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวโดยตรง แต่ก็เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตามที่กำหนดในมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ข้อความที่เขียนอยู่ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวนั้น ก็คือข้อความตามมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2545 นั่นเอง
แม้มิได้อ้างถึงขนาดว่า เป็นมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครั้งที่เท่าใด ประชุมเมื่อวันที่ เดือน ปี หรือเวลาใด แต่การอ้างข้อความเช่นว่านั้น ย่อมต้องถือว่าเป็นการอ้างมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครั้งดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคดีแล้ว
ข้ออ้างของผู้คัดค้านในข้อนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้
4.2 กรณีที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เท่านั้น
เห็นว่า ปัญหาว่าผู้ร้องทั้งสองบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อสัญญาหรือไม่มิใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งมีว่าผู้คัดค้านยื่นเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือไม่ และเมื่อเริ่มคำนวณนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.2541 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการจะครบกำหนด 5 ปี ในวันที่ 30 ม.ค.2546 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่อาจเริ่มนับระยะเวลาในวันที่ 23 มิ.ย.2543 ที่ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งผู้คัดค้านถือว่าสัญญาสัมปทานพิพาทได้เลิกกันโดยปริยายในวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มนับกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีดังที่ผู้คัดด้านกล่าวอ้าง ข้ออ้างของผู้คัดค้าน จึงไม่อาจรับฟังได้
ส่วนในเรื่องการฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินได้ตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องเป็นกรณีที่ทรัพย์ที่จะติดตามเอาคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน แต่ถูกบุคคลอื่นยึดถือครอบครองไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย
แต่สำหรับคดีนี้เป็นการยื่นคำร้องต่อศาล เป็นคดีที่มีประเด็นพิพาทระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้าน โดยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องการนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานอันเป็นสัญญาทางปกครองต่อคณะอนุญาโตตุลาการ หาใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ถูกบุคคลอื่นยึดถือครอบครองไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย
จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้ออ้างของผู้คัดค้านในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน
4.3 กรณีที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้องทั้งสอง เพื่อเปลี่ยนแปลงดุลพินิจขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 188 วรรคสอง บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง
และมาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มิได้เป็นการห้ามมิให้ผู้ร้องทั้งสอง (กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท.) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.410-412/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.221-223/2562 นำผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2564 มาใช้เป็นข้ออ้างในการขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
และในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ย่อมต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดี แล้วใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่างๆ เหล่านั้น เพื่อปรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้ากับข้อกฎหมายและตีความปัญหาข้อกฎหมายอันนำมาสู่การพิพากษาคดี
แม้ในที่สุดผลของคดีอาจแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจขององค์คณะตุลาการศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดี ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติให้การรับรองและคุ้มครองไว้ อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของศาลต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว
การยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้องทั้งสองและการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ของศาล จึงมิได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ข้ออ้างของผู้คัดค้าน จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้
4.4 กรณีที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2564 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2564 มาเป็นเหตุยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้องทั้งสองขัดกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 วรรคสาม นั้น
เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคสาม บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว เว้นแต่ในคดีอาญา...เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีความหมายว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติใดของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งทำขึ้นโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เป็นคำพิพากษาที่ใช้บังคับมิได้หรือต้องสิ้นผลบังคับผูกพันลงเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มิได้มีผลเป็นการห้ามมิให้คู่กรณีในคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.410-412/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.221-223/2562 นำผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาใช้เป็นข้ออ้าง
ในการขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 81-83/2565 ประชุมใหญ่
การที่ผู้ร้องทั้งสอง (กระทรวงคมนาคม และร.ฟ.ท.) ยื่นคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ ลงวันที่ 14 มิ.ย.2564 และลงวันที่ 16 มิ.ย.2564 ย่อมสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มิได้เป็นการต้องห้าม
ทั้งนี้ เพราะบทบัญญัติมาตรา 212 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญข้างต้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ผู้ร้องทั้งสองขอพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ จึงมิใช่เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ข้ออ้างของผู้คัดค้านในข้อนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้
ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้รัฐพลิกกับมาชนะคดีในการร้องขอพิจารณาคดีใหม่รอบนี้ได้ คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
กราบขอบพระคุณศาลรัฐธรรมนูญ และฝ่ายบริหารในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งยืนหยัดมั่นคง ปักหลักต่อสู้ในเรื่องนี้
แต่สงครามยังไม่จบ
มหากาพย์คดีโฮปเวลล์ยังไม่สิ้นสุด
สังคมต้องช่วยกันติดตามตอนต่อไป ในชั้นศาลปกครองสูงสุด
สารส้ม

(คลิป) แกว่งปาก หาเสี้ยน สหรัฐไม่ใช่พ่อน่ะ รังสิมันต์ โรม
อนุทิน ยันไร้นโยบายประชานิยม พร้อมสานต่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟส 2 ลั่นดันแลนด์บริดจ์’เต็มสูบ
หนุ่ม ศรราม ควง น้องวีจิ โชว์ความน่ารัก เคลียร์ประเด็นคลิปลูกไม่ให้ กุ้งพลอย จีบ
FAA ประกาศเตือนสายการบิน ใช้ความระมัดระวังระหว่างบินผ่านอเมริกากลาง-ใต้
รวบชายวัย 39 ปี สังหาร มาดามปัท อดีตท้าวแชร์ ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี