วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
• รายงานพิเศษ : การปฏิรูประบบและกระบวนการกฎหมายเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในสังคมไทย :
ยุทธศาสตร์การสร้างนิติรัฐและพลเมืองที่มีคุณภาพรายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน โดยใช้การปฏิรูประบบและกระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือหลักในการนำทาง
การวิเคราะห์นี้ : ตั้งอยู่บนความเข้าใจเชิงลึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย โดยเฉพาะการครอบงำของระบบข้าราชการประจำและอิทธิพลของทุนใหญ่ทางการเมือง ฯลฯ ซึ่งทำให้ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมา ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง
บทที่ 1: หลักการพื้นฐานและบริบททางยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่าน
1.1 หลักการประชาธิปไตยโดยนิติรัฐและการวินิจฉัยบริบทไทย
นิยามนิติรัฐ (Rule of Law)ในบริบทการเปลี่ยนผ่าน
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน คือ การสร้างหลักนิติรัฐ (Rule of Law)อย่างเข้มแข็ง หลักการนี้ มิได้หมายถึงเพียงการมีกฎหมายใช้ แต่หมายถึง การสร้างหลักประกันว่ากฎหมายอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคนเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย รวมถึงรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้อำนาจเองด้วย
การปฏิรูปที่เน้นหลักนิติรัฐ
จึงเป็นแนวทางที่เน้นการสร้างฉันทามติและการยอมรับร่วมกันในกติกาใหม่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสันติ (peacefultransition) แทนที่จะต้องอาศัยความรุนแรงหรือการปฏิวัติ
การวิเคราะห์รากปัญหาของสังคมไทย : ปัญหาเชิงโครงสร้างและการถูกครอบงำประสบการณ์ของสังคมไทยแสดงให้เห็นว่าการนำแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมนั้น สร้างผลเสียต่อบ้านเมืองไม่น้อย
ปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยสามารถแบ่งได้ดังนี้ :
ปัญหาเชิงโครงสร้าง : การยึดกุมอำนาจโดยระบบข้าราชการประจำ (Bureaucratic Capture)และกลุ่มทุนใหญ่ทางการเมือง (financial interests in politics) :
ผลการศึกษาชี้ชัดว่าลักษณะที่เด่นชัดที่สุดของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” คือการยอมให้ข้าราชการประจำและกลุ่มทุนผลประโยชน์ เข้ายึดกุมอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้แนวคิดและกลไกประชาธิปไตยที่นำเข้ามาถูกบิดเบือนไป จากเนื้อหาสาระที่แท้จริง. อำนาจอธิปไตยมิได้ตกถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และสิทธิเสรีภาพของประชาชนยังคงขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปกครองในแต่ละยุคสมัย.
ผู้นำฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) เกือบทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ได้มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง และหรือความสามารถในการดำรงตำแหน่งนั้นพึ่งพาการสนับสนุนจากสถาบันของข้าราชการประจำ โดยเฉพาะกองทัพและทุนใหญ่ทางการเมือง มากกว่าสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
การปฏิรูปจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การลดทอนบทบาททางการเมืองและอิทธิพล ในการแต่งตั้งของกลุ่มข้าราชการประจำเหล่านี้รวมทั้งกลุ่มทุนใหญ่ทางการเมือง เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยสามารถทำงานได้อย่างมีสาระ.
ปัญหาเชิงแนวคิด :
วาทกรรมการเมืองที่บิดเบือนและการใช้ทุนเป็นเครื่องมือ: กรอบความคิดที่ถูกครอบงำโดยวาทกรรมตะวันตกบางส่วน เช่น การเชื่อว่า“การเลือกตั้งคือประชาธิปไตย” เป็นหนทางเดียวและต้องอดทนรอคอยให้ดีขึ้นเอง ได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายประชาธิปไตยของประชาชน เมื่อระบบทุนใหญ่และพรรคการเมืองสมคบกันใช้การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเป็นเครื่องมือ และเมื่อเป็นรัฐบาลก็ดำเนินการคอร์รัปชันเพื่อถอนทุนและสะสมทุนใหญ่
การปฏิเสธที่จะยอมรับการรัฐประหารโดยเด็ดขาดในทุกกรณี
แม้กระทั่งการล้มรัฐบาลเผด็จการรัฐสภาที่เกิดจากการสมคบกันของพรรคการเมืองและทุนใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งวาทกรรมที่จำกัดแนวทางการแก้ไขปัญหาของสังคมไทย เนื่องจากการไม่เคยสรุปบทเรียนที่แท้จริง และอิทธิพลทางความคิดของ กรอบและค่านิยมประชาธิปไตยตะวันตกที่ว่า “ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง” ใช่หรือไม่
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการปฏิรูป
การปฏิรูปต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพการเปลี่ยนผ่านต้องมุ่งเน้นการสร้างความชอบธรรมผ่านกติกาทางกฎหมาย โดยการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของระบอบเก่า และตรากฎหมายใหม่ที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิ
1.1 บทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านโดยสันติวิธีของนานาชาติ (Comparative LegalTransitions) การศึกษากรณีของประเทศที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยโดยการปฏิรูประบบและกระบวนการทางกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงลักษณะสำคัญและขั้นตอนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทไทยได้
ความสำคัญของกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปและการสร้างฉันทามติ
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มักมีการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมหลายด้าน ไม่เพียงแต่ด้านการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงกระบวนการยุติธรรม ระบบเศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ (เช่น แอฟริกาใต้และประเทศในละตินอเมริกา) ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านที่เร่งรีบเกินไปอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลใหม่มักเผชิญกับความคาดหวังที่สูงของประชาชนในด้านผลลัพธ์ที่รวดเร็วและการขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างทันที
การสร้างความเชื่อมั่นในระบอบใหม่จึงต้องอาศัยเวลาและความซับซ้อนของการอภิปรายและปฏิรูปในประเด็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนจึงเกิดขึ้นจากการสร้างฉันทามติและการยอมรับร่วมกันในกติกาใหม่โดยเน้นสันติวิธีแทนที่จะใช้ความรุนแรง
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

'ฮิม กุลชา'คว้ารองแชมป์โลกฮอกกี้น้ำแข็งบินกลับไทยเตรียมฟิตติ้งซีรีส์โลดแล่นสู่วงการบันเทิง
สลดพระประแดง! หนุ่มใหญ่วิน จยย. หลุดโค้งชนกระบะ ‘คอหัก-ขาหัก’ ดับสยอง
‘เต้ย-พงศกร’เปลี่ยนลุคทรงโจร ซิ่งตุ๊กตุ๊กแกล้ง ‘พรีม-รณิดา’ เปิดฉากป่วน
‘ตรัย จักรภัทร’ สุดปลื้ม!ฟีดแบ็ก ‘รื่องเล่าอาจารย์ยอด’ตอน 'บาตรแตก'
‘ซานิ’ ปล่อยพลังร็อกในเพลง ‘อยากลองดีก็ลองดู’ ปลุกใจแฟนละคร ‘เลดี้ทุ่งกระบือบาล’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี