วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) ที่ประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนนในปีล่าสุด ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะตัวเลขที่น่ากังวลแต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างว่าแรงจูงใจในระบบรัฐของเรายังเปิดช่องให้การทุจริตมีความคุ้มค่าอยู่ เราอาจถกเถียงกันได้ว่าดัชนีเป็นเพียงการสะท้อนการรับรู้ แต่ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ “การรับรู้”คือความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นคือทุนสำคัญของประเทศ
ตลอดหลายปีที่ทำงานด้านเศรษฐศาสตร์การต่อต้านคอร์รัปชัน ผมเห็นชัดว่าเรามักแก้ปัญหานี้ในกรอบศีลธรรมมากเกินไป เราพูดถึงการลงโทษการเอาจริงเอาจัง และการจับกุม แต่ไม่ค่อยพูดถึงโครงสร้างแรงจูงใจ หากผลตอบแทนจากการโกงสูงกว่าความเสี่ยง ระบบกำลังส่งสัญญาณผิด และเมื่อสัญญาณผิด การโกงก็จะเกิดขึ้นอย่าง “มีเหตุผล” ภายใต้กติกานั้น
ในจังหวะที่ประเทศกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)หรือ ACT จึงได้มีจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ประกาศ 5 มาตรการปราบโกงอย่างชัดเจนในคำแถลงนโยบาย ตั้งแต่การตั้งกลไกระดับชาติที่วัดผลได้ การยกระดับธรรมาภิบาลสู่มาตรฐานสากล การทำให้กระทรวงเศรษฐกิจหลักเป็นต้นแบบความโปร่งใส การใช้เทคโนโลยีปิดช่องโกง ไปจนถึงการสร้างภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและลดแรงจูงใจในการทุจริต
แม้รายละเอียดของแต่ละมาตรการจะแตกต่างกัน แต่แก่นร่วมคือการเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงเพิ่มบทลงโทษ
ในบรรดาข้อเสนอเหล่านี้ การยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะ OECD ไม่ได้วัดเพียงว่าประเทศมีกฎหมายหรือไม่ แต่ดูว่าระบบความซื่อตรงภาครัฐ (Public IntegritySystem) ทำงานจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องการเอาผิดนิติบุคคล การควบคุมสินบนข้ามชาติ การเปิดเผยข้อมูล และการยอมรับการประเมินจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องสถานะ หากคือการยอมให้ระบบของเราถูกตรวจสอบในระดับสากลและต้องพิสูจน์ว่ากลไกป้องกันคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพจริง นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่แตกต่างจากการปฏิรูปภายในล้วนๆ เพราะมาตรฐานภายนอกทำหน้าที่เป็น “วินัยเชิงสถาบัน” บังคับให้ประเทศต้องรักษาความต่อเนื่องของการปฏิรูป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลคือ หากเรามอง OECD เป็นเพียงเป้าหมายเชิงภาพลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจจริงเราอาจผ่านขั้นตอนทางเทคนิคบางอย่างได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนระบบภายในให้เข้มแข็งขึ้น การยกระดับมาตรฐานจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการตัดสินใจการลดดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น และการเปิดเผยข้อมูลอย่างแท้จริง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะได้เป็นสมาชิก OECD เมื่อใด แต่คือเราจะใช้กระบวนการนั้นเป็นโอกาสในการออกแบบประเทศใหม่หรือไม่ หากแรงกดดันจากมาตรฐานสากลถูกใช้ควบคู่กับข้อเสนอเชิงระบบของACT อย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่เพียงได้สถานะใหม่ หากได้โครงสร้างธรรมาภิบาลที่แข็งแรงขึ้นจริง
แต่หากเราไม่เปลี่ยนแรงจูงใจ ต่อให้มีคณะกรรมการเพิ่มอีกชุด หรือเข้าร่วมองค์กรระดับโลกอีกแห่ง เราอาจยังถกเถียงเรื่องคะแนน CPI เหมือนเดิมในอีกสิบปีข้างหน้า
การต้านคอร์รัปชันแบบเป็นรูปธรรมจึงไม่ใช่เรื่องคำประกาศ หากคือการออกแบบกติกาใหม่ให้การโกง “ไม่คุ้มค่า” ตั้งแต่ต้นทางและถ้าเรากล้าใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและกระบวนการเข้า OECD ให้เป็นจุดเปลี่ยน นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ
รศ.ดร.ต่อตระกูล - รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้
#Saveแม่ทัพภาค4 นักเขียนดัง ยกวาทะ ฝานฉางอวี้ สอนใจพวกหลงผิด!
พายุฤดูร้อน-ลูกเห็บ ถล่มอ่วม 2 อำเภอนครพนม แผงลอยตลาด-หลังคาบ้านปลิวว่อน
โลกฝากความหวังปักกิ่ง! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เจาะลึกสงครามอิหร่าน-ยุทธศาสตร์ทางเลือกที่สาม
โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี