วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
“กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” กรรมที่สัตว์โลกทั้งหลายทำไว้แล้วย่อมส่งผลต่อชีวิตประจำวัน อาจจะส่งผลช้าหรือเร็ว ย่อมไม่มีสัตว์โลกใดๆ หลีกเลี่ยง ผลของกรรมหรือการกระทำของตนเองไปได้
ในยุคที่การสื่อสารล้ำสมัยไวระดับ 5G คนทำกรรมดี ดีสนองทันใจ ทำกรรมชั่ว ไม่ต้องรอชาติหน้ากรรมตามล่าในชาตินี้ ในห้วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง ที่เป็นสมุนรับใช้ธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ติดคุกติดตะรางมาแล้วกว่า 300 คน
ส่วนที่เป็นสัมภเวสีหนีคุกพวกนี้ ดูดีเพียงกายดังคำท่าน “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” มีบางรายแสร้งทำเป็นองคุลีมาลกลับใจ เปลี่ยนขอมาทำความดีที่บ้านเกิด แต่ผู้ที่กลับมาสร้างกรรมใหม่จนมีคนร้อง คนฟ้องว่า ขัดพระราชโองการ ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
บางคนชาวบ้านประชด เป็น เทวดาชั้น 14 เพราะเหตุว่า สัมภเวสีหนีคุกอ้างว่า อยากกลับมาเลี้ยงหลาน โดยตกลงกับกลุ่มการเมืองที่อยู่ในอำนาจเวลานั้นให้กลับบ้านได้ นักโทษคดีคอร์รัปชั่น เมื่อได้กลับบ้าน ถวายฎีกายอมรับความผิด และขอรับโทษตามคำตัดสินศาลขอพระราชทานอภัยโทษ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชทานอภัยโทษ ลดโทษจากแปดปีเหลือจำคุกหนึ่งปี
แต่หลังได้รับพระราชทานอภัยลดโทษไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว โดยอ้างว่าป่วยปางตาย กรมราชทัณฑ์จัดการให้นักโทษได้ใช้ชีวิตหรู อยู่สบายในห้องรอยัล สูทชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นาน 180 วันจนได้รับการพักโทษ การกระทำของกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ได้สร้างความขุ่นเคืองใจในสังคมไทย แต่ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ จึงประชดเพื่อความสะใจเรียกว่า “นักโทษเทวดาชั้น 14”
นักกฎหมาย นักเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม ทำหนังสือถึงรัฐบาล กรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจให้เปิดเผยอาการป่วยนักโทษเทวดาแต่คำร้องเรียนทั้งหลายไม่เกิดมรรคผลใดๆ ประชาชนทักท้วงร้องเรียนมากเท่าไหร่เทวดาชั้น 14 ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นเท่านั้น ถึงขั้นครอบงำสั่งการรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้หันซ้ายหันขวาได้เหิมเกริมสั่งให้พรรคร่วมรัฐบาล มาสุมหัวในบ้าน ให้จัดการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นจากหน้าที่
ถึงตอนนี้นักกฎหมาย นักเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สอบสวนยุบพรรคเพื่อไทย ฐานช่วยให้นักโทษคดีอาญา กลายเป็นนักโทษเทวดา และเมื่อการร้องเรียน เรื่องนักโทษเทวดา ข้อหาโกงความยุติธรรม และครอบงำพรรคเพื่อไทย ให้กกต.สอบสวนยุบพรรคถึง 13 คดี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. แถลงว่าบางเรื่องที่ร้องเรียนมีมูล จึงตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวน คำแถลงของนายแสวงไม่ได้สร้างความหวั่นไหวให้แก่พรรคเพื่อไทย
แต่มีคำร้องหนึ่ง ที่ทำให้เกิดอาการสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจนักโทษเทวดา คือ คำร้องของทนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ที่เคยฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคก้าวไกลมาแล้ว ทนายธีรยุทธมีพยานหลักฐานและแง่มุมทางกฎหมายเอื้อการเอาผิดพรรคเพื่อไทยสองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ นักโทษเทวดาและพรรคเพื่อไทย หยุดการกระทำที่มีพฤติกรรมครอบงำพรรคเพื่อไทยและหยุดการกระทำพฤติกรรมล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ขั้นตอนที่ 2 หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดการกระทำตามคำร้องที่ 1ทนายก็จะร้องต่อไปให้ยุบพรรคเพื่อไทย และเอาผิดนักโทษเทวดา ซึ่งถือว่าเป็นลีลาทางกฎหมายที่หาตัวจับยากในยุคนี้ พิเคราะห์จากสำนวนฟ้องและที่ทนายธีรยุทธให้สัมภาษณ์บางส่วน คิดว่าศาลฯท่านอาจรับคำร้องไว้พิจารณา
ในเอกสาร 580 หน้า ที่มอบให้ศาลฯพิจารณา ผู้ร้องเก็บหลักฐาน ตั้งแต่วันที่นักโทษเทวดากลับมาถึงประเทศไทย ความเคลื่อนไหวระหว่าง
อยู่ในโรงพยาบาล และพฤติกรรมต่างๆ หลังได้รับการพักโทษ รวมถึงวันที่นักโทษเทวดา ให้โอวาทในที่ประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญนำมาร้อยเรียงกับพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งมีผู้รู้อธิบายว่า คำวินิจฉัยให้นายเศรษฐาพ้นจากตำแหน่งนายกฯได้ระบุถึงนายทักษิณเอาไว้ด้วยดังนั้น ทนายอาจนำคำวินิจฉัยไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานก็ได้
ในคำวินิจฉัยได้ระบุเอาไว้ว่า “...ข้อที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) โดยกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่ 1 เข้าพบ “บุคคล” ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นหัวหน้าทนายความประจำตัว จึงเป็นมูลเหตุจูงใจทำให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ต้องการเอื้อประโยชน์ให้แก่ “บุคคล” ดังกล่าว และหลังจากผู้ถูกร้องที่ 1 เข้าพบ “บุคคล” ดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกร้องที่ 1 นำความกราบบังคมทูลเพื่อเสนอแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรี ทั้งที่เคยถอนชื่อ หรือ ขอให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ถอนชื่อจากบัญชีเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี ในการเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566
เป็นพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงรวมทั้ง รู้เห็นยินยอม ให้ผู้ถูกร้องที่ 2 หรือ “ผู้อื่น”ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่ 1 เพื่อให้ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยมิชอบ...” “บุคคล” ที่ว่าคือ “ทักษิณ ชินวัตร”คือ คนที่ “พิชิต ชื่นบาน” เป็นทนายความประจำตัว
ส่วนคำร้องล้มล้างการปกครองฯ มี 6 ข้อดังนี้ หนึ่ง ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้อภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร เหลือโทษจำคุกต่อไป 1 ปี โดยพบว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้ผู้ถูกร้องที่ 2เป็นเครื่องมือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินสั่งการผ่านกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ รพ.ตำรวจ ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ระหว่างต้องโทษจำคุก ได้พักอาศัยอยู่ที่ห้องพักชั้นที่ 14 รพ.ตำรวจ เพื่อไม่ต้องรับโทษในเรือนจำแม้แต่วันเดียว โดยเป็นการฝ่าฝืนการรับโทษในเรือนจำตามพระบรมราชโองการ การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 จึงเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่งอันอาจเป็นการกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และเป็นการกระทำที่อาจเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่งผลให้เกิดการเซาะกร่อนบ่อนทำลายพระเกียรติยศของสถาบันฯ
ในที่สุดได้หลักฐาน ปรากฏในรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)ซึ่งรวบรวมไว้แล้วว่านายทักษิณมีอาการเพียงพอจะกลับเข้ารับโทษหรือไม่
สอง ผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติกรรมฝักใฝ่ร่วมคิดกับสมเด็จฮุนเซน ผู้นำทางการเมืองประเทศกัมพูชาซึ่งมีระบอบการปกครองที่ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือสถาบันฯ และผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำและเป็นผู้สั่งการให้พรรคผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นเครื่องมือการบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการรัฐบาลให้เอื้อประโยชน์กับผู้นำกัมพูชา กรณีอาจละเมิดอธิปไตยทางทะเลของไทย โดยให้มีการเจรจาพื้นที่ทางทะเลที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (MOU ปี 2544) เพื่อแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและก๊าซในทะเล ซึ่งเป็นอธิปไตยทางทะเลของไทยให้แก่กัมพูชา หลักฐาน เป็นรายงานที่ปรากฏอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ
สาม ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ร่วมมือเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาชน(ปชน.) ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตั้งโดยกลุ่มการเมืองที่เป็นพรรคก้าวไกล(ก.ก.)เดิม ซึ่งมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองฯ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคพวก
สี่ ผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ในการเจรจากับแกนนำของพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ เพื่อหารือเสนอบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ คนใหม่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่บ้านพักส่วนตัวของผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งเรียกกันว่า“บ้านจันทร์ส่องหล้า”
ห้า ผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำและเป็นผู้สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 มีมติขับพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลโดยผู้ถูกร้องที่ 2 ยินยอมกระทำการตามที่ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการ
หก ผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติการณ์เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง ผู้ครอบงำ และเป็นผู้สั่งการ ให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลให้นำนโยบายของผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์ไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ไปดำเนินการให้เป็นนโยบายคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน
เมื่อนำ 6 คำร้อง มาร้อยเรียงพบว่า ทั้งหมดมีส่วนสัมพันธ์กับคำร้องที่ 1 ซึ่งมีพยานหลักฐานและพยานแวดล้อม เอาผิดกับผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ ถึงกล่าวแต่ต้นว่ากรรมยุค 5G ตามล่าเทวดาชั้น 14 ที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า อย่างช้าไม่เกินเดือนพฤษภาคมปีหน้า เทวดาชั้น 14 ก็ตกจากวิมาน พร้อมกับยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 แล้ว
สุทิน วรรณบวร

'PURPEECH'กวาดเรียบ 3 รางวัลจากเวที TOTY MUSIC AWARDS 2025
โรงพยาบาลรามาธิบดี แจ้งปรับให้บริการ จากสถานการณ์ผลกระทบของ สงครามตะวันออกกลาง
อบอุ่นหัวใจ‘วิทวัส’นำอดีตทีมงาน4 ทุ่มสแควร์ ส่งกำลังใจเยี่ยม'เด๋อ ดอกสะเดา'
หนูไม่รู้!!! อนุทิน งง งูเห่าส้ม โผล่หนุนโหวตนั่งนายกฯ
‘4 สส.ภูมิใจไทยนครศรีธรรมราช’เร่งรัดสยบปัญหาน้ำมัน ชี้กลุ่มอาชีพเศรษฐกิจฐานรากกระทบหนัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี