วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจำนวน 6 ราย ที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัส QR code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด ได้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในสังคมเป็นวงกว้าง
เนื่องจากข้อหาที่มีการแจ้งความนั้น ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก เพราะเป็นการให้ดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 ฐานยุยงปลุกปั่นอั้งยี่ และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษถึงจำคุก และโทษปรับในอัตราค่อนข้างสูง
กกต.อ้างว่า ไม่ได้ฟ้องประชาชน ไม่ได้คุกคามสื่อ แต่ที่จำเป็นต้องดำเนินคดีบุคคลทั้ง 6 รายนั้นเนื่องจากทำกันเป็นขบวนการมุ่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายอำนาจและการทำหน้าที่จัดเลือกตั้งของ กกต. ให้ขาดความน่าเชื่อถือโดยวิธีที่ไม่สุจริต ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงไม่อาจละเว้นได้
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าวิธีการของ กกต.ดังกล่าว เปรียบเสมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ใช้อำนาจรัฐข่มเหงฟ้องปิดปากประชาชน สร้างความหวาดกลัวในการทำหน้าที่ของภาคพลเมืองที่จะตั้งคำถาม และตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ โดยไม่มีการแยกแยะถึงเจตนาการกระทำของแต่ละบุคคลที่ถูกกล่าวหา
แรงดีดสะท้อนที่ดังออกมาจากอดีตกกต.อย่างนายสมชัย ศรีสุทธิยากร บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อ กกต. ว่า ขอให้ กกต.อย่าถอนแจ้งความ เพราะการขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสใช้อำนาจศาลเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต.ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้างการเปิดหีบบัตร เพื่อดูพยานหลักฐานต่างๆที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่นๆ
แต่ขณะเดียวกัน ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ออกมาสนับสนุน กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักของกฎหมายอย่างเป็นพื้นฐาน เนื่องจากเห็นว่าการตรวจสอบ หรือตั้งคำถามนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ละเมิดกฎกติกา และต้องไม่เลยธงที่วางไว้ อย่าเอาคำว่าประชาชนไปเหมารวม เพราะประชาชนก็มีหลายประเภท และมีหลายเจตนา
การดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลทั้ง 6 รายดังกล่าว ได้ถูกหลายองค์กรออกมาเคลื่อนไหวตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงข้อกล่าวหาว่า รุนแรงเกินไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับเจตนาในการพิสูจน์และตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง เนื่องจากอาจส่งผลต่อวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นกกต.ในระยะยาว ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า กกต.ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวคือวิธีการรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และพิทักษ์เจตนารมณ์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุดก็ตาม แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากทุกๆ ฝ่าย ไม่ควรทำให้สังคมเกิดความรู้สึกว่า กกต.กำลังแก้ปัญหา หรือกำลังจุดไฟนิติสงครามกับประชาชนซ้ำเติมวิกฤตกันแน่

'เชสโก้'โขกชัย! ผีหลอนพาเลซ2-1ทะยานที่3
'มาร์เกซ'ดวงแตก! 'เบซเซ็คคี'แชมป์MotoGPสนามแรก
อิหร่านตั้ง อาลีเรซา อาราฟี นั่งสภาผู้นำชั่วคราว หลัง คาเมเนอี ถูกสังหาร
กต.เผยยอดคนไทยในตะวันออกกลาง 1.1 แสนคน เปิดลงทะเบียนแจ้งความประสงค์กลับไทย
ผู้นำทั่วโลกกังวล หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน วอนกลับสู่โต๊ะเจรจา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี