วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) ที่ประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนนในปีล่าสุด ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะตัวเลขที่น่ากังวลแต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างว่าแรงจูงใจในระบบรัฐของเรายังเปิดช่องให้การทุจริตมีความคุ้มค่าอยู่ เราอาจถกเถียงกันได้ว่าดัชนีเป็นเพียงการสะท้อนการรับรู้ แต่ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ “การรับรู้”คือความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นคือทุนสำคัญของประเทศ
ตลอดหลายปีที่ทำงานด้านเศรษฐศาสตร์การต่อต้านคอร์รัปชัน ผมเห็นชัดว่าเรามักแก้ปัญหานี้ในกรอบศีลธรรมมากเกินไป เราพูดถึงการลงโทษการเอาจริงเอาจัง และการจับกุม แต่ไม่ค่อยพูดถึงโครงสร้างแรงจูงใจ หากผลตอบแทนจากการโกงสูงกว่าความเสี่ยง ระบบกำลังส่งสัญญาณผิด และเมื่อสัญญาณผิด การโกงก็จะเกิดขึ้นอย่าง “มีเหตุผล” ภายใต้กติกานั้น
ในจังหวะที่ประเทศกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)หรือ ACT จึงได้มีจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ประกาศ 5 มาตรการปราบโกงอย่างชัดเจนในคำแถลงนโยบาย ตั้งแต่การตั้งกลไกระดับชาติที่วัดผลได้ การยกระดับธรรมาภิบาลสู่มาตรฐานสากล การทำให้กระทรวงเศรษฐกิจหลักเป็นต้นแบบความโปร่งใส การใช้เทคโนโลยีปิดช่องโกง ไปจนถึงการสร้างภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและลดแรงจูงใจในการทุจริต
แม้รายละเอียดของแต่ละมาตรการจะแตกต่างกัน แต่แก่นร่วมคือการเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงเพิ่มบทลงโทษ
ในบรรดาข้อเสนอเหล่านี้ การยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะ OECD ไม่ได้วัดเพียงว่าประเทศมีกฎหมายหรือไม่ แต่ดูว่าระบบความซื่อตรงภาครัฐ (Public IntegritySystem) ทำงานจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องการเอาผิดนิติบุคคล การควบคุมสินบนข้ามชาติ การเปิดเผยข้อมูล และการยอมรับการประเมินจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องสถานะ หากคือการยอมให้ระบบของเราถูกตรวจสอบในระดับสากลและต้องพิสูจน์ว่ากลไกป้องกันคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพจริง นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่แตกต่างจากการปฏิรูปภายในล้วนๆ เพราะมาตรฐานภายนอกทำหน้าที่เป็น “วินัยเชิงสถาบัน” บังคับให้ประเทศต้องรักษาความต่อเนื่องของการปฏิรูป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลคือ หากเรามอง OECD เป็นเพียงเป้าหมายเชิงภาพลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจจริงเราอาจผ่านขั้นตอนทางเทคนิคบางอย่างได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนระบบภายในให้เข้มแข็งขึ้น การยกระดับมาตรฐานจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการตัดสินใจการลดดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น และการเปิดเผยข้อมูลอย่างแท้จริง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะได้เป็นสมาชิก OECD เมื่อใด แต่คือเราจะใช้กระบวนการนั้นเป็นโอกาสในการออกแบบประเทศใหม่หรือไม่ หากแรงกดดันจากมาตรฐานสากลถูกใช้ควบคู่กับข้อเสนอเชิงระบบของACT อย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่เพียงได้สถานะใหม่ หากได้โครงสร้างธรรมาภิบาลที่แข็งแรงขึ้นจริง
แต่หากเราไม่เปลี่ยนแรงจูงใจ ต่อให้มีคณะกรรมการเพิ่มอีกชุด หรือเข้าร่วมองค์กรระดับโลกอีกแห่ง เราอาจยังถกเถียงเรื่องคะแนน CPI เหมือนเดิมในอีกสิบปีข้างหน้า
การต้านคอร์รัปชันแบบเป็นรูปธรรมจึงไม่ใช่เรื่องคำประกาศ หากคือการออกแบบกติกาใหม่ให้การโกง “ไม่คุ้มค่า” ตั้งแต่ต้นทางและถ้าเรากล้าใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและกระบวนการเข้า OECD ให้เป็นจุดเปลี่ยน นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ
รศ.ดร.ต่อตระกูล - รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี