วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เรื่อง“ความซื่อสัตย์สุจริต” ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก-ไม่รับคำร้องนั้น
อันที่จริงแล้ว คำว่าซื่อสัตย์สุจริต สำหรับสังคมไทย ไปถามเด็กชั้นประถมดูก็คงจะได้คำตอบ หรือแม้แต่เราเกิดมาตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอา ก็สอนลูกสอนหลานในครอบครัวของตนทุกคนอยู่แล้วว่า ให้ประพฤติตนซื่อสัตย์สุจริต ไม่ให้ไปคดโกงใคร
สุภาษิตของไทยที่ว่า“ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” อันหมายถึง การทำความดี มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ก็เป็นสำนวนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยใช้สอนลูกสอนหลานกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะมีก็แต่ครอบครัว“ขี้โกง”หรือ“โคตรโกง-โกงโคตร”เท่านั้นที่ไม่สอนลูกหลานของตน
ขณะเดียวกัน คำสั่งสอนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนั้น ก็ซึมเข้าไปจนกลายเป็น“สำนึก” และตระหนักรู้ว่า การทำดีประพฤติดีนั้น จะไม่เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตัวเราเองและผู้อื่น
แต่ถ้าหากมีสันดานคดโกงโดยไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย เมื่อไปคดโกงใคร หรือไม่ซื่อตรงไม่ซื่อสัตย์กับใคร วันหนึ่งเมื่อถูกจับได้ หรือความชั่วนั้นปรากฏ ก็จะเกิดความเดือดร้อนแก่ตัวผู้ประพฤตินั้น ซึ่งนอกจากจะมีคุกมีตะรางรออยู่แล้ว ก็จะกลายเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจ เว้นแต่คนในสังคมหรือหมู่คนที่มีดีเอ็นเอหรือสันดานดียวกันเท่านั้นที่ยอมรับกันได้
ยิ่งถ้าเป็นพุทธศาสนิกชน เวลาเข้าวัดเข้าวาทำบุญ พระท่านก็สอน หรือแม้แต่ศีลห้าก็เป็นตัวกำกับให้ผู้ที่รับศีลรับพรประพฤติปฏิบัติอยู่แล้ว ว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ถือว่าเป็นคาถาอันเป็นมงคลที่จะคอยปกป้องคุ้มกันภยันตรายใดๆ ให้แก่ตัวเรา
แปลกแต่จริง ที่คณะรัฐมนตรีโดยพรรคเพื่อไทยเป็นตัวตั้งตัวตีในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยนิยามของความ "ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ตามที่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมฉบับ“ปราบโกงนักการเมือง”ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือฉบับปี พ.ศ.2560 อันเป็น“คุณ”กับประชาชนคนไทย แต่เป็น“โทษ”กับ สส.และนักการเมืองและพรรคการเมืองของบ้านเราส่วนใหญ่ที่ขี้โกง
และก็ด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้ สส.พรรคเพื่อไทย และ สส.พรรคประชาชน กระเหี้ยนกระหือรือที่จะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อให้สมประโยชน์แก่ตนให้ได้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้มาจากประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้เป็นคนยกร่าง พร้อมทั้งยังตัดตอนไม่ยอมพูดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของประชาชนด้วยคะแนนเสียง 16.82 ต่อ 10.59 ล้านเสียง หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ออกมาใช้สิทธิ 61.35 ต่อ 38.65 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี คำร้องที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตอธิการบดี และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือพูดง่ายๆ ก็คือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายหรือแปลความหมายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดังที่กล่าวมานั้น
ประเด็นสำคัญ ก็คือ มาตราเดียวกับที่ทำให้นายเศรษฐา ทวีสิน ต้องตกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้ว เพราะไปแต่งตั้ง“ทนายถุงขนม-พิชิต ชื่นบาน”ที่ขาดคุณสมบัติ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 (4) “ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และมาตรา 160 (5) “มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
และผลจากการประชุมพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา โดยไม่รับคำร้องเพื่อวินิจฉัย ก็เพราะเห็นว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาบุคคลตามหลักนิติธรรมที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นผู้รับผิดชอบในการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรี และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการอีกด้วย
ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ในกรณีของรัฐบาลชุดนี้ หากจะเสนอชื่อหรือแต่งตั้งใครเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล “มาดาแพทองโพย”นั่นแหละ ที่จะต้องใช้สติปัญญาและความรอบรู้พิจารณาว่า บุคคลผู้นั้นมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ หรือถ้าสติปัญญามีไม่พอ ก็ย่อมสามารถปรึกษาหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้
นอกจากนี้ ผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ไว้ด้วยว่า “รัฐธรรมนูญนี้ (พ.ศ.2560) วางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ที่จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพราะ พรรคเพื่อไทยอยากจะให้ชัวร์ๆ หากประสงค์ที่จะ“ปูนบำเหน็จ”คนที่ยอมทอดตัวรับใช้“นายใหญ่”เข้าไปเป็นรัฐมนตรี แต่มีแผลเหวอะหวะเต็มตัวชนิดที่มีชนักติดหลัง จะได้ไม่สุ่มเสี่ยงทำให้“มาดามแพทองโพย”ต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้เหมือนอย่างที่“เศรษฐา ทวีสิน”โดนมาแล้ว
ทางที่ดีที่สุด “มาดามแพทองโพย” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ควรถามโดยตรงจากผู้มีประสบการณ์เจ้าของฉายา“สทร.”คนใกล้ตัวที่สุด ยังจะง่ายกว่าเสียอีก
ว่า“ซื่อสัตย์”กับ“โกงโคตร”นั้นหมายความว่าอย่างไร ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เดือด! อ.อัจฉราวดี ตอกพวกขอนับคะแนนใหม่ คือกฎหมู่ เตือนสติอย่าเป็นเบี้ยให้เขาปั่นไปติดคุก
พยานใจเด็ดรีบพบ กกต.อุดรฯ แฉคลิปแจกเงิน500 หวั่นไม่ปลอดภัย มีรถปริศนาตามถึงบ้าน
ยลพระพักตร์ครั้งแรก เจ้าชายมาทีน แห่งบรูไน โพสต์ภาพพระธิดาองค์น้อย ซาห์รา มาเรียม โบลเกียห์
ดร.สุวินัย ชำแหละพรรคส้ม! เปรียบเป็น พระราชาแก้ผ้า ในนิทานเด็ก อัดด้อมส้มสร้างลัทธิห้ามแตะ
ให้นับใหม่หมดใช้อะไรคิด อดีตคนเดือนตุลาซัดแรง พวกหน้าเก่าพรรคเดิม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี