“ทักษิณ ชินวัตร” ปัจจุบันต้องเรียกคำนำหน้าว่า นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร หรือ“น.ช.” เพราะถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้สั่งบังคับโทษเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ให้กลับเข้าไปติดคุกอีกครั้งเป็นเวลา 1ปีนั้น อย่าไปหลงเชื่อตามข้าทาสบริวารของ“ทักษิณ”ว่า ชายผู้นี้เป็น“วีรบุรุษ” แต่เป็น“อาชญากร”
ทั้งนี้ เพราะโดยข้อเท็จจริง “ทักษิณ ชินวัตร”เป็นจำเลยที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกในคดีทุจริตประพฤติมิชอบโกงชาติโกงแผ่นดิน ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544-2549 รวมทั้งหมด 3 คดีเป็นเวลา 8 ปี
และเมื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”กลับจากหลบหนีโทษไปอยู่ต่างแดนนานกว่า 15 ปี ตั้งแต่หลอกศาลฯขออนุญาตออกนอกประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551-22 สิงหาคม2566 ซึ่งเมื่อกลับมาแล้วก็ยังได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1ปี แต่ก็ยัง“โกงการติดคุก” จากการโกหกว่า“ป่วยวิกฤต”โดยการเอื้อประโยชน์จากข้าราชการกรมราชทัณฑ์รวมทั้งแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจ ไปนอนพักรักษาตัวที่“ชั้น14”โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเลี่ยงการติดคุกในเรือนจำ
แต่ด้วยความพยายามของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้มีการไต่สวนว่า “การบังคับโทษ”นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลฯหรือไม่ จนกระทั่งศาลฯรับเรื่องไว้ไต่สวนเอง
โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับไม้ต่อจากนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ภายหลังที่ศาลฯยกคำร้องของนายชาญชัยถึง 3ครั้ง ก่อนจะรับคดีไว้ไต่สวนเอง ด้วยพิจารณาเห็นว่า คดีทุจริตทั้ง 3 คดีที่“ทักษิณ ชินวัตร”ถูกศาลฯพิพากษาสั่งจำคุกและสั่งบังคับโทษไปแล้วนั้น นายชาญชัยไม่ใช่คู่ความ และไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฯ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลา เกือบ 3 เดือนในการไต่สวน ก่อนจะมีคำสั่งบังคับเมื่อวันที่ 9กันยายนดังกล่าว โดยเริ่มจากนายอรพงษ์ศิริกานต์นนท์ ประธานเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกา 5คน ขึ้นมาพิจารณาไต่สวนคำร้อง ประกอบด้วย นายฉัตรชัย ไทรโชต, นายอดุลย์อุดมผล, นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล, นางสุพิชญ์ กรอบคำ และนายพัฒนไชยยอดพยุง ทั้งนี้ ได้มีการสอบพยานทั้งหมด 31 ปาก รวมทั้งหมด 7 นัด ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน-30 กรกฎาคม 2568
ในที่สุด ผลการพิจารณาไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 9กันยายนที่ผ่านมา ก็ได้มีคำวินิจฉัยออกมาเป็นเสียงเอกฉันท์ว่า ช่วงเวลาบังคับโทษจำคุก“ทักษิณ ชินวัตร” ขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม2566-17 กุมภาพันธ์ 2567 ก่อนจะได้รับการพักโทษและออกจากโรงพยาบาลตำรวจในเช้ามืดวันที่ 18กุมภาพันธ์2567 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงสั่งให้“ทักษิณ”กลับไปรับโทษทัณฑ์นับหนึ่งใหม่ในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปี ตามที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือ1 ปี
ดังนั้น”ทักษิณ ชินวัตร”จึงไม่ใช่“วีรบุรุษ” แต่เป็นนักโทษคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดิน และ“โกงซ้ำซาก”โดยสันดาน จากที่หนีไปแล้วเมื่อมีโอกาสได้กลับเข้ามา ถึงขนาดได้“บุญคุ้มหัว”โดยได้รับพระมหากรุณาอภัยลดโทษ ก็ยังโกงการติดคุกซ้ำเข้าไปอีก
อีกทั้งการติดคุกของ“ทักษิณ ชินวัตร”ในฐานะนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ก็มิอาจนำไปเปรียบเทียบกับจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศไทย ที่ติดคุกเป็นเวลา 5เดือนจากการตกเป็นจำเลยในข้อหาอาชญากรสงคราม สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2488 และเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง จอมพล ป.ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว จอมพลป.เป็นแค่จำเลย ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วน“ทักษิณ”เป็นนักโทษเด็ดขาด ที่ถือว่าเป็น“คนชั่ว”เพราะประพฤติชั่วจากคดีทุจริต
อย่างไรก็ตาม การยอมกลับมาฟังคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง..ของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 9กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปดูไบ เมื่อค่ำวันที่ 4กันยายนที่ผ่านมานั้น “ทักษิณ”คงได้ใช้เวลาตรึกตรองแล้วว่า หากคิดจะหนีก็ต้องหนียาวทั้งชีวิต ไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกแล้ว หรือไม่ถ้าศาล“ยกคดี” ก็ถือว่าโชคดีสองชั้น เพราะ“โกงแล้วโกงอีก”ก็ยังรอด
“ทักษิณ ชินวัตร”จึงกลับมาแบบ“สุนัขจนตรอก” หาใช่“วีรบุรุษ”ที่เดินเข้าคุกอย่างสง่างาม ตามที่บุคคลใน“ครอบครัวชินวัตร”ตลอดจนนักการเมืองในคอกเพื่อไทยยกย่องสรรเสริญ หรือเป็น“วีรบุรุษประชาธิปไตย” ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย“ลูกน้องใกล้ชิด” ผู้คอยสนองงานให้“ทักษิณ”ยกยอปอปั้นเจ้านายแต่อย่างใดไม่
หากแต่“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องเดินคอตกเข้าคุก ก็เพราะศาลฯจับได้ว่า“โกหก” และสามารถกล่าวได้ว่า“ทักษิณ”เป็น“อาชญากร” เนื่องจากได้กระทำผิดกฎหมาย และถูกลงโทษเป็นนักโทษเด็ดขาดในคดีทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งก็ไม่ต่างจากอาชญากรในคดีลักทรัพย์ ที่ก่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334
สำคัญที่สุด ดีไม่ดีนับจากนี้ไป “น.ช.ทักษิณ ชินวัตร”อาจจะโดนคดีอาญาเพิ่ม ฐานสนับสนุนและรู้เห็นเป็นใจให้ข้าราชการ 12คนจากกรมราชทัณ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ได้ร่วมกันทุจริต่อหน้าที่เอื้อให้“ทักษิณ”โกงการติดคุก ซึ่งป.ป.ช.กำลังพิจารณาไต่สวนคดีนี้อยู่
จาก‘วีรบุรุษ’จึงน่าจะเป็น‘ทุรบุรุษ’มากกว่า สำหรับนักโทษเด็ดขาดชายคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินที่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี