วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
สรุปว่า ราคาขายปลีกดีเซลจะขยับ แบบค่อยเป็นค่อยไป ตามคาด
1. เมื่อวานนี้ (วันที่ 17 มี.ค.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 18 มี.ค. จะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล
ราคาน้ำมันเบนซินมีการขยับราคามาแล้ว ทยอยขยับ ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนน้ำมันดีเซลจะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18 มี.ค.นี้ แต่รอพิจารณาจะขยับกี่สตางค์ โดยจะมีการอั้นราคาไว้ไม่เกินประมาณ 33 บาทต่อลิตร (ขยับเพดานดีเซล จากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร)
นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E10 E20 และ E85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมัน E10 ราคาจะสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B7, B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซล B20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมัน B7 กี่บาท ดังนั้น เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ น้ำมัน B20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตร ตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเบื้องต้น เราประมาณการว่าน้ำมัน B20 ต้องลบจากน้ำมัน B7 ประมาณ 4-5 บาท ซึ่งจะสรุปในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) อีกครั้ง
ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วย มีการพูดกันว่า กองทุนน้ำมันจะใช้เกิน 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เริ่มทำงานได้เต็มรูปแบบ กระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกันกู้เงินได้ ในอดีตกองทุนน้ำมันฯเคยติดลบสูงสุดประมาณ 120,000 ล้านบาท
รองนายกฯพิพัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า ช่วงที่นายอนุทินเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือนราคาน้ำมันดีเซลลดลงมาเหลือ 32 บาท แต่ก่อนหน้านั้นเคยแตะขึ้นถึง 34.94 สตางค์ เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆ ปรับกันไปตามสถานการณ์ เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้
2. หมายความว่า ภาครัฐขยายเพดานราคาขายปลีกดีเซล
จากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาท (29.94บาท)
จะเป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร
แต่วันแรก (วันนี้) จะค่อยๆ ขยับราคาขายจริงเพิ่มจากปัจจุบัน ไม่ถึงบาท
การขยายเพดาน เพื่อให้ราคาขายขยับขึ้นได้ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันจากโรงกลั่น (ที่ขยับตามราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่ง)
เพื่อลดภาระการเอาเงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนฯ ราคาน้ำมันดีเซล
ปัจจุบัน ตามตารางข้างต้น จะเห็นว่า กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปช่วยอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 20.36 บาท
พูดง่ายๆ ว่า ประชาชนจ่ายเงินค่าน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.94 บาท แต่กองทุนน้ำมันฯต้องช่วยจ่ายเพิ่มอีกลิตรละ 20.36 บาท
เพราะราคาน้ำมันดีเซลออกจากโรงกลั่นมาตอนนี้ ก็ลิตรละ 38.67 บาทแล้ว
ไหนจะมีค่าภาษีสรรพสามิต 6.92 บาทต่อลิตร
ภาษีเทศบาล เงินเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ ค่าการตลาดปั๊มน้ำมัน ฯลฯ
พูดง่ายๆ ถ้าไม่มีเงินกองทุนน้ำมันฯ มาช่วยอุ้ม ประชาชนคนไทยจะต้องจ่ายค่าน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 54 บาท !!!
แต่เพราะมีเงินกองทุนน้ำมันฯ มาช่วยจ่าย ประชาชนเลยได้จ่ายไม่ถึง 30 บาทต่อลิตร
แต่กองทุนน้ำมัน เมื่อเริ่มติดลบแล้ว 12,000 ล้าน และยังติดลบเพิ่มอีกวันละพันกว่าล้านบาท จึงต้องหามาตรการรับมือ มิฉะนั้น จะติดลบบานตะไทไปไม่รู้จบวันไหน
.png)
ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันทั่วโลก ทุกประเทศ ปรับราคาขายน้ำมันในประเทศของตนเองหมด แม้แต่ประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออก ก็ปรับขึ้นราคา เช่น นอร์เวย์ สหรัฐ ฯลฯ
3. เพิ่มการใช้พืชพลังงานในประเทศ ช่วยได้จริง
สนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลจะเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอล ที่ผลิตได้จากพืชพลังงานในประเทศเราเอง
สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว 10 พลัสของพรรคภูมิใจไทยด้วย
.jpg)
ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านทรัพยากรการเกษตรที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนได้โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านพลังงานของประเทศ
ปัจจุบัน ในปีการผลิต 2567/2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อยประมาณ 92 ล้านตันต่อปีและสามารถผลิตน้ำตาลได้ราว10 ล้านตันต่อปี
สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนของไทย ควรส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเป็นพลังงานทดแทน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิตเอทานอล
ปัจจุบัน กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผสมเอทานอล มียอดการใช้จริงภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านลิตรต่อวัน จากยอดรวมน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิด 124-154 ล้านลิตร
แต่ประเทศไทยมีการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมอยู่ที่เพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น
ส่วนใหญ่ผสมอยู่ในรูปแบบ E10 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91
หากภาครัฐมีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักทั้งหมดอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลของประเทศจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน
ซึ่งจะสร้างส่วนต่างความต้องการเอทานอลที่เพิ่มขึ้นทันทีถึง 2.9 ล้านลิตรต่อวัน
จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าได้ถึงประมาณ 1,058 ล้านลิตรต่อปี
เม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทที่เคยต้องสูญเสียไปกับการนำเข้าพลังงาน จะถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง
ทำให้กลไกราคาอ้อยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น
ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกรกว่า 420,000 ครัวเรือน ให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความผันผวนของราคาพืชผลได้อย่างมาก
ดร.สมชาย ระบุด้วยว่า ในขณะที่หลายประเทศมหาอำนาจทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนและกำหนดนโยบายพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงไม่ควรรอให้วิกฤตพลังงานมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ควรเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพภายในประเทศ โดยเฉพาะที่สามารถต่อยอดได้จากภาคเกษตรกรรมซึ่งควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีศักยภาพสูงที่จะเป็นกันชนให้กับระบบพลังงานของประเทศ เนื่องจากผลผลิตอ้อยสามารถนำไปแปรรูปเป็นเอทานอลและไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทดแทนที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว
ต้นแบบความสำเร็จที่น่าสนใจ อาทิ
บราซิล ที่ประกาศใช้เอทานอลในสัดส่วน E27 เป็นเชื้อเพลิงขั้นต่ำมาหลายทศวรรษ จนสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
อินเดีย ซึ่งมีโครงสร้างภาคเกษตรคล้ายคลึงกับไทย ประกาศเป้าหมาย E20 อย่างเป็นทางการและกำลังเดินหน้าบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
สะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมพลังงานชีวภาพจากอ้อยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับโลก และประเทศไทยซึ่งมีฐานการผลิตอ้อยรายใหญ่ ติดอันดับ 3-4 ของโลก ถือว่ามีความพร้อมเดินหน้าในทิศทางเดียวกันได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเสริมเอทานอลแล้ว ประโยชน์จากการนำอ้อยมาแปรรูปในภาคพลังงานยังครอบคลุมไปถึง “การผลิตไฟฟ้าชีวมวล” ซึ่งเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง กากอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน โดยปัจจุบันกลุ่มโรงงานน้ำตาลมีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้าระบบได้ 650 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมไฟฟ้าชีวมวลไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติ โดยทำให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมาตรการนี้ได้ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรจากการขายใบอ้อยได้ปีละ 1,200 ล้านบาท
และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกเพื่อลดการเผาใบอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
หากสามารถสร้างระบบรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างเป็นระบบ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหามลพิษลดลง และประเทศได้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จึงถือเป็นสมการที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์มากที่สุด
ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy)ที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ที่ประเทศไทยประกาศในเวทีนานาชาติ ความสำเร็จในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากอ้อยจึงไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวด้วย
“สัญญาณเชิงบวกจากภาครัฐ เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และเตรียมขยายส่วนต่างราคาน้ำมัน E20 และ E85 ให้ถูกลงจากเดิม 2 บาทเป็น 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น”
ดังนั้น ตามที่รองนายกฯ พิพัฒน์เปิดเผยเบื้องต้นว่า “...ในการผสมน้ำมัน B100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B7, B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซล B20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมัน B7 กี่บาท ดังนั้น เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ น้ำมัน B20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตร ตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเบื้องต้น เราประมาณการว่าน้ำมัน B20 ต้องลบจากน้ำมัน B7 ประมาณ 4-5 บาท...”
น่าสนใจว่าจะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง เอาจริงเอาจัง อย่างไร
จะมีผลต่อราคาอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน พืชพลังงานในบ้านเราต่อไปด้วย
สารส้ม

เตือน 7 จังหวัด เฝ้าระวัง น้ำทะเลหนุนสูง ช่วงวันที่ 21–23 มีนาคม 2569
ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก
คำขู่ช็อกโลก ทรัมป์ ประกาศกร้าวเตรียมฮุบ คิวบา ลั่นแรงจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ
ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา
ปทส. สกัดจับขบวนการค้าสัตว์ป่า รวบคาสี่แยก ยึดลิงแสม 37 ชีวิต ซุกรถเก๋งเตรียมส่งออก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี