วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569
ตามที่ปวงชนชาวไทยด้วยเสียงข้างมากได้ตัดสินใจว่าเห็นด้วยในการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ราชอาณาจักรไทยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่งผลให้ฝ่ายรัฐสภาจะต้องรับมาพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไปให้แล้วเสร็จ
การที่ปวงชนชาวไทยต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นบ่งบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2560) นั้น ยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้สังคมประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยยังไม่สมบูรณ์แบบ หรือยังไม่เป็นสากลเยี่ยงราชอาณาจักรประชาธิปไตยอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในภูมิภาคยุโรป ซึ่งการที่ราชอาณาจักรอื่นๆ สามารถมีความเป็นประชาธิปไตยได้ ก็น่าจะหมายความว่า ราชอาณาจักรไทยที่ไม่ด้อยกว่านั้น ก็อยู่ในวิสัยที่จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างเสมอเหมือน เพราะโดยพื้นฐานของปวงชนชาวไทยล้วนชอบความเป็นอิสระเสรี ควบคู่ไปกับการดำรงชีวิตแบบไม่เบียดเบียนผู้อื่น และตระหนักว่ามวลมนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความเมตตา กรุณา ปรานี ต่อกันและกัน อีกทั้งอำนาจใดๆ จะได้มาซึ่งตัวบทกฎหมายหรือด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ก็จะต้องมีหลักธรรมเป็นตัวกำกับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือหลักธรรมและหลักกฎหมายได้
ประเพณีปฏิบัติของการร่วมแรงร่วมใจทำการหนึ่งใด เช่น งานบุญ งานกุศล งานกสิกรรม งานรื่นเริง งานป้องกันและกู้ภัย ก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการร่วมมือกันเพื่อสังคมส่วนรวม เป็นการกระจายอำนาจและรับผิดชอบที่จะต้องมีการปรึกษาหารือและหาข้อยุติร่วมกัน เป็นการแสดงออกซึ่งการเป็นสังคมประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า
ในการนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องวางรากฐานและเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะต้องปฏิเสธการกระจุกตัวของอำนาจ ความไม่โปร่งใสของกฎเกณฑ์กติกา และการบังคับใช้กฎหมายและการแอบแฝงการใช้อำนาจโดยมิชอบ อีกทั้งการงานสิ่งใดที่องค์กรภาคประชาชนหรือภาคสังคมสามารถดำเนินการและรับผิดชอบได้ด้วยตัวเองแทนองค์กรรัฐ ก็ควรจะเปิดโอกาสให้สามารถกระทำการได้ เป็นการกระจายอำนาจหน้าที่ลดการกระจุกตัวและเพิ่มขยายความรับผิดชอบ
เรื่องสำคัญๆ ที่ควรจะเพิ่มพูนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของความเป็นสังคมประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยให้มีความเป็นสากล ไม่น้อยหน้าราชอาณาจักรประชาธิปไตยอื่นใดก็มี อาทิ
1.เมื่อชาวกรุงเทพฯ จำนวนประมาณ 5 ล้านคน มีสิทธิ์เลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ฉะนั้นชาวไทยในทุกจังหวัดก็จะต้องมีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเองเพื่อความทัดเทียมและความทั่วถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ครอบคลุมทั้งประเทศ
2.การลดบทบาทภาระหน้าที่ของหน่วยราชการ กระทรวง ทบวง กรม โดยการออกกฎหมายเฉพาะให้กับองค์กรวิชาชีพต่างๆ เพื่อดูแลและกำกับตนเอง เป็นการยกเลิกการจะต้องไปขอใบอนุญาตหรือการไปขอขึ้นทะเบียนกับกระทรวง ทบวง กรม และเมื่อความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่กระบวนการศาลยุติธรรมจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฎหมาย
3.ฝ่ายกองทัพจะต้องอยู่ในบังคับบัญชาของฝ่ายพลเรือนหรือฝ่ายปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกองทัพจะทำการปฏิวัติรัฐประหารมิได้ เพราะมิใช่สิทธิ์และมิใช่หน้าที่ จะมายึดอำนาจรัฐหรืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยมิได้ กองทัพจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมือง อีกทั้งตามประเพณีและหลักการ ฝ่ายกองทัพมีจอมทัพอยู่เหนือขึ้นไป ฉะนั้นจะทำการหนึ่งใดที่จะละเมิดพระเนตรพระกรรณมิได้ ทั้งนี้ฝ่ายกองทัพก็มีช่องทางที่จะแสดงออกซึ่งท่าทีห่วงใยต่อความเป็นไปของบ้านเมืองในยามที่บ้านเมืองคับขัน เช่น การถวายฎีกา และการร่วมประชุมสภากลาโหมหรือการไปชี้แจงต่อรัฐสภา
4.ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยมีหน่วยงานกลางหน่วยเดียวและมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้าและค่าบริการที่พร้อมมูล (โดยอาจศึกษาระบบของประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียได้ เพราะระบบของเขามีความโปร่งใสและรัดกุม) ทั้งนี้ ฝ่ายการเมืองคือ บรรดารัฐมนตรีจะต้องไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะการจัดซื้อจัดจ้างเป็นงานของฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายการเมืองรับผิดชอบเรื่องการบริหารนโยบาย
5.กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ต้องมีภาระหน้าที่ตามสายและเนื้องานเท่านั้น ไม่ควรที่จะยุ่งเกี่ยวกับงานฝากหรืองานที่มิได้อยู่ในสายตรงอีกต่อไป อาทิ กระทรวงมหาดไทยไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการไฟฟ้าภูมิภาคและการประปาภูมิภาคอีกต่อไป เป็นต้น ซึ่งงานสาธารณูปโภคเหล่านี้ควรจัดให้ไปขึ้นกับฝ่ายปกครองท้องถิ่น หรือไปอยู่ในสังกัดของกระทรวงใหม่ เช่น กระทรวงโยธาธิการ หรือกระทรวงสาธารณูปโภค เป็นต้น
6.ราชอาณาจักรไทยจะตกอยู่ในระบบทุนนิยม หรือเศรษฐกิจการตลาดแบบการแข่งขัน ที่จุดเริ่มต้นไม่ทัดเทียมกันในทำนองมือใครยาวสาวได้สาวเอาอีกต่อไปไม่ได้ ฝ่ายสังคมภาครัฐจะต้องอำนวยให้การเล่าเรียนจนถึงปริญญาตรีไม่มีค่าใช้จ่าย การรักษาพยาบาลควรมีระบบเดียว (มิใช่มี 3 ระบบที่เป็นอยู่ คือระบบสำหรับฝ่ายข้าราชการ ระบบสำหรับธุรกิจเอกชน และระบบสำหรับประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งบ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค เป็นการเลือกปฏิบัติ)
7.มหาวิทยาลัยควรจะมีทวิภารกิจคือ ให้บริการการเรียน การสอน และให้มีการค้นคว้าวิจัย ที่ยึดโยงกับหน่วยราชการ และสถาบันกับบริษัทเอกชน เพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น
ทั้งนี้รัฐสภาควรจะเป็นเวทีกลางสำหรับการนำเอาเรื่องที่ละเอียดอ่อน เรื่องที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและเกียรติภูมิของบ้านเมืองมาอภิปรายหรือปรึกษาหารือกันได้อย่างกว้างขวาง และด้วยความเคารพต่อกันและกัน เพื่อผลประโยชน์รวมของบ้านเมืองและเพื่อความสะพรั่งเบ่งบานของการเป็นสังคมประชาธิปไตย
อีกทั้งในราชอาณาจักรประชาธิปไตยโดยทั่วไปนั้น พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังสามารถจดทะเบียนและเข้าร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย เช่น การเข้าร่วมการเลือกตั้งทั่วไปได้ ซึ่งก็มีนัยว่าพรรคคอมมิวนิสต์เหล่านี้ได้ยอมรับการเป็นราชอาณาจักรประชาธิปไตย และไม่มีความคิดอ่าน และจะไม่ทำการล้มล้างความเป็นราชอาณาจักรประชาธิปไตย โดยพร้อมที่จะมีชีวิตอยู่ในกรอบนี้ก็สามารถเข้าร่วมกระบวนการทางประชาธิปไตยได้
ปวงชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ฉะนั้นการจะอาสาเข้ามารับใช้บ้านเมืองจะต้องไม่ถูกจำกัดจำเขี่ยด้วยเงื่อนไขว่า จะต้องการศึกษาในระดับโน้นระดับนี้ ทั้งนี้ ทุกคนก็มีประสบการณ์ชีวิต ต่างสาขาอาชีพ และก็มีความรักชาติบ้านเมือง และอยากจะรับใช้บ้านเมือง เพราะฉะนั้นจะเป็นชาวไร่ชาวนา พนักงานบริการต่างๆ นักบันเทิง ที่ไม่มีปริญญาบัตร ไม่เคยมีตำแหน่งในองค์กรใดๆ แต่ทุกคนก็ควรจะมีสิทธิ์ที่จะเสนอตัวเองเข้ามารับใช้บ้านเมืองในตำแหน่งผู้แทน ในตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระ และในองค์กรมหาชนได้ เราต้องเปิดใจปรับกระบวนคิดเพื่อให้ความเป็นประชาธิปไตยของราชอาณาจักรไทยเราก้าวหน้า
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ชวนหัวเราะสองอารมณ์ 'หลวงพี่เท่ง COMEBACK' ปะทะความเฮี้ยนสุดฮา 'ผีฮาคนเฮ'
ไม่เน้นดาวรุ่ง!‘ฮัดสัน’หวังได้ลูกครึ่งเสริมทัพช้างศึกบู๊ฟีฟ่าเดย์
'จ๊ะทิงจา'ร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา
เจรจาหยุดยิงล่ม? แหล่งข่าวเผยอารักชี - กาลิบาฟ ยังอยู่ในอิหร่าน ไร้เงาคณะผู้แทนไปอิสลามาบัด
ตำนานของจริง! EBOLA ย้ายบ้านสู่ VOM RECORDS 'ปู - พงษ์สิทธิ์ 'ร่วมแจมเพลงใหม่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี