วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อเร็วๆ นี้ นายสติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความเห็นต่อกรณีมีการเผยแพร่ภาพเก่าของนายเบน สมิธ ถ่ายร่วมกับนักการเมืองไทยหลายราย จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างกว้างขวางว่า การใช้ภาพถ่ายเก่าเป็นข้อสรุปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับขบวนการทุนเทา เป็นการตีความที่ด่วนสรุป
เกินไป และไม่ใช่หลักฐานที่เพียงพอในการดำเนินคดีกับขบวนการทุนเทาได้
เพราะภาพที่ปรากฏมีอายุเกิน 10 ปี ในช่วงเวลาที่ “ตัวละครทางการเมือง” ยังอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากปัจจุบัน เช่น ภาพที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ร่วมเฟรมกับ เบน สมิธ ในเวลานั้น ยังเป็นช่วงที่นายอนุทิน น่าจะยังเว้นวรรคทางการเมือง หรือหากกลับมาแล้ว ก็ยังไม่มีอำนาจแต่อย่างใด ยังมีสถานะเป็นนักธุรกิจเสียมากกว่าด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดว่าอีกหลายปีต่อมา นายอนุทินจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เช่นเดียวกับกรณีภาพนายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกเผยแพร่ในช่วงกลางปี นายสติธร ยืนยันว่าไม่สามารถนำภาพถ่ายมาฟันธงได้ว่าเป็นความเกี่ยวข้องเชิงธุรกิจ หรือเป็นการสนับสนุนเครือข่ายสีเทา พร้อมระบุว่า ภาพถ่ายหนึ่งภาพ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์เชิงลึกได้
ประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่การจับผิดจากภาพถ่าย แต่ควรให้ความสนใจต่อ เส้นทางการเงินของเครือข่ายทุนเทา ว่ามีการไหลเข้าสู่กลุ่มบุคคลหรือองค์กรใดในประเทศไทยบ้าง โดยเน้นว่า หากต้องการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ ควรเริ่มจากข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าการสรุปหรือตีความจากหลักฐานเทียบเคียงอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถยืนยันอะไรที่นำมาใช้ในทางกฎหมายได้
ในช่วงที่สังคมกำลังตื่นตัวกับประเด็นทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามเส้นเงินเทาของเครือข่ายเบน สมิธ ซึ่งจะชี้ชัดได้ว่ามีบุคคลหรือหน่วยงานใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ โดยย้ำว่า นี่คือแก่นของปัญหาที่ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบ ก่อนที่หลักฐานสำคัญจะถูกทำลายหรือตัดเส้นทางความเชื่อมโยงไปเสียก่อน
นายสติธรทิ้งท้ายว่า เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ และประชาชนที่มีข้อมูลควรร่วมด้วยช่วยกันติดตามเส้นทางการเงินเทาอย่างรอบด้าน เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโปงความเชื่อมโยงที่แท้จริง และเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การดำเนินการเอาผิดลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายได้อย่างชัดเจน
สำหรับเบน สมิธ ถือสัญชาติกัมพูชา เป็นที่ปรึกษาเลขาธิการวุฒิสภากัมพูชาตั้งแต่ปี 2557 เขามีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ ฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผ่านบทบาทในฐานะที่ปรึกษา นอกจากนี้ยังพบความร่วมมือกับ ยิม เลียก นักธุรกิจการเงินผู้ก่อตั้ง B.I.C. Bank ที่ถูกมองว่าเป็นประตูการเงินของเครือข่ายทุนการเมืองในกัมพูชาถือเป็นเครือข่ายที่ช่วยให้เบนจามินมีพื้นที่ในการดำเนินธุรกิจสีเทา ทั้งอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และการขนส่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดช่องทางฟอกเงินได้อย่างแนบเนียน จะเห็นได้ว่าบุคคลปริศนารายนี้มีบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกับคีย์แมนสำคัญทางการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา
ที่ผ่านมา สส.รังสิมันต์ โรม อภิปรายตั้งคำถามเรื่องบุคคลปริศนาอย่าง เบน สมิธ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งปัญหาในตลาดหุ้นไทยและระบบการเงิน อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน การเมืองไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าถูกทุนสีเทากำหนดทิศทางเบื้องหลัง รวมไปถึงความโปร่งใสจากภาครัฐ ว่ามีการตรวจสอบเส้นทางเงินเหล่านี้จริงหรือไม่
ใครที่ลิ้นยาวและไวกว่าสมอง พึงต้องระมัดระวังต้องจับให้มั่นคั้นหมายให้วายวอด เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ และประชาชนที่มีข้อมูลควรร่วมด้วยช่วยกันติดตามเส้นทางการเงินเทาอย่างรอบด้าน เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโปงความเชื่อมโยงที่แท้จริง และเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การดำเนินการเอาผิดลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายได้อย่างชัดเจน มากกว่าเชื่อตามภาพใบเดียว ตามที่อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแนะนำไว้

รวบแก๊งลวงสาวโสดวัยเกษียณลงทุน คุยจนเหยื่อมีใจ ก่อนหลอกโอน10ล้าน
กระทิงป่าคลั่ง! ขวิดชาย56ดับกลางป่าวังน้ำเขียว เจ้าหน้าที่รุดตรวจสอบ
‘ธรรมนัส’ประกาศสู้กลุ่มทุน ทวงที่ดินคืนให้เกษตรกร แม้เป็นเผือกร้อนก็ไม่ถอย
‘เต้น’ปลุกชาวปากน้ำ เลือก‘เพื่อไทย’ยกจังหวัด หลังเคยกาตามกระแส
พลิกนากุ้งร้าง! ปลูก'มะขามแดง'แปรรูปขาย สร้างรายได้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี