วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเกียรติให้ไปร่วมเสวนาในหัวข้อ “The Trust Blueprint: Designing Integrity for Thailand’s Future” บนเวที The Standard Economic Forum ร่วมกับศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, รองผู้ว่าฯ กทม. ศานนท์ หวังสร้างบุญ และมีคุณเคน นครินทร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนั้นเราแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้งถึงคำถามที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูปต่อต้านคอร์รัปชัน
“เราจะออกจากยุคของการจับคนโกง ไปสู่ยุคของการออกแบบระบบที่โกงไม่ได้อย่างไร?”
เพราะตราบใดที่เรายังมอง “คอร์รัปชัน” เป็นเพียงปัญหาศีลธรรมของปัจเจก เราก็จะติดอยู่ในวงจรเดิมของการ “จับให้ได้ ไล่ให้ทัน” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และมักจบลงด้วยความเหนื่อยล้าและความไม่เชื่อถือของประชาชน แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองมาเป็นโจทย์เชิงระบบ โดยถามว่า “เราจะออกแบบกติกาให้โกงไม่ได้ตั้งแต่ต้นได้อย่างไร?” เราอาจพบว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างคนดีเท่านั้น แต่อาจเริ่มจากการสร้างระบบที่ดีให้คนธรรมดาทำสิ่งถูกต้องได้ง่ายขึ้น
เรื่องที่คุยกันไปนี้สอดคล้องกับ บทความ “หยุดโกงใน 100 วัน” ของผมที่เผยแพร่ออกไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนพอดี และที่น่าสนใจคือ มีหลายเสียงถามกลับมาว่า แนวคิดนี้ฟังดูดีแต่จะทำได้จริงหรือ? รัฐบาลไหนจะกล้าแตะผลประโยชน์เก่าๆ ภายในเวลาเพียงสามเดือน? และถ้าจะทำจริง จะเริ่มจากตรงไหนก่อน? คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำถามธรรมดา แต่สะท้อนความจริงของสังคมไทยที่เริ่มหมดศรัทธาในคำว่า“ปฏิรูป” เพราะเราได้ยินคำนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
ผมจึงเริ่มคิดว่า หรือสิ่งที่เรายังขาดอยู่ไม่ใช่ “ความตั้งใจ” แต่คือ “คู่มือ” ที่จะทำให้ความตั้งใจเหล่านั้นลงมือได้จริง เรามีรายงาน มีนโยบาย และมีแผนยุทธศาสตร์มากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นมักเต็มไปด้วยภาษาทางเทคนิคและกลไกเชิงนโยบายที่ซับซ้อน จนคนที่ต้องลงมือจริงไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทุกอย่างก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ เหมือนพยายามต่อจิ๊กซอว์โดยไม่มีภาพต้นแบบ สุดท้ายความพยายามดีๆ ก็กลายเป็นเพียงเอกสารในชั้นหนังสือ
สิ่งที่ผมอยากเห็นจึงไม่ใช่รายงานชิ้นใหม่ แต่คือ “คู่มือรัฐบาลที่อยากโปร่งใสจริง” ที่พูดด้วยภาษาของการลงมือ ไม่ใช่ภาษาของการประกาศเจตจำนง มันจะไม่อธิบายว่าคอร์รัปชันคืออะไร เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคือปัญหา แต่จะพูดให้เห็นว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศวันนี้ ตั้งใจจริงที่จะหยุดโกง เขาสามารถเริ่มได้จากตรงไหนก่อน และในเวลาเพียง 100 วัน จะทำให้ประชาชนเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ผมจึงมีความคิดอยากเขียนหนังสือที่เป็น “ภาคสนาม” มากกว่าห้องเรียน ไม่ใช่การวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นการจัดลำดับการลงมือในช่วงเวลาที่จำกัดที่สุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มองเห็นได้จริง เช่นเดียวกับประเทศที่เคยเริ่มจากศูนย์แต่ลุกขึ้นสร้างระบบโปร่งใสได้ภายในไม่กี่เดือนอย่างเกาหลีใต้ เอสโตเนีย และอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขาเริ่มจากการออกแบบระบบ ไม่ใช่จากคำขวัญ
ในหัวของผมตอนนี้ หนังสือ หยุดโกงใน 100 วันน่าจะเดินเรื่องผ่าน “เส้นเวลา 100 วัน” เหมือนการวางแผนงานของรัฐบาลจริง แบ่งออกเป็น 5 ช่วงหลัก ช่วงแรกคือ10 วันแรกของการ “ตั้งหลัก” ตั้งหน่วยยุทธศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชันในทำเนียบรัฐบาล และประกาศนโยบาย “Open by Default – เปิดทุกอย่างที่เปิดได้” เพื่อเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง
ต่อมาคือ 30 วันแรกที่ต้อง “ตัดวงจรโกง” ที่ฝังรากเช่น ทบทวนกฎหมายล้าสมัย เปิดสัญญารัฐทั้งหมด และสร้างฐานข้อมูลผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเพื่อเชื่อมโยงผลประโยชน์ข้ามภาคส่วน จากนั้น 60 วันถัดมา รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่ ตั้ง “ห้องทดลองสาร”เพื่อออกแบบการสื่อสารต่อต้านคอร์รัปชันที่ใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่คำขวัญทางศีลธรรม และเมื่อครบ 100 วัน รัฐบาลต้องประกาศรายงานต่อสาธารณะว่า อะไรทำได้แล้ว อะไรยังค้าง และอะไรต้องเดินหน้าต่อ พร้อมเปิดเผยตัวชี้วัดโปร่งใสของทุกกระทรวงแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนติดตามได้ด้วยตนเอง
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงภาพรวม ไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด แต่จุดสำคัญคือ “มันทำได้” และถ้าทำจริง จะสร้างแรงกระเพื่อมในระบบราชการอย่างมหาศาล เพราะทุกคนจะเริ่มเห็นว่า ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป
สิ่งที่ผมตั้งใจที่สุดคือ หนังสือเล่มนี้จะไม่พูดด้วยน้ำเสียงของการตำหนิหรือกล่าวหา เพราะการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการชี้นิ้ว แต่ต้องเริ่มจากการร่วมมือ ผมเชื่อว่าการหยุดโกงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหาคนดี แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบที่ทำให้โกงไม่ได้ คอร์รัปชันจะลดลงเมื่อสังคมออกแบบกลไกให้ทุกการใช้อำนาจเปิดเผยตรวจสอบได้ และมีต้นทุนสูงพอสำหรับผู้ที่คิดจะทุจริต
หนังสือเล่มนี้จึงอยากเป็น “สมุดคู่ใจของคนทำงานที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น” มากกว่า “สมุดบันทึกของคนที่กล่าวโทษผู้อื่น” มันจะใช้โทนเสียงที่สร้างสรรค์และอบอุ่น เพื่อเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนรู้สึกว่า การหยุดโกงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นงานของคนทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดตั้งต้น ผมยังไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือจริงจัง เพราะอยากฟังเสียงของสังคมก่อน ว่าเราควรมีหนังสือแบบนี้หรือไม่ ถ้ามี จะเขียนอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ ข้าราชการ หรือประชาชน และที่สำคัญ คุณอยากเห็นประเด็นอะไรอยู่ใน “100 วันหยุดโกง” ของรัฐบาลใหม่บ้าง?
เราอยากให้มันพูดถึงระบบราชการที่ช้าและซ้ำซ้อนหรือไม่? อยากให้มีบทว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลภาครัฐแบบเรียลไทม์ไหม? หรืออยากให้เน้นเรื่องการสร้างจิตสำนึกในภาคประชาชนมากกว่า? ทุกเสียงสำคัญเท่ากัน เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือของใครคนเดียว แต่คือหนังสือของสังคมที่อยากเห็นประเทศเดินหน้าอย่างโปร่งใส
ผมเชื่อว่าการหยุดโกงจะไม่เกิดขึ้นเพราะเรามีคนดีเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมกันสร้างระบบที่โกงไม่ได้ด้วย หยุดโกงใน 100 วัน อาจเป็นเพียงแบบร่างแรกของความพยายามนั้น แต่ถ้าเราช่วยกันตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็นและร่วมกันออกแบบ มันอาจกลายเป็น “หนังสือเล่มเล็กที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของประเทศ” ได้จริงๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของเราทุกคน และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนทั้งสังคมเริ่มพูดเรื่องเดียวกัน เรื่องของ “ระบบที่โกงไม่ได้”
แล้วคุณล่ะ คิดว่าใน 100 วันแรก รัฐบาลควรเริ่มหยุดโกงจากตรงไหนก่อน?
โดย ต่อภัสสร์ ยมนาค

13 ข้อการแสดงพิธีเปิด‘ซีเกมส์’ครั้งที่33 ช่างภาพชื่อดังเหน็บ Iconic ทุกซีน
รวบ17คนไทย แอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปตกลับไทยกลางดึก
‘วี วิโอเลต’แจงสาเหตุร้องเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ เสียใจถูกทำลายภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี อาชีพ
เปิดภาพ'ปราสาทตาควาย'พังยับ โซเชียลแห่เมนต์ไม่สนเศษหิน ขอแค่ทหารปลอดภัยได้แผ่นดินคืน
ฉะ‘เขมร’ละเมิดกติกาสากล นำครอบครัวร่วมภารกิจ-ใช้โบราณสถานเป็นฐานทหาร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี