วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีนายกรัฐมนตรี 2 คน ซึ่งถูกชักใยโดยนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ติดคุกเพราะคดีทุจริตคอร์รัปชั่น และต้องพ้นจากตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนนั้น “คิดใหญ่แต่ทำไม่เป็น”
ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน และ“แพทองธารชินวัตร” ที่ต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก่อนครบวาระ เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ขาดความซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) นั้น เข้ามาด้วยการโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า“คิดใหญ่ทำเป็น-เพื่อไทยทุกคน” ภายใต้นโยบาย“เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”
ปรากฏว่า 2 ปี ประเทศชาติบ้านเมืองประสบแต่ความวิบัติฉิบหาย ซึ่งไม่เพียงแต่เศรษฐกิจของประเทศจะดิ่งหัวลงหุบเหวเท่านั้น ปัญหาความมั่นคงของประเทศก็ยังถูกกัมพูชาท้าทายจากการก่อสงครามรุกรานไทย เป็นการลบหลู่เหยียบย่ำและประจานวาทกรรมของ“แพทองธาร ชินวัตร”ที่แหกปากตะโกนหาเสียงว่า ประเทศไทยและประชาชนคนไทยจะ“มีเกียรติ-มีศักดิ์ศรี”
ต่างจาก“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ราวฟ้ากับเหว ที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเห็นว่าไม่ต้อง“คิดใหญ่ทำเป็น” แต่ทำในสิ่งที่ควรจะทำก็เกิดผลในทางบวกทันที จากโครงการ“คนละครึ่งพลัส” ที่เพียงแค่วันเดียวมีการแห่ลงทะเบียนครบ 20 ล้านสิทธิ และเมื่อวันที่21 ตุลาคมเมื่อวานนี้ มีการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีก 496,855 สิทธิ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้ลงทะเบียนวันแรกคุณสมบัติไม่ผ่าน
และในปีหน้า“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ที่“คิดไม่ใหญ่แต่ลงมือทำเลย” ก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า ช่วงเดือนมกราคมปีหน้า จะมีการขยับขยายจัดทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส-เฟส 2” เป็นการให้สิทธิแก่กลุ่มคนที่ลงทะเบียนไม่ทันและตกหล่นในรอบแรกครั้งนี้ โดยในชั้นนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะใช้วงเงินเท่าใด และจะครอบคลุมผู้ใช้สิทธิกี่ราย ต้องมีการประเมินกันก่อน ซึ่งรอบแรกนี้เรียบร้อยไปแล้ว 20 ล้านสิทธิ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท และทำให้ก่อนสิ้นปีจะมีเงินสะพัดในตลาดเกือบ 1 แสนล้านบาท
เทียบกับโครงการแจกเงิน“ดิจิทัล 1 หมื่นบาท”ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว เห็นผลงานกันชัดเจน และไม่ต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในการทำ“บล็อกเชน” สามารถใช้แอปฯ “เป๋าตัง”ที่มีมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำสำเร็จมาแล้วจากช่วงเกิด“วิกฤตโควิด”ได้เลย และไม่ต้องคิดมากแบบรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่กลัวจะเสียหน้า เนื่องจากเป็นผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตนเองด้อยค่าและโจมตีเรียกคะแนนหากินอยู่ตลอดเวลา
อีกเรื่องหนึ่ง ปัญหากัมพูชา ถึงแม้“รัฐบาลหนูชั่วคราว”จะกำลังลงมือทำ แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ทันอกทันใจ ทั้ง “ไทยมุง”และบรรดาผู้คนที่“มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ” ไม่ว่าจะเรื่องสแกมเมอร์ หรือเรื่องการประชุมคณะกรรมการทวิภาคี“ไทย-กัมพูชา”ในระดับต่างๆ
เรื่องการประชุมคณะกรรมการระหว่าง“ไทย-กัมพูชา”ระดับ “GBC” นั้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมเมื่อวานนี้ “บิ๊กเล็ก” หรือ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เป็นเป้าถูกถล่มและถูกด้อยค่าจากฝ่ายที่ขัดหูขัดตามาตั้งแต่มีชื่อปรากฏว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใน“รัฐบาลหนูชั่วคราว” เนื่องเพราะ พล.อ.ณัฐพล มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดชัดเจนว่า หากประชุม“GBC”ระหว่าง“ไทย-กัมพูชา”ไม่สำเร็จ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ กล่าวถึงการประชุม“GBC” หรือคณะ กรรมการชายแดนทั่วไป“ไทย-กัมพูชา” ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทยกับกัมพูชาเป็นประธานร่วม โดยจะมีการประชุม“GBC”สมัยพิเศษที่ประเทศมาเลเซียในวันที่23 ตุลาคมนี้ ว่า เป็นผลต่อเนื่องมาจากการประชุม “GBC”ครั้งก่อนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้ตกลงร่วมกันว่าจะนำ 4 ประเด็นเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมาธิการส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องย้อนกลับมาที่“GBC”อีกครั้ง
4 ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ 1.ประเด็นการถอนอาวุธหนัก, 2.ประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด, 3.ประเด็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Scam), 4.การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน และ 5.ซึ่งเพิ่มเติมเข้ามาคือ หากไม่เป็นไปตาม 4 ข้อ ดังกล่าว ไทยจะขอไม่ลงนามในการประชุม GBC ครั้งนี้ และยังรวมถึงประเด็น 18 เชลยศึก ที่ทางกัมพูชายื่นเงื่อนไขให้ไทยส่งตัวด้วย ถ้ากัมพูชาไม่ลงนามใน 4 ประเด็นที่ว่านี้ ไทยก็จะไม่มีการส่งตัว 18 เชลยศึกกลับแน่นอน
ฟังเสียงฮึ่มของ“บิ๊กเล็ก”จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ ชัดเจนว่า “จากบทเรียนครั้งที่แล้ว (การประชุม GBC) เราให้โอกาส อยากจะเรียนให้เข้าใจว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่ว่าจะสันติอย่างเดียว แต่เราทำตามขั้นตอนโดยยึดกติกาสากลที่สังคมโลกเขาใช้กัน แต่ถ้าเราทำจนถึงที่สุดแล้วกัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
ถอดรหัสตรงบรรทัดนี้ ก็หมายความว่า หากการประชุม“GBC”วันที่ 23 ตุลาคมนี้ ถ้ากัมพูชายังยืนกราน ก็จะทำให้การลงนาม“สันติภาพ”ระหว่าง“ไทย-กัมพูชา” ในการประชุดสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย วันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เสนอตัวจะเป็นประธานสักขีพยานในการลงนาม ต้อง“วงแตก”ตามไปด้วย
ประโยคอันเป็นวรรคทอง“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”ของ“บิ๊กเล็ก-พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” จึงมีนัยที่น่าขบคิด อาจจะแปลความได้ว่า“ถ้าจะรบก็ต้องรบ” และถ้าจะให้สมประโยชน์คนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้
รัฐบาลควรประกาศยกเลิก “MOU 43” และ “MOU 44” ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

'เจเศรษฐ์' สอนมวย 'จูรี' ดูงบภัยพิบัติให้ครบ ลั่นไม่ต้องจุดธูปเรียก ท้าจุดไฟเดี๋ยวไปดับให้!
หวดไทยกระหึ่ม! 'ไหม'ทุบมะกันลิ่วรอบ3วิมเบิลดัน-รับแล้ว8ล้าน
กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ เฝ้าฯกราบบังคมทูลลา
กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาส คณะนักเรียนโอลิมปิกวิชาการ ปี 2569 เฝ้าฯ
ศึกงบฯ 70! 'ภราดร' ลั่นรัฐบาลชุดนี้จะจัดสรรงบให้ดู 'ชัยชนะ' ซัดกลับ อย่าใช้การกระจายอำนาจเป็นแค่วาทกรรม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี