วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งน้ำมันโลกหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และลุกลามมายังภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในประเทศไทยช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขหน้าปั๊มที่ทำให้ผู้บริโภคสะดุ้งทุกครั้งที่เติม แต่กำลังสะเทือนไปถึงค่าครองชีพโดยรวม ตั้งแต่ต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภค-บริโภค ไปจนถึงค่าไฟฟ้าที่อาจขยับตามมาในระยะถัดไป
ทางออกระยะสั้นที่เร็วที่สุดที่ถูกพูดถึงเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน คือ “การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” ซึ่งแม้จะกระทบกับรายได้และสถานะการเงินของรัฐ แต่กระทรวงการคลังก็จำเป็นต้องพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยกรมสรรพสามิตได้จัดทำแบบจำลองเพื่อเสนอฝ่ายนโยบายแล้ว
สะท้อนให้เห็นชัดว่า “ภาษี” คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นอกจากรัฐจะหยิบขึ้นมาใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และน้ำมันแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐได้อีกด้วย
เมื่อรัฐต้องการรายได้ การเก็บภาษี “สินค้าบาป”เหล่านี้เป็นแหล่งที่การันตีรายได้ที่มั่นคงให้กับรัฐได้ แต่แนวคิดง่ายๆ ว่าเก็บภาษีให้สูงเพื่อจะได้สร้างรายได้มากขึ้น กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะภาษีที่สูงส่งผลให้ราคาสินค้าสูงตามไปด้วย และท้ายที่สุดผู้บริโภคก็จะหันไปหาสินค้าทดแทนหรือสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่เสียภาษี
แนวทางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Monetary Fund จึงระบุว่า ภาษีสรรพสามิตควรถูกออกแบบให้สะท้อน “ระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพ” ของสินค้ายกตัวอย่างเช่น สุรา ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงกว่าเบียร์หรือไวน์ เพื่อสะท้อนถึงปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงกว่า หรือรถยนต์สันดาปที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ถูกเก็บภาษีมากกว่ารถขนาดเล็กหรือรถไฟฟ้า
ภาษีที่อ้างอิงตามระดับความอันตรายยังถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวที่รัฐจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ผลิตหรือภาคเอกชนพัฒนาสินค้าของตนเองให้มีความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การพัฒนาเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในยุคที่สินค้าและพฤติกรรมการบริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์นิโคติน เพราะแม้จะมีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่แบบไม่เผาไหม้ซึ่งได้รับการยอมรับในหลายๆ ประเทศว่าเป็นสินค้าที่ช่วยลดการได้รับสารพิษของควันบุหรี่ให้กับผู้ใช้ได้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับถูกแบนในหลายๆ ประเทศ จนทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น คนยังสูบบุหรี่ต่อไป หรือหันไปหาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายทั่วไปตามช่องทางที่ผิดกฎหมาย
การนำสินค้ากลุ่มนี้ขึ้นมาบนดินทำให้ถูกกฎหมายเพื่อให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้ จึงอาจจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจในภาวะที่รัฐต้องการหารายได้เพิ่ม และยังเป็นโอกาสในการใช้ “ภาษี” มา
“ชี้นำพฤติกรรม” ผู้สูบบุหรี่ได้
ในระยะยาว หากประเทศไทยต้องการทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรงและประชาชนที่มีสุขภาพดีระบบภาษีจำเป็นต้องถูกปรับให้ทันต่อบริบทใหม่ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตราคาพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงของสินค้าในตลาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภาษีไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการคลัง แต่คือกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางของสังคมในอนาคต

อนุทิน โชว์ขับมอเตอร์ไซต์พ่วงข้าง พา ศุภจี ซ้อนท้าย เปิด ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ
ตุ๊ก ชนกวนันท์ เช็คอินรับลมทะเล น้องแพรว น้องภูมิ โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว
บึมสนั่นกลางบราซิล แก๊สระเบิด บ้านเรือนเสียหายหนัก ดับ 1 ราย
ปกรณ์ สอนมวยฝ่ายค้าน กาง รธน.3 ฉบับเทียบ ยันกู้ 4 แสนล้าน มั่นใจไม่ขัดกม.
ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี