วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม - ล้งผู้รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรเพื่อส่งออก - ตลาดผู้บริโภคปลายทางที่ประเทศจีน
เมื่อเกิดปัญหาว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมถูกกดราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน รัฐบาลจึงต้องเข้าไปตรวจสอบ สะสาง และจัดระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวด้วย
1. ไม่มีล้ง 239 แห่งหยุดรับซื้อมะพร้าว
ล่าสุด คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่า ล้ง 239 แห่งจะไม่รับซื้อมะพร้าว และกระทรวงพาณิชย์จะเปิด “ล้งกลาง” รับซื้อเองว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยตามที่มีการนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ล้งจำนวน 239 แห่งอาจรวมตัวกันหยุดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากชาวสวนเป็นเวลา 2 วัน จึงได้สั่งการให้ทีมเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ หากพบล้งใดมีพฤติกรรมดังกล่าวจริงให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย
“ก่อนทีมลงพื้นที่ไปตรวจสอบ มีข่าวแจ้งว่าล้ง 239 แห่ง จะรวมตัวกันไม่รับซื้อมะพร้าวจากชาวสวน 2 วัน เลยขอให้ทีมที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ถ้าพบล้งใดทำเช่นนั้น ก็ให้จัดการให้เด็ดขาดถ้าจะหยุดเพื่อแสดงการต่อต้านและทำผิดกฎหมายจริง ก็ให้หยุดไปเลย ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน”
อย่างไรก็ตาม หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (พค.) ร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปราม และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีการรวมตัวของล้งทั้ง 239 แห่งเพื่อหยุดรับซื้อมะพร้าวตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ แต่พบล้งบางรายมีการกระทำผิดซึ่งได้มีการดำเนินการตามกฎหมายตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เป็นขั้นเป็นตอน และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ ส่วนแนวคิดการจัดตั้งล้งกลางนั้น เป็นหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งใจจะดำเนินการร่วมกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอม โดยได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นแล้ว
2. เดินหน้าตรวจสอบปราบปรามนอมินีธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมไทย
การประชุมคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี
มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้หารือมาตรการในการตรวจสอบและปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะในธุรกิจต้องห้ามตามบัญชีท้ายที่สงวนไว้ให้คนไทย ซึ่งปัจจุบันได้ตรวจพบพฤติการณ์การประกอบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ จ.ราชบุรี โดยมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง 3 ลักษณะ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในจ.ราชบุรี ผันผวนหนัก ดังนี้
1) การเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูกเอง โดยชาวต่างชาติใช้คนไทยในการจัดตั้งบริษัทเข้าซื้อที่ดินหรือทำสัญญาเช่าที่ดินกับเกษตรกรในพื้นที่
2) การแปรรูปและส่งออกเองครบวงจร ทำให้ตัดวงจรการซื้อขายมะพร้าวจากเกษตรกรไทยโดยตรง
และ 3) การกดราคารับซื้อ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ตกต่ำอย่างผิดปกติ เนื่องจากกลไกตลาดถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติ
หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันกำหนดทิศทางและแผนดำเนินการตรวจสอบเพื่อ “สะสาง” ปัญหา “นอมินี” ที่เกิดขึ้น
นอกจากจะแก้ปัญหาภัยทางเศรษฐกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทยแล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระยะยาวอีกด้วย
3. เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างเป็นระบบ
พบว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้
1) ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ส่งผลให้ราคาตกต่ำสืบเนื่องถึงเกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง
2) ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
2.1) โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล *ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร*ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า *สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย *ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย
2.2) โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี *มีการลงทุนที่ครบวงจร ตั้งแต่ การเช่าเหมาสวนโรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น *มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ *แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ *รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย
3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน
3.1) บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน *โรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% *โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง
3.2) บริษัทนักลงทุนต่างชาติ *โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง *โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอมเช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ *ของแท้ขายไม่ได้ *โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ *ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย *ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ >> โรงงานหยุดรับซื้อ >> เกษตรกรขาดรายได้ >> ลดคุณภาพสวน >> ราคาตกต่ำ
สรุป อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยต้องเผชิญกับ 4 วิกฤตปัญหา คือ 1) ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้ 2) ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock 3) การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ 4) สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย
แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีดังนี้
1) ภาคการเกษตร
1.1 บริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด
1.2 ภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว
2) ภาคการผลิต
2.1) บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมทุกนักลงทุน โดยมีการตรวจด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี)
2.2) จัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และตั้งหน่วยงานรับรองคุณภาพที่ชัดเจน ปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100%
2.3) สนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเจรจาการค้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
รวมทั้ง ผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่มีการ UpSkill และ ReSkill การบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พึ่งพาตนเองได้ และนำไปสู่การส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นแบ๊กอัพสำคัญช่วยส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการข้างต้นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
4. ตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอม
ประเทศไทยส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก
ตลาดหลัก คือ จีน เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง
ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการส่งออกไปยังภูมิภาคเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดจีน
ตลาดยุโรป (EU) สหภาพยุโรป ถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละกว่า 300 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น เนเธอร์แลนด์, สเปน, เยอรมนี, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ฮังการี, สาธารณรัฐเช็ก, ไอร์แลนด์, และเดนมาร์ก
สำหรับการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทย ดำเนินการส่งออกหลายช่องทาง
- การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานเป็นประจำทุกปี อาทิ งานเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตรและแปรรูป (ปีที่ 7) ในวันที่ 5 มีนาคม 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกมาเจรจาการค้า
- การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ B2B ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก อาทิ Alibaba ซึ่งมีผู้ผลิตและผู้ส่งออกมะพร้าวจากไทยให้เลือกมากมาย
- การส่งออกโดยผู้ประกอบการโดยตรง รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดทางธุรกิจ
5. ศุภจี กับอนาคตมะพร้าวน้ำหอมไทย
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะขับเคลื่อนนโยบายและแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างจริงจัง
ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาล้งนอมินี พ่อค้าคนกลาง โดยเฉพาะหลังจากที่มีกระแสข่าวการรวมตัวของล้ง 239 แห่ง ขู่หยุดรับซื้อมะพร้าว
การดำเนินการของรัฐมนตรีศุภจีครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบเชิงลึกไปจนถึงการสร้างกลไกใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง ดังนี้
1. ตรวจสอบล้งและทุนต่างชาติ (นอมินี) สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมกับDSI และ ปปง. ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งและบริษัทที่มีพฤติกรรมเป็นนอมินีของต่างชาติในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสาคร โดยพบการถือครองที่ดินต้องสงสัยและอยู่ระหว่างดำเนินคดี
2. ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวกับล้ง หลังจากมีข่าวล้ง 239 แห่งขู่หยุดรับซื้อ เธอตอบโต้ทันทีด้วยการท้าให้ “หยุดไปเลย ไม่ต้องซื้อ” และประกาศจะตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง (จากนั้นไม่มีล้งหยุดรับซื้อ)
3. บริหารจัดการผลผลิตล้นตลาด (ระยะสั้น) สั่งการให้กรมการค้าภายในดูดซับมะพร้าวกว่า 2.2 ล้านลูก แบ่งเป็น 3 รอบ ผ่านการเปิดจุดรับซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เช่น การนำมะพร้าวไปแจกตามปั๊มน้ำมัน (PT, Susco, PTT, บางจาก) เพื่อพยุงราคาหน้าสวน
4. ยกระดับและขยายตลาด (ระยะยาว) - ส่งออก: ผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ (ตะวันออกกลาง, ยุโรป, สหรัฐฯ) จัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) 5 มี.ค.นี้ - GI: ผลักดัน
“มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป (EU) สำเร็จเมื่อ 18 ก.พ. 2569 ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว ปัจจุบัน มีมะพร้าวน้ำหอมขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว รวม 4 สินค้า ได้แก่ (1) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี (2) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (3) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า และ (4) มะพร้าวน้ำหอมสามพราน ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว
5. ควบคุมการนำเข้า คุมเข้มการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ โดยจำกัดด่านนำเข้าเพียง 2 แห่ง(ท่าเรือกรุงเทพ และแหลมฉบัง) เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าที่ส่งผลกระทบต่อราคาในประเทศ
สำหรับแนวคิด “ล้งกลาง” ตามที่รัฐมนตรีศุภจีประกาศไว้ น่าสนใจว่าจะมีหน้าตาอย่างไร?
“ล้งกลาง” ที่ว่า จะไม่ใช่แค่โรงรับซื้อทั่วไป แต่จะเป็น “เครื่องมือ” ของรัฐในการสร้างสมดุลอำนาจทางการตลาด
ทำงานแตกต่างจากล้งเดิมชัดเจน
โดยสรุปเป็น 3 แกนหลักได้ดังนี้
1. ปรับระบบรับซื้อ: เลิก “เหมาทะลาย” หันมาซื้อตาม “เกรด” ล้งกลางจะรับซื้อเฉพาะมะพร้าวที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เลิกการซื้อแบบคละทะลายที่ทำให้ราคาถูกเฉลี่ย เกษตรกรที่ดูแลสวนดี ได้ผลผลิตคุณภาพ จะขายได้ราคาสูงขึ้นโดยไม่ถูกหักกลบด้วยผลตกเกรด
2. จัดการผลผลิตตกเกรด: รับซื้อเพื่อ “แปรรูป” รับซื้อผลผลิตที่เหลือ (เล็ก/ตำหนิ) ทั้งหมดในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำไปแปรรูป เช่น ทำ “มะพร้าวขน” ส่งออกจีน หรือแปรรูปอื่นๆเกษตรกรขายผลผลิตได้หมดทุกส่วน ไม่มีถูกทิ้ง และเป็นการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
3. สร้างช่องทางกระจายผลผลิต: ประสาน “รัฐ-เอกชน” ใช้เครือข่ายรัฐดูดซับผลผลิตส่วนเกิน (เช่น แจกตามปั๊มน้ำมัน) และใช้เครือข่ายเอกชนที่ร่วมมือกับล้งกลางกระจายสินค้าสู่ช่องทางตลาดปกติ แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดเฉพาะหน้า และสร้างทางเลือกให้เกษตรกร ไม่ต้องพึ่งพาล้งใดล้งหนึ่ง
พูดง่ายๆ ว่า ล้งกลางจะเป็นตัวแทนของรัฐและผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปแทรกแซงตลาดเพื่อสร้างความเป็นธรรม ด้วยการ ซื้อตามเกรด เพื่อให้ราคาสะท้อนคุณภาพจริง และ รับซื้อผลตกเกรด เพื่อแปรรูป ปิดจุดอ่อนที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบมานาน
เรื่องนี้ น่าสนใจติดตามต่อไป จะมีพื้นที่นำร่องที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
สารส้ม

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี