วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568
บทที่ 3: รูปธรรมของการปฏิรูปสถาบันกฎหมายและองค์กรอิสระ
การปฏิรูปสถาบันกฎหมายจะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกเชิงระบบ
ที่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของบุคคลและองค์กรได้อย่างเด็ดขาด
เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลไม่ดีเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน
3.1 การปฏิรูปกฎหมายสูงสุด: รัฐธรรมนูญเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มแข็ง
การปฏิรูปมักเริ่มต้นด้วยการร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมุ่งเน้นไปที่:
การจำกัดอำนาจเด็ดขาดและการป้องกันการยึดอำนาจของข้าราชการประจำ
รัฐธรรมนูญต้องทำหน้าที่เป็นกติกาที่ลดทอนอำนาจเด็ดขาดของฝ่ายบริหาร
และกำหนดกลไกการถ่วงดุลที่ชัดเจน
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางครั้งต้องการผู้นำระดับรัฐบุรุษที่มีกำลังใหญ่เข้มแข็งนำ
แต่รัฐธรรมนูญจะต้องมีกลไกตรวจสอบและจำกัดอำนาจของผู้นำดังกล่าว
เพื่อป้องกันการเปลี่ยนผ่านสู่เผด็จการแบบใหม่ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รัฐธรรมนูญต้องขจัดการเข้ายึดอำนาจของข้าราชการประจำในตำแหน่งทางการเมือง
เช่น การกำหนดให้ตำแหน่งสำคัญในวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง
หรือจำกัดการดำรงตำแหน่งของข้าราชการประจำในองค์กรสำคัญ
ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการเมือง
3.2 การปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรม
(Judicial and Prosecutorial Reform)
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมถือเป็นหัวใจของการสร้างนิติรัฐ
การปรับปรุงต้องครอบคลุมโครงสร้างและวิธีการทำงานของตำรวจ อัยการ และศาล
ให้มีความเป็นมืออาชีพ เป็นกลาง และรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
เป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ “ยุติธรรมที่รวดเร็วและเป็นธรรม”
เพราะ “ยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความไม่ยุติธรรม”
กลไกการค้นหาความจริง (Truth-Seeking Mechanism) ในศาล
หนึ่งในปัญหาฝังลึกในวิถีปฏิบัติของกฎหมายไทย
คือการที่ศาลวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดเกินไป
จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเพิกเฉยต่อการค้นหาความจริง
ในบางคดี ศาลตัดสินไปตามการยอมรับสารภาพของจำเลย
แม้จะมีข้อมูลว่าจำเลยอาจไม่ได้กระทำผิดจริง หรือรับจ้างมาสารภาพ
ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (และคดีการเมือง)
ต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจและหน้าที่เชิงรุก (Proactive Duty)
ในการสืบเสาะหาความจริงในคดีสำคัญ (โดยเฉพาะคดีการเมืองและการทุจริต)
การตัดสินจะต้องมาจากความจริงทางรูปธรรม (Substantive Justice)
ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ (Formal Justice)
หรือความหนักแน่นของพยานหลักฐานที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำเสนอเท่านั้น
การดำเนินการนี้จะช่วยลดปัญหาการทำให้กระบวนการยุติธรรม
กลายเป็นเครื่องมือในการทำสงครามทางการเมือง
การสร้างระบบถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม
การพึ่งพาแต่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคลในการทำงานของบุคลากร
ในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นความเสี่ยง
แม้จะมีบุคลากรส่วนใหญ่ที่ดี
แต่เมื่อคนไม่ดีเพียงส่วนน้อยสร้างปัญหา ก็มักทำให้คนส่วนใหญ่เสื่อมเสียไปด้วย
หลักการที่ถูกต้องคือการสร้างระบบ กลไก และมาตรการที่เข้มแข็งในการ
“เอาคนไม่ดีออกไปจากกระบวนการยุติธรรมให้หมดสิ้น”
เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือและไว้ใจประสิทธิภาพของกระบวนการได้อย่างแท้จริง
มาตรการที่เป็นรูปธรรม ได้แก่
การจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญใหม่
มีอำนาจพิจารณาจริยธรรมและการประพฤติมิชอบของบุคลากรในศาล อัยการ และตำรวจ
อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
การดำเนินการนี้เน้นไปที่การปฏิรูปกลไกในการควบคุมมาตรฐาน
มากกว่าการเรียกร้องคุณธรรมส่วนตัว
3.3 กลไกการสร้างความเป็นอิสระและประสิทธิภาพขององค์กรตรวจสอบ (Independent Organizations Reform)
องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ (เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช.)
เป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ
อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกนำมาใช้โดยผู้มีอำนาจ
และมีการ “ตัดต่อพันธุกรรมแบบไทยๆ” เพื่อให้เข้ากับความต้องการของฝ่ายผู้มีอำนาจ
การปฏิรูปจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างความเป็นอิสระอย่างมีสาระ
3.3.1 การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
การปรับปรุงที่มาของตุลาการ:
ความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับที่มาของตุลาการ
การสรรหาต้องถูกปรับปรุงเพื่อลดอิทธิพลทางการเมือง
หรือการสรรหาที่ผูกขาดโดยกลุ่มอำนาจใดอำนาจหนึ่ง
(เช่น การสรรหาโดยวุฒิสภาที่ถูกแต่งตั้งจากกลุ่มข้าราชการประจำ)
ควรพิจารณารูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางวิชาการและวิชาชีพ
การจำกัดอำนาจยุบพรรคการเมือง:
ตามหลักการของคณะกรรมาธิการเวนิส (Venice Commission)
ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยเองก็มีความสัมพันธ์ด้วย,
การยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย (ultimate measure)
และต้องเป็นข้อยกเว้นที่เคร่งครัดและเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุ
เงื่อนไขในการยุบพรรคควรจำกัดไว้เฉพาะ
กรณีที่พรรคใช้ความรุนแรงในการล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญอันเป็นประชาธิปไตย
และพรรคไม่ควรต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพรรค
ความรวดเร็วในการพิจารณาคดี:
สำหรับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาการพิจารณาลงโทษเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว
เพื่อป้องกันการยืดเยื้อคดีที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการเมือง
3.3.2 การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
การสร้างความโปร่งใสทางการเมืองของ กกต.:
เพื่อต่อต้านการใช้ระบบการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองและทุนใหญ่
กกต. ต้องมีเครื่องมือและอำนาจที่เพียงพอ
มาตรการที่เป็นรูปธรรมคือ
การสร้างระบบตรวจสอบและเปิดเผยแหล่งที่มาและ
การใช้จ่ายเงินทุนของพรรคการเมืองและผู้สมัครแบบเรียลไทม์ (Real-Time Disclosure)
เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา
ปันปัน สุทัตตา คว้าปริญญาโทสำเร็จ แฟนคลับแห่ยินดี
พ่อเมืองประจวบฯใจดี! เลี้ยงโต๊ะจีนลิงเขาช่องกระจก ช่วงงาน'ดินของพ่อ สานต่อของดีคีรีขันธ์'
'นายกฯ'พบ'มทภ.4'ตรวจการระบายขยะ รพ.หาดใหญ่ พร้อมยกมือไหว้-ให้กำลังใจพลทหาร
'ตร.กาฬสินธุ์'จับ 3 เอเย่นต์ยานรก ยึดของกลางยาบ้ากว่า 1.6 ล้านเม็ด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี