วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
คนไทยเมื่อเห็นภาพข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
เห็นทางการฝรั่งเศสจัดพิธีรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ และอบอุ่น
ย่อมรู้สึกประทับใจ อุ่นใจ เกิดความภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในการเดินหน้าประเทศไทยหลายๆ เรื่อง
1. ทางการฝรั่งเศสจัดขบวนเสด็จยิ่งใหญ่ มีขบวนม้า ทหารกองเกียรติยศ บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส และนางบริจิต มาครง ภริยา เฝ้าฯรับเสด็จบริเวณกลางลานเกียรติยศ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสัมผัสพระหัตถ์ และฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส และภริยา ที่ประตูทางเข้าอาคารทำเนียบประธานาธิบดี
เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องแอมบาสซาเดอร์ (Ambassadors Room) มีพระราชปฏิสันถารกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส และภริยา
.png)
.png)
.png)
ในโอกาสนี้ ทอดพระเนตรเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - ฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสนำมาจัดแสดง ได้แก่ พระราชสาส์นทองคำ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทูลสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียน ที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔ (ค.ศ. ๑๘๖๑) สนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ ระหว่างสยามและฝรั่งเศส พ.ศ. ๒๓๙๙ และสัตยาบันสารของสยามสำหรับสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ ๒๓๙๙ อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีความสำคัญมาอย่างยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส
2. นอกจากการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว อย่าลืมว่า ปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของยุโรป เป็นสมาชิกสำคัญของทั้งสหภาพยุโรป และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์โลก เขม็งเกลียว ไทยเราต้องการสานสัมพันธ์เพื่อรักษาดุลอำนาจ และผลประโยชน์ของไทยเราเอง อีกทั้ง ฝรั่งเศสตอบโจทย์ไทยสำหรับการเจาะเข้าไปในอียู
เมื่อเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมไทยแลนด์ เดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ โดยเข้าพบประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ณ ทำเนียบประธานาธิบดี มีการเจรจาพูดคุยความร่วมมือระหว่างกันหลายด้าน
การยกระดับความสัมพันธ์และการค้า: เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” พร้อมผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนกระบวนการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต : เชิญชวนบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสลงทุนในพื้นที่ EEC โดยเน้นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น พลังงานทางเลือก (พลังงานสะอาด) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อวกาศและการบิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center และภายหลังการหารือกับ MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศส หลายบริษัทแสดงความสนใจลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม
ความมั่นคงทางพลังงาน: หารือร่วมกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และหาความร่วมมือด้านพลังงานทางเลือกเพื่อดูแลค่าครองชีพของคนไทย
ซอฟต์พาวเวอร์และวัฒนธรรม: หารือกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทย และผลักดันการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
สำหรับประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฎหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฎหมายสากล คือ UNCLOS ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
3. พระมหากษัตริย์เสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ (State Visit) สำคัญอย่างไรกับประเทศชาติ?
เพจข่าวต่างประเทศ ชื่อ ซิริอุส เป็นชื่อของดวงดาว ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่แหลมคม ว่าด้วยเรื่อง “ทำไม“การทูตโดยกษัตริย์และพระราชวงศ์” (Royal Diplomacy) จึงเป็นสินทรัพย์โลกที่ไม่อาจทดแทนได้”
ประเด็นที่น่าสนใจบางส่วน ดังนี้
“...ในโลกยุคปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยวัฏจักรข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง การหาเสียงเลือกตั้งที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรง และการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมักให้ความรู้สึกผันผวนและไม่แน่นอน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนไปทุกๆ ไม่กี่ปี นโยบายต่างประเทศก็อาจเกิดการพลิกผันอย่างกะทันหันจนน่าตกใจได้เช่นกัน
ทว่า ประเทศที่ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ กลับมีเครื่องมือพิเศษที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่งอยู่ในคลังนโยบายต่างประเทศ นั่นคือ “การทูตโดยกษัตริย์และพระราชวงศ์” (Royal Diplomacy)
การทูตที่ดำเนินโดยพระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์นั้น ห่างไกลจากคำว่าเป็นเพียงมรดกทางประเพณีหรือพิธีการโบราณอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่ทรงอิทธิพลทั้งในมิติเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสามารถบรรลุผลลัพธ์ในแบบที่คณะผู้แทนทางการเมืองหรือทางการค้าทั่วไปไม่สามารถทำได้
1. เกราะกำบังจากความผันผวนทางการเมือง...
...เมื่อเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งลงนามในข้อตกลง หุ้นส่วนต่างชาติมักจะมองปฏิทินการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงด้วยความกังวล โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลชุดใหม่จะล้มเลิกข้อตกลงนั้นหรือไม่ แต่การเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบันพระมหากษัตริย์จะช่วยข้ามผ่านความขัดแย้งนี้ไปได้อย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้เป็นการส่งสัญญาณให้พันธมิตรต่างชาติมั่นใจว่า รากฐานของความสัมพันธ์นั้นยืนยง มั่นคง และปลอดภัยจากการแทรกแซงของการเมืองแบ่งขั้ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่งเกิดขึ้นระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และนับเป็นครั้งแรกในรอบห้าทศวรรษที่พระมหากษัตริย์ไทยผู้ครองราชย์เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน นักวิเคราะห์ระหว่างประเทศชี้ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้ได้มอบ “ร่มเงาระดับมหภาค” (Macro Umbrella) ทางจิตวิทยา ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในความต่อเนื่องทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยืนยงกว่าวาระของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง
2. สัญลักษณ์ คือเนื้อหาสาระที่แท้จริง
...พิธีการทูตที่เข้มงวดและประณีตของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นงานพระราชทานเลี้ยงสโมสรสันนิบาต การแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง และการแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมของกันและกัน สิ่งเหล่านี้คือภาษาประณีตในเวทีสากลที่สื่อถึงความเคารพอย่างสูงสุดในระดับเท่าเทียมกัน ซึ่งช่วยเชิดชูเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจของทั้งสองชาติ พร้อมทั้งละลายความบาดหมางทางการทูตให้หมดไป...
3. ช่องทางลับที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในยามวิกฤต
...เมื่อประเทศต่างๆ อยู่บนขอบเหวแห่งความขัดแย้ง ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกดักให้อยู่ภายใต้แรงกดดันของสาธารณชน เพราะการยอมประนีประนอมเพื่อสันติภาพอาจทำให้พวกเขาดูอ่อนแอในสายตาของผู้ลงคะแนนเสียง ในสถานการณ์เช่นนี้ พระมหากษัตริย์สามารถทรงเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเงียบๆ เพื่อหยิบยื่นทางออกที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและช่วยรักษาเกียรติภูมิของทุกฝ่าย....
4. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม
แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อเจรจาหรือเสนอขายสัญญาทางธุรกิจอย่างเร่งเร้า แต่การทูตโดยประมุขได้สร้างความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ถือเป็นเครื่องมือขั้นสูงสุดในการ ลดความเสี่ยง (Risk Reduction)
เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงรับรองความสัมพันธ์แบบทวิภาคี สิ่งนี้จะช่วยเปิดทางสะดวกให้กับการลงทุนระยะยาวในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงและเดิมพันสูง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ต้องอาศัยเสถียรภาพยาวนานหลายสิบปีกว่าที่จะผลิดอกออกผล
โครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ (Mega-Infrastructure): โครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานทางการเมืองที่ยาวนานหลายทศวรรษ การรับรองโดยสถาบันพระมหากษัตริย์ช่วยหลอมรวมข้อตกลงเหล่านี้ให้มั่นคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Tech Transitions): การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานเชิงลึก เช่น การที่ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งศูนย์กลางหลักในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนผ่านจากการค้าวัตถุดิบแบบดั้งเดิมไปสู่การร่วมพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ความร่วมมือด้านวิศวกรรมอวกาศ และการกำหนดหลักเกณฑ์อุตสาหกรรมร่วมกัน
ถ้านานาชาติเขาไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐ อย่าหวังว่าเขาจะยอมเอาเทคโนโลยีขั้นสูง เอาระบบอวกาศ หรือเอารถไฟความเร็วสูงมาแบ่งปันให้เรา เม็ดเงินงบประมาณค่าเดินทางที่คนบางกลุ่มเอามาบ่นแซะ มันเป็นเพียงแค่ เศษเงินฝุ่นละออง เมื่อเทียบกับคลื่นเม็ดเงินลงทุนแสนล้านที่ไหลเข้าประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจปากท้องให้คนไทย!
5. หลักประกันและความร่วมมือด้านความมั่นคงที่จับต้องได้
ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และความปลอดภัยของชาติ การทูตโดยประมุขทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ“ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Signaling) ที่ทรงอานุภาพที่สุด เพราะพันธสัญญาด้านความมั่นคงที่ผ่านการรับรองจากประมุขแห่งรัฐ จะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในระยะยาวที่ไร้รอยต่อจากการเมืองในสภา ส่งผลให้เกิดการกระชับความร่วมมือทางทหารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองอย่างมั่นคง....
6. สมอเรือขั้นสูงสุด
“การทูตโดยประมุข” เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่หรือซื้อหาได้ด้วยเงิน หากแต่ต้องได้รับการสืบทอดและบ่มเพาะผ่านกาลเวลา
ท่ามกลางเวทีการเมืองโลกที่ผู้นำต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล พระหัตถ์อันมั่นคงของพระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์ย่อมทำหน้าที่เป็นสมอเรือที่ยึดเหนี่ยวประเทศชาติไว้ และช่วยย้ำเตือนให้โลกได้ตระหนักว่า ภายใต้เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวของการเมืองยุคปัจจุบัน ยังมีหุ้นส่วนของรัฐที่มั่นคง ถาวร และพึ่งพาได้เสมอซ่อนอยู่
7. สิ่งที่เรียกว่า ‘การทูตโดยกษัตริย์และพระราชวงศ์’ นั้น มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าจะมานั่งกดเครื่องคิดเลขคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ
เพราะในแง่ของตัวเลข มันคือเม็ดเงินลงทุนแสนล้าน การสร้างงาน และโอกาสทางธุรกิจระยะยาวที่ไหลเข้าประเทศแบบจับต้องได้ แต่สิ่งที่สำคัญและมีมูลค่าเหนือกว่าเรื่องเงินทองหลายเท่า คือการทำหน้าที่เป็น “ด่านสุดท้าย” และ ‘หลักประกันเชิงรุก’ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้วิกฤตร้ายแรงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
บารมีและความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกของสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวทีสากล เปรียบเสมือนป้อมปราการที่มองไม่เห็น คอยสกัดกั้นความขัดแย้ง ดึงสติคู่กรณี และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อนที่มันจะลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งขั้นรุนแรง สงคราม ฯลฯ
นี่คือสิ่งที่ประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของประชาชน ทางรอดของบ้านเมืองยามโลกแบ่งขั้ว หรือเกียรติภูมิที่นานาชาติมอบให้แก่ประเทศไทย
ดังนั้น สิ่งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงสร้างไว้ผ่านการทูตระดับประมุข จึงไม่ใช่เรื่องของงบประมาณตัวเลขค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่มันคือรากฐานความมั่นคงและกินดีอยู่ดีที่โอบอุ้มชีวิตของคนไทยทุกคนเอาไว้... ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดและไม่มีเงินจำนวนไหนในโลกจะซื้อมาได้เลยจริงๆ....”
สรุป.. ความรู้สึกประทับใจ อุ่นใจ ก่อเกิดความภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในการเดินหน้าประเทศไทยหลายๆเรื่อง สืบเนื่องจากพระบารมีของสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง
สารส้ม

พรุ่งนี้ 'บางจาก' ปรับลดราคาน้ำมันในกลุ่มพรีเมียมลงอีก 5 บาท
ศาลอินโดนีเซียสั่งคุก 10 ปี อดีตรัฐมนตรีศธ. คดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป
'ปอนด์ Pondonnews' คัมแบ็ก! ขอโทษสื่ออีกระลอก ประกาศลุยตั้งทีมข่าวลงพื้นที่เองเริ่ม 1 ก.ค. นี้
แฟนคลับกรี๊ด! ญาญ่า แอบสปอยล์การ์ดแต่งงานที่กรุงเทพฯ สวยเรียบหรูมาก
ศาลปัตตานีสั่งประหาร คนร้ายคดีความมั่นคง ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี