วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การเมืองไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เผชิญเพียง ความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง และความแตกแยกทางความคิดระหว่างประชาชนด้วยกันเท่านั้น หากยังเผชิญ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง อย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกว่าการเมืองเป็นพื้นที่ของ “การต่อรองผลประโยชน์” มากกว่าพื้นที่ของความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ได้สะสมจนกลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคมว่า การเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้ จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชน และนำพาประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ข่าวการเตรียมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ออกมา ย้ำหลักเกณฑ์ว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมี “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” จึงเป็นการจุดประกายความคาดหวัง ให้กับผู้คนที่อยากให้การเมืองไทยพ้นจากวังวนเดิมๆเสียที
คำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” อาจดูเป็นถ้อยคำเชิงนามธรรม แต่ในความเป็นจริง นี่คือหัวใจของการเมืองประชาธิปไตยที่ประชาชนเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะสิ่งที่ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดในการบริหาร หากคือความรู้สึกว่า ผู้มีอำนาจบางคนไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานทางจริยธรรมใดเลย
ในอดีต การพิจารณาคุณสมบัติรัฐมนตรีมักหยุดอยู่เพียงกรอบกฎหมายขั้นต่ำ คือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่ติดลักษณะต้องห้ามตามตัวบท แต่สังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่า “ถูกกฎหมาย” ไม่ได้หมายความว่า “เหมาะสม” เสมอไป การเมืองที่ยึดเพียงข้อกฎหมายขั้นต่ำจึงกลายเป็นช่องว่างให้บุคคลที่มีข้อครหาทางจริยธรรมเข้าสู่อำนาจได้โดยไม่ผิดกติกา แต่ขัดต่อความรู้สึกของสาธารณะ
การยกระดับเกณฑ์ไปสู่คำว่า “เป็นที่ประจักษ์” จึงมีความหมายสำคัญ เพราะมันไม่ได้วัดเพียงข้อเท็จจริงในสำนวนคดี หากยังรวมถึงความเชื่อมั่นของสังคมด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีไม่เพียงต้อง “ไม่ผิด” แต่ต้อง “น่าเชื่อถือ” ด้วย
นี่คือความเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดที่สำคัญอย่างยิ่ง หากหลักเกณท์นี้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ที่พูดออกมาเพื่อเรียกคะแนนนิยม
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานใหม่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ แบบ 2 มาตรฐาน เพราะหากมาตรฐานถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติแล้ว มันจะยิ่งทำลายศรัทธาของประชาชนมากกว่าเดิม
สังคมไทยไม่ได้คาดหวังนักการเมืองที่สมบูรณ์แบบ เพราะการเมืองคือโลกของมนุษย์ที่ย่อมมีข้อผิดพลาด แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือผู้นำที่มีเส้นแบ่งทางจริยธรรมชัดเจน รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ และเมื่อเกิดข้อครหา ก็ต้องพร้อมอธิบาย ตรวจสอบ และรับผิดชอบ
ในความเป็นจริง มาตรฐานทางการเมืองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยศาลหรือรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว หากถูกสร้างจากการยอมรับร่วมกันของสังคม การที่หลัก “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง จึงสะท้อนว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการคงอยู่ของวัฒนธรรมอำนาจแบบเดิม กับความพยายามสร้างความชอบธรรมแบบใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า หลักเกณฑ์นี้ถูกประกาศหรือไม่ แต่คือจะถูกยึดถือจริงเพียงใด เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจที่ยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันจากสมการพรรคร่วม การต่อรองตำแหน่ง และความจำเป็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
หากมาตรฐานนี้ถูกยืนหยัดอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ — จากการเมืองที่เน้น “ใครมีเสียงมากกว่า” ไปสู่การเมืองที่ถามว่า “ใครเหมาะสมมากกว่า”
และหากวันหนึ่ง การแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องของโควตาทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจจากสาธารณะอย่างแท้จริง วันนั้นเองที่คำว่า “มาตรฐานใหม่” จะไม่ใช่เพียงถ้อยคำในข่าว หากกลายเป็นรากฐานของการเมืองไทยยุคใหม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คนไทยเรียกร้องมาโดยตลอด ไม่ได้ซับซ้อนเลย — เพียงต้องการเห็นผู้ใช้อำนาจรัฐ เป็นคนที่ประชาชนสามารถเชื่อถือได้โดยไม่ต้องลังเล
และนั่นอาจเป็นมาตรฐานที่เรียบง่ายที่สุด แต่ยากที่สุดของการเมืองไทย

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69
สะพัด!โผ รมต.เพื่อไทย แบ่งเค้ก 8 ที่นั่ง ดัน ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ นั่งรัฐมนตรีว่าการ
โปรดเกล้าฯ ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
UCLน็อคเอาท์เดือด!สิงห์ชนแชมป์เก่า-เรือดวลราชัน
ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี