วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
เรื่องเกาะกูด ที่จังหวัดตราด นั้น, คนไทยรู้ดีว่าเป็นของคนไทย ไม่ต้องให้“มาดามแพ”นายกรัฐมนตรีไอแพด มาบอก หรือ“สหายใหญ่” อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย มาบอก ทำนองว่า คนไทยอาจเข้าใจผิดกันไปเอง และจะบานปลายจนเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นมาได้
จริงๆ แล้วคนไทยทุกฝ่ายที่ลุกขึ้นมาคัดค้านในเวลานี้ ไม่มีใครเขาเข้าใจผิด แต่ที่เขากลัวกันนั้น กลัวว่าอดีตนักโทษเด็ดชายทักษิณ ชินวัตร บิดาของ“มาดามแพ”และ“นายใหญ่”ของ“เดอะอ้วน-ภูมิธรรม” จะไปสุมหัวกับ“ฮุน เซน”ผู้ทรงอำนาจและผู้ยิ่งยงแห่งเขมร แล้วฮุบผลประโยชน์พลังงานปิโตรเลียมอันเป็นขุมทรัพย์ใต้ทะเล ที่มีมูลค่ามากกว่า“20 ล้านล้านบาท” แบบ“ไทยครึ่งหนึ่ง-เขมรครึ่งหนึ่ง”มากกว่า โดยมี“กลุ่มบริษัทเชฟรอน”ทุนผูกขาดด้านพลังงงานข้ามชาติ ของสหรัฐอเมริก ยืนอยู่ข้างหลัง
และถึงแม้ว่า“มาดามแพ”จะยืนยันจากการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมร่วมกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับ“บันทึกข้อตกลงไทย-กัมพูชา” หรือ “MOU 44” โดยมีหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลยืนเอามือกุมเป้าเป็นพระอันดับเสริมบารมีให้แก่“แพทองธาร ชินวัตร” ว่า “ดิฉันเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยต้องมาก่อน คนไทยต้องมาก่อน รัฐบาลนี้ยืนยันจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ และจะทำให้พี่น้องประชาชนมีความสุขที่สุด นั่นคือสิ่งที่ต้องการ”ก็ตาม ถามว่าจะมีคนเชื่อหรือไม่ เนื่องจากใครก็รู้ว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงของประเทศนี้คือ“ทักษิณ ชินวัตร”
ส่วน“ภูมิธรรม เวชยชัย” ก็แถเถือกแบบใช้จินตนาการจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนเมื่อนวานนี้ว่า ถ้าหากมีการยกเลิก“MOU 44”ก็เท่ากับ“ไทยไม่รักษาสิทธิในเขตแดน” โดยอ้างว่า MOU 44 เกิดขึ้นจากการประกาศไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชาในปี 2515 ซึ่งประกาศมาใกล้เขตแดนไทย และในปี 2516 ไทยก็ได้ประกาศเข้าไปใกล้เขตแดนกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มีพื้นที่ทับซ้อน
“ภูมิธรรม เวชยชัย”กล่าวว่า “พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวก็เป็นเรื่องของเอ็มโอยูที่บอกว่า ในโลกทั้งหมดไม่ว่าใครที่มีพื้นที่ทับซ้อนจะต้องเจรจา ดังนั้น ‘MOU 44’ จึงเป็นข้อตกลงที่ให้ไปเจรจากัน ว่าการแบ่งดินแดนในทะเลจะเป็นของใคร หากเข้าใจตรงนี้ก็จะไม่สับสน แล้วมาตั้งคำถามที่เป็นปัญหา ดังนั้นไทยกับกัมพูชาจึงต้องเจรจากัน เพราะหากไทยยกเลิกตรงนี้ก็เท่ากับว่าไทยไม่รักษาสิทธิในเขตแดน”
ใครที่ไม่เข้าใจ หากฟัง“ภูมิธรรม เวชยชัย”ผู้มีใจภักดิ์อดีตนักโทษเด็ดขาดชาย“ทักษิณ ชินวัตร”แบบสุดลิ่มทิ่มประตู ก็อาจจะเข้าใจผิดไปได้ เพราะหัวใจของ“MOU 44” ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน
“MOU 44”ซึ่งมีการลงนามร่วมกันในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ระบุว่า “ทั้งสองประเทศปรารถนาที่จะกระชับความผูกพันแห่งมิตรภาพซึ่งมีมาช้านานระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยตระหนักว่า จากผลของการอ้างสิทธิ์ของประเทศทั้งสองในเรื่องอาณาเขตทะเล ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจการค้าในอ่าวไทย ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน”
เมื่อเกิดการ“อ้างสิทธิ์ทับซ้อน”ก็ทำให้ประโยชน์สูงสุดของทั้งสองประเทศ คือไทยและกัมพูชา จะไปใช้ทรัพยากรในอาณาเขตทะเล ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจการค้าก็ย่อมทำไม่ได้
โดยเฉพาะทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน ดังนั้น“MOU 44”ฉบับนี้ซึ่งทำกันอย่างรวดเร็วทันใจ เพียงแค่ 3 เดือนกว่าภายหลังจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เป้าหมายก็เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนโดยเร็วเช่นกัน
ข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชาใน“MOU 44”ฉบับนี้ เป็นเพียงแค่ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อการเจรจาเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมที่เป็นขุมทรัพย์ใต้ทะเลเท่านั้น นี้คือการมีอยู่ของเอ็มโออยู่ฉบับนี้ ไม่ใช่อย่างที่นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวอ้างเสมือนบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า “หากไทยยกเลิกตรงนี้ก็เท่ากับว่าไทยไม่รักษาสิทธิในเขตแดน”
ในอีกด้านหนึ่งถ้าพูดกันตามจริง หากมีการยกเลิก“MOU 44”ได้สำเร็จ คนที่จะเสียประโยชน์ก็คือ“กลุ่มเชฟรอน”และผู้ร่วมลงทุน ซึ่งไม่รู้ว่ามี“ทักษิณ ชินวัตร”มีผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะผู้ร่วมลงทุนด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ เพราะว่า พื้นที่“อ้างสิทธิ์ทับซ้อนไทย-กัมพูชา”ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร นั้น “กลุ่มเชฟรอน”เป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีอดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2548 และก็ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทยเท่านั้น ส่วนที่ได้สัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาเป็นพื้นที่นอกเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา และต่อมาในปี 2557 “กลุ่มเชฟรอน”ก็ได้จำหน่ายสิทธิที่ได้จากรัฐบาลกัมพูชาแก่“บริษัทคริสเอเนอร์จี”(KrisEnergy) ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ“เทมาเส็ก”
ได้ยินชื่อ“เทมาเส็ก”แล้วก็ทำให้นึกถึง“ทักษิณ ชินวัตร”ที่เป็นจุดเริ่มต้นอันนำไปสู่การทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2549 นั่นก็เพราะทักษิณและ“ครอบครัวชินวัตร”ได้ขายหุ้น“บริษัทชินคอร์ป”ทั้งหมดมูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท หรือจำนวนเต็มตัวเลขกลมๆ 76,261.6 ล้านบาทให้แก่“เทมาเส็ก” โดยไม่เสียภาษี และถูกขุดคุ้ยการทุจริตเชิงนโยบายในเวลาต่อมา จนกลายเป็นคดี“ให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป” ผลสุดท้ายในปี 2563 ทักษิณได้ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา นอกจากนั้นก็ยังถูกยึดทรัพย์จากการขายหุ้นให้แก่“เทมาเส็ก” เป็นเงิน 46,373 ล้านบาท หรือ 4.6 หมื่นล้านบาท
ส่วน“บริษัทคริสเอเนอร์จี”ที่ได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันจากรัฐบาลกัมพูชานั้น เมื่อตามไปดูต่อก็พบว่า ในปี 2560 รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับบริษัทคริสเอเนอร์จี เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมันนอกเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา จำนวน 5 แปลงในเขตทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดสีหนุวิลล์ ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกของกัมพูชา โดยรัฐบาลกัมพูชาถือหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ และตั้งเป้าว่าจะผลิตน้ำมันวันละ 7.5 พันบาร์เรล หรือ 2.7 ล้านบาร์เรลต่อปี
ในปี 2563 รัฐบาลกัมพูชาซึ่งร่วมทุนกับบริษัทคริสเอเนอร์จี ก็เริ่มสามารถผลิตน้ำมันเชิงพาณิชย์ได้ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เมื่อ“บริษัทคริสเอเนอร์จี”ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายต่อศาลในปี 2564 อันเนื่องมาจากหนี้สินของบริษัทพอกพูนเพิ่มขึ้น เพราะโครงการขุดเจาะน้ำมันที่ร่วมทุนกับรัฐบาลกัมพูชาล้มเหลว ผลิตน้ำได้เพียงวันละ 1 พันบาร์เรลเท่านั้น จากเป้าที่วางไว้ 7.5 พันบาร์เรล
หากต่อภาพก็คงจะเห็นโดยไม่ต้องใช้จินตนาการได้ว่า ทำไมวันนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้อุ้งมือของ“ทักษิณ ชินวัตร” จึงร้อนรนเร่งรีบที่จะเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาที่อยู่ภายใต้อิทธพลของ“ฮุน เซน”เพื่อไปสู่เป้าหมาย ในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนแบบ“ไทยครึ่งหนึ่ง-เขมรครึ่งหนึ่ง” โดยมี“กลุ่มเชฟรอน”ยืนอยู่ข้างหลัง
ดังนั้น ถ้ายกเลิก“MOU 44”จึงไม่ใช่เพราะว่าไทยจะเสียดินแดน แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ ไทยจะเสียทรัพยากรปิโตรเลียมอันเป็นขุมทรัพย์ใต้ทะเลที่มีมูลค่ามากกว่า“20 ล้านล้านบาท”มากกว่า ซึ่งทั้ง“ทักษิณ ชินวัตร” และ“ฮุน เซน”จึงต้องเร่งทำ ก่อนที่พลังงาน“สีเขียว”จะมาแทนที่พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
การที่“ฮุน เซน” รีบบินมาพบ“ทักษิณ ชินวัตร”ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 หลังจากทักษิณได้รับการพักโทษ ใครก็อาจจะคิดได้ว่า เป็น“EP.2”ของ“MOU 44”ที่ย้อนเวลากลับไปหาอดีต จากที่“สองผู้ทรงอำนาจ”แห่งไทยและเขมรได้กรุยทางเอาไว้แล้วตั้งแต่ปี 2544 !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สมช. เผยฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน แล้ว ย้ำปัจจุบันพื้นที่ชายแดนยังจัดเลือกตั้งได้
ฮีโร่ไม่ต้องมีพลังวิเศษ พี่เท่ง พนง.เทศบาลอุดรฯ โดดสระลึก5เมตร มุดคว้าใจคนจมน้ำ รอดปาฏิหาริย์
กทม. ชวนเช็กสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า วางแผนเดินทาง ใช้สิทธิสะดวก ไม่สะดุด
ชาอึนอู โพสต์จดหมายเปิดผนึกจากค่ายทหาร ร่ายยาวขอโทษปมเลี่ยงภาษี 20,000 ล้านวอน
ปชป.เปิดเกมโค้งสุดท้าย จัดเดินวิ่ง G0 27 เทาไม่ใช่ทาง อภิสิทธิ์ประกาศเป็นผู้คุมเกมรัฐบาลทุจริต

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี