วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569
เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม - ล้งผู้รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรเพื่อส่งออก - ตลาดผู้บริโภคปลายทางที่ประเทศจีน
เมื่อเกิดปัญหาว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมถูกกดราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน รัฐบาลจึงต้องเข้าไปตรวจสอบ สะสาง และจัดระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวด้วย
1. ไม่มีล้ง 239 แห่งหยุดรับซื้อมะพร้าว
ล่าสุด คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่า ล้ง 239 แห่งจะไม่รับซื้อมะพร้าว และกระทรวงพาณิชย์จะเปิด “ล้งกลาง” รับซื้อเองว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยตามที่มีการนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ล้งจำนวน 239 แห่งอาจรวมตัวกันหยุดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากชาวสวนเป็นเวลา 2 วัน จึงได้สั่งการให้ทีมเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ หากพบล้งใดมีพฤติกรรมดังกล่าวจริงให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย
“ก่อนทีมลงพื้นที่ไปตรวจสอบ มีข่าวแจ้งว่าล้ง 239 แห่ง จะรวมตัวกันไม่รับซื้อมะพร้าวจากชาวสวน 2 วัน เลยขอให้ทีมที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ถ้าพบล้งใดทำเช่นนั้น ก็ให้จัดการให้เด็ดขาดถ้าจะหยุดเพื่อแสดงการต่อต้านและทำผิดกฎหมายจริง ก็ให้หยุดไปเลย ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วัน”
อย่างไรก็ตาม หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (พค.) ร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปราม และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีการรวมตัวของล้งทั้ง 239 แห่งเพื่อหยุดรับซื้อมะพร้าวตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ แต่พบล้งบางรายมีการกระทำผิดซึ่งได้มีการดำเนินการตามกฎหมายตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เป็นขั้นเป็นตอน และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกรผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ ส่วนแนวคิดการจัดตั้งล้งกลางนั้น เป็นหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งใจจะดำเนินการร่วมกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอม โดยได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นแล้ว
2. เดินหน้าตรวจสอบปราบปรามนอมินีธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมไทย
การประชุมคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ณ ศาลากลางจังหวัดราชบุรี
มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้หารือมาตรการในการตรวจสอบและปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะในธุรกิจต้องห้ามตามบัญชีท้ายที่สงวนไว้ให้คนไทย ซึ่งปัจจุบันได้ตรวจพบพฤติการณ์การประกอบธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ จ.ราชบุรี โดยมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง 3 ลักษณะ และคาดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในจ.ราชบุรี ผันผวนหนัก ดังนี้
1) การเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูกเอง โดยชาวต่างชาติใช้คนไทยในการจัดตั้งบริษัทเข้าซื้อที่ดินหรือทำสัญญาเช่าที่ดินกับเกษตรกรในพื้นที่
2) การแปรรูปและส่งออกเองครบวงจร ทำให้ตัดวงจรการซื้อขายมะพร้าวจากเกษตรกรไทยโดยตรง
และ 3) การกดราคารับซื้อ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ตกต่ำอย่างผิดปกติ เนื่องจากกลไกตลาดถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติ
หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันกำหนดทิศทางและแผนดำเนินการตรวจสอบเพื่อ “สะสาง” ปัญหา “นอมินี” ที่เกิดขึ้น
นอกจากจะแก้ปัญหาภัยทางเศรษฐกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทยแล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระยะยาวอีกด้วย
3. เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างเป็นระบบ
พบว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้
1) ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ส่งผลให้ราคาตกต่ำสืบเนื่องถึงเกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง
2) ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
2.1) โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล *ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร*ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า *สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย *ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย
2.2) โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี *มีการลงทุนที่ครบวงจร ตั้งแต่ การเช่าเหมาสวนโรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น *มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ *แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ *รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย
3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน
3.1) บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน *โรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% *โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง
3.2) บริษัทนักลงทุนต่างชาติ *โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง *โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอมเช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ *ของแท้ขายไม่ได้ *โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ *ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย *ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ >> โรงงานหยุดรับซื้อ >> เกษตรกรขาดรายได้ >> ลดคุณภาพสวน >> ราคาตกต่ำ
สรุป อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยต้องเผชิญกับ 4 วิกฤตปัญหา คือ 1) ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้ 2) ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock 3) การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ 4) สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย
แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีดังนี้
1) ภาคการเกษตร
1.1 บริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด
1.2 ภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว
2) ภาคการผลิต
2.1) บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมทุกนักลงทุน โดยมีการตรวจด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี)
2.2) จัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และตั้งหน่วยงานรับรองคุณภาพที่ชัดเจน ปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100%
2.3) สนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเจรจาการค้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
รวมทั้ง ผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่มีการ UpSkill และ ReSkill การบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พึ่งพาตนเองได้ และนำไปสู่การส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
โดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นแบ๊กอัพสำคัญช่วยส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการข้างต้นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
4. ตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอม
ประเทศไทยส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก
ตลาดหลัก คือ จีน เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง
ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการส่งออกไปยังภูมิภาคเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดจีน
ตลาดยุโรป (EU) สหภาพยุโรป ถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละกว่า 300 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น เนเธอร์แลนด์, สเปน, เยอรมนี, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ฮังการี, สาธารณรัฐเช็ก, ไอร์แลนด์, และเดนมาร์ก
สำหรับการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทย ดำเนินการส่งออกหลายช่องทาง
- การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานเป็นประจำทุกปี อาทิ งานเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตรและแปรรูป (ปีที่ 7) ในวันที่ 5 มีนาคม 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกมาเจรจาการค้า
- การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ B2B ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก อาทิ Alibaba ซึ่งมีผู้ผลิตและผู้ส่งออกมะพร้าวจากไทยให้เลือกมากมาย
- การส่งออกโดยผู้ประกอบการโดยตรง รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดทางธุรกิจ
5. ศุภจี กับอนาคตมะพร้าวน้ำหอมไทย
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะขับเคลื่อนนโยบายและแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างจริงจัง
ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาล้งนอมินี พ่อค้าคนกลาง โดยเฉพาะหลังจากที่มีกระแสข่าวการรวมตัวของล้ง 239 แห่ง ขู่หยุดรับซื้อมะพร้าว
การดำเนินการของรัฐมนตรีศุภจีครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบเชิงลึกไปจนถึงการสร้างกลไกใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง ดังนี้
1. ตรวจสอบล้งและทุนต่างชาติ (นอมินี) สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมกับDSI และ ปปง. ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งและบริษัทที่มีพฤติกรรมเป็นนอมินีของต่างชาติในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสาคร โดยพบการถือครองที่ดินต้องสงสัยและอยู่ระหว่างดำเนินคดี
2. ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวกับล้ง หลังจากมีข่าวล้ง 239 แห่งขู่หยุดรับซื้อ เธอตอบโต้ทันทีด้วยการท้าให้ “หยุดไปเลย ไม่ต้องซื้อ” และประกาศจะตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง (จากนั้นไม่มีล้งหยุดรับซื้อ)
3. บริหารจัดการผลผลิตล้นตลาด (ระยะสั้น) สั่งการให้กรมการค้าภายในดูดซับมะพร้าวกว่า 2.2 ล้านลูก แบ่งเป็น 3 รอบ ผ่านการเปิดจุดรับซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เช่น การนำมะพร้าวไปแจกตามปั๊มน้ำมัน (PT, Susco, PTT, บางจาก) เพื่อพยุงราคาหน้าสวน
4. ยกระดับและขยายตลาด (ระยะยาว) - ส่งออก: ผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ (ตะวันออกกลาง, ยุโรป, สหรัฐฯ) จัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) 5 มี.ค.นี้ - GI: ผลักดัน
“มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป (EU) สำเร็จเมื่อ 18 ก.พ. 2569 ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว ปัจจุบัน มีมะพร้าวน้ำหอมขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว รวม 4 สินค้า ได้แก่ (1) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี (2) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (3) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า และ (4) มะพร้าวน้ำหอมสามพราน ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออกและยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว
5. ควบคุมการนำเข้า คุมเข้มการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ โดยจำกัดด่านนำเข้าเพียง 2 แห่ง(ท่าเรือกรุงเทพ และแหลมฉบัง) เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าที่ส่งผลกระทบต่อราคาในประเทศ
สำหรับแนวคิด “ล้งกลาง” ตามที่รัฐมนตรีศุภจีประกาศไว้ น่าสนใจว่าจะมีหน้าตาอย่างไร?
“ล้งกลาง” ที่ว่า จะไม่ใช่แค่โรงรับซื้อทั่วไป แต่จะเป็น “เครื่องมือ” ของรัฐในการสร้างสมดุลอำนาจทางการตลาด
ทำงานแตกต่างจากล้งเดิมชัดเจน
โดยสรุปเป็น 3 แกนหลักได้ดังนี้
1. ปรับระบบรับซื้อ: เลิก “เหมาทะลาย” หันมาซื้อตาม “เกรด” ล้งกลางจะรับซื้อเฉพาะมะพร้าวที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เลิกการซื้อแบบคละทะลายที่ทำให้ราคาถูกเฉลี่ย เกษตรกรที่ดูแลสวนดี ได้ผลผลิตคุณภาพ จะขายได้ราคาสูงขึ้นโดยไม่ถูกหักกลบด้วยผลตกเกรด
2. จัดการผลผลิตตกเกรด: รับซื้อเพื่อ “แปรรูป” รับซื้อผลผลิตที่เหลือ (เล็ก/ตำหนิ) ทั้งหมดในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำไปแปรรูป เช่น ทำ “มะพร้าวขน” ส่งออกจีน หรือแปรรูปอื่นๆเกษตรกรขายผลผลิตได้หมดทุกส่วน ไม่มีถูกทิ้ง และเป็นการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
3. สร้างช่องทางกระจายผลผลิต: ประสาน “รัฐ-เอกชน” ใช้เครือข่ายรัฐดูดซับผลผลิตส่วนเกิน (เช่น แจกตามปั๊มน้ำมัน) และใช้เครือข่ายเอกชนที่ร่วมมือกับล้งกลางกระจายสินค้าสู่ช่องทางตลาดปกติ แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดเฉพาะหน้า และสร้างทางเลือกให้เกษตรกร ไม่ต้องพึ่งพาล้งใดล้งหนึ่ง
พูดง่ายๆ ว่า ล้งกลางจะเป็นตัวแทนของรัฐและผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปแทรกแซงตลาดเพื่อสร้างความเป็นธรรม ด้วยการ ซื้อตามเกรด เพื่อให้ราคาสะท้อนคุณภาพจริง และ รับซื้อผลตกเกรด เพื่อแปรรูป ปิดจุดอ่อนที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบมานาน
เรื่องนี้ น่าสนใจติดตามต่อไป จะมีพื้นที่นำร่องที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
สารส้ม

'ตะวันทอแสง'รับไม้ต่อเสิร์ฟความสนุกช่วง 'ละครดังที่คิดถึง'
เที่ยววิถีบ้านกุดเรือคำสัมผัสวัฒนธรรมที่โขงเจียม
จ๊ะ นงผณี เคลียร์ชัด ดรามางานศพพ่อ ใส่ลายดอก-ขาสั้นมาได้ ขอแค่มาด้วยใจก็พอ
เปิดหน้าครั้งแรก! ไอซ์ อภิษฎา เผยโฉมสามี หล่อว้าวทั้งโซเชียล
'แคน2แผ่นดิน'คืนจอ ระเบิดความมันอีกครั้ง ช่วง'ละครรีรันบ่าย'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี