วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
เป็นข้อมูลที่ฟังแล้วน่าตกใจ นั่นคือวิกฤตโครงสร้างประชากรจากปัญหาเด็กไทยเกิดใหม่ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรประจำปี 2568 พบว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปีก่อนหน้านั้น 462,240 คน ซึ่งต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีที่สองติดต่อกัน และต่ำสุดในรอบ 75 ปี ตั้งแต่มีการจัดเก็บสถิติอย่างเป็นทางการ
สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดน้อย มีหลายปัจจัยด้วยกัน หลักๆ มาจากเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการมีลูก หรือเลือกไม่มีลูกเพิ่มเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ค่านิยมต้องการชีวิตอิสระไม่อยากมีภาระต้องดูแล มีลูกยากจากปัญหาสุขภาพ ขณะที่วัยแรงงานเร่งรีบกับทำมาหากินแต่งงานช้าลง และไม่มีคู่ในวัยเจริญพันธุ์
ตัวเลขการลดลงอย่างต่อเนื่องของเด็กเกิดใหม่ดังกล่าว สะท้อนแนวโน้มการเกิดที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้น ยังบอกไม่ได้ว่า ตัวเลขในปี 2569 นี้ จะลดลงไปอยู่ที่เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าน่าจะลดลงไปอีก เพราะหากดูจากข้อมูลย้อนหลังไป 10 ปีผ่านมา พบว่าแนวโน้มการเกิดลดลงชัดเจนทุกปี จากปี 2558 มีเด็กเกิดใหม่ 736,352 คน จนมาที่แล้วเหลือเพียง 416,574 คน
มีการคาดการณ์จากทางการว่า หากประเทศไทยเรายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ภายในปี 2643 หรือราวๆ 74 ปีข้างหน้าโน้น ไทยจะเป็นหนึ่งใน 23 ประเทศของโลกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะดังกล่าวมากที่สุด จำนวนประชากรที่ลดลงอย่างมาก ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างมากรวมทั้งไทยด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ถูกท้าทายด้วยวิกฤตเด็กเกิดน้อยเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับอัตราการตายมากกว่าเกิด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 คือนับตั้งแต่ปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่ 544,570 คนเสียชีวิต 563,650 คน ปี 2565 เกิด 502,107 คน เสียชีวิต 595,965 คน ปี 2566 เกิด 517,934 คนเสียชีวิต 565,992 คน และปี 2567 เกิด 462,240 คนเสียชีวิต 571,646 คน
ขณะเดียวกัน ยังต้องเผชิญสถานการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้วเมื่อปี 2568 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่า จะมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างเงียบๆ และมันจะกลายเป็นวิกฤตคลื่นมนุษย์ขนาดใหญ่ในอนาคตจากผลกระทบที่จะตามมาทั้งขาดแคลนแรงงาน ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางสังคม ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าในอีก 60 ปีข้างหน้าจำนวนประชากรไทยจะลดลงจาก 66 ล้านคนเหลือเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และน่ากังวลมาก แต่ดูเหมือนว่า นโยบายของหลายๆ พรรคการเมืองที่เราเห็นหาเสียงกันอยู่ตอนนี้ แม้จะมองเห็นปัญหาเพราะมีอยู่บ้าง แต่กลับรู้สึกว่าวิกฤตเด็กเกิดน้อย ไม่ได้ถูกนำไปขับเน้นให้กลายเป็นนโยบายหลักๆหรือเป็นตัวชูโรงบนเวทีหาเสียงเพื่อให้สังคมเกิดความตระหนักถึงผลกระทบซึมลึกอย่างเป็นลูกโซ่ต่อสังคมไทยในอนาคต เท่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้น วิกฤตคลื่นมนุษย์ทั้ง 3 ลูกใหญ่ๆ นี้เป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมไทย และจากนี้ไปภาพรวมโครงสร้างของไทยจะหดเล็กลงตามลำดับ จึงต้องมีการวางแผนเอาไว้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ใช่คิดแจกเงินอย่างเดียวเพราะถ้าไม่มีมาตรการรับมือเชิงนโยบายที่เข้มแข็งและยั่งยืนแล้ว อีกไม่กี่ทศวรรษไทยไปต่อลำบากแน่

แผ่นดินไหวเมียนมา! ขนาด 5.9 ลึก 10 กม. ห่างเมืองแม่ฮ่องสอน ประมาณ 259 กม.
หวานซ่อนแซ่บ! เบียร์ เดอะวอยซ์ สลัดผ้าสวมบิกินีสีชมพูเว้าสูงปรี๊ด
บีบหัวใจแม่! ลูกสาวเหยื่อเครนมรณะที่โคราช เผยที่สุดท้ายพาแม่ไปไหว้ปู่ศรีสุทโธคำชะโนด
ระทึก! ไฟไหม้ท่อยางน้ำทิ้ง สะพานภูมิพลฯ ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย (มีคลิป)
‘ศุภจี’ นำทัพ ‘ภูมิใจไทย’ หาเสียง ‘ตลาดโชคชัย4’ พ่อค้า-แม่ค้า-ปชช.ให้กำลังใจสานงานต่อ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี