วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
การก้าวข้ามจากปี 2568 มาสู่ปี 2569ของสังคมไทย ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนปฏิทิน หากคือการก้าวผ่านปีที่ทิ้งร่องรอยบาดแผลลึกจากปัญหาคอร์รัปชันไว้กับประเทศ ปีที่ทำให้เห็นชัดว่า คอร์รัปชันไทยไม่ใช่เรื่อง “คนโกงไม่กี่คน” แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นระบบ และเป็นเครือข่ายที่ฝังตัวอยู่ในอำนาจรัฐ เศรษฐกิจ และกระบวนการยุติธรรม
ตลอดปีที่ผ่านมา รายงาน “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” ของ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกบิดเบือน การโกงเงินวัดที่ทำลายศรัทธาทางศาสนา การทุจริตในโรงพยาบาลที่กระทบคุณภาพการรักษา ไปจนถึงการรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐ เครือข่ายทุนเทา และธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ
ข่าวเหล่านี้ไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเงิน หากแต่บ่อนทำลาย “ความไว้วางใจ” ของประชาชนต่อรัฐและกติกาของสังคม เมื่อผู้บงการในคดีใหญ่จำนวนมากไม่ต้องรับโทษเมื่อการบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งคำถามว่าเลือกปฏิบัติ หลักนิติรัฐย่อมสั่นคลอน และความมั่นใจของผู้คนต่ออนาคตประเทศก็ลดลงตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง บรรยากาศการเมืองก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มไปด้วยนโยบาย “ต้านโกง” จากพรรคการเมืองหลากหลายพรรค สิ่งที่เห็นตรงกันคือ ทุกพรรคเชื่อว่าเทคโนโลยีคือคำตอบ ไม่ว่าจะเป็น AI, Open Data หรือระบบตรวจสอบออนไลน์ แต่บทเรียนจากปี 2568 ชี้ชัดว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเงื่อนไขจำเป็น ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ
หัวใจของปัญหาคือการไม่รู้ว่าใครคือ “เจ้าของตัวจริง” ของอำนาจและผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่หลังบริษัท นอมินี และโครงสร้างทางธุรกิจ หากรัฐยังไม่สามารถบังคับใช้การเปิดเผยผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริงได้อย่างจริงจัง ต่อให้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงการไล่จับปลายทาง ขณะที่ทุนเทายังคงปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบ และหลบหนีได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้หรือข้อเสนอด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา มีการศึกษา ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมาตรการที่ออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ จากภาคประชาชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็น “เมนูนโยบาย” ได้ทันที หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่จริงจัง
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าความล้มเหลวของมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบที่ผิดพลาด หากเกิดจากการไม่ถูกนำไปใช้ ใช้แบบขอไปที หรือเลือกใช้ตามอำเภอใจ และในหลายกรณีถูกขัดขวางโดยผู้มีอำนาจที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน มาตรการที่เข้มงวดเกินไปโดยไม่คำนึงถึงภาระของผู้ปฏิบัติ ก็อาจทำให้ระบบหยุดชะงักและไม่ยั่งยืน
บทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การจับคนโกงติดคุกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะไม่มีหลักประกันว่าคนใหม่ที่เข้ามาแทนจะไม่โกง หากระบบราชการ กติกาการใช้อำนาจ และการตรวจสอบภายในยังเปิดช่องอยู่เหมือนเดิม การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการลงโทษเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันเชิงระบบ ทำให้การโกงยากขึ้น เสี่ยงขึ้น และไม่คุ้มตั้งแต่ต้นทาง
หากพรรคการเมืองต้องการเสนอนโยบายต้านโกงอย่างจริงจัง หลักคิดสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจากจุดที่ทำได้จริง มีแรงต้านน้อย และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชน เพราะนั่นคือพื้นที่ที่พลังสังคมจะช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จได้ นอกจากนี้ เจตจำนงทางการเมืองยังคงเป็นหัวใจ ผู้นำต้องเข้าใจปัญหา รู้ลำดับความสำคัญ และสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมาว่าจะทำอะไร อย่างไร และเมื่อใด
เทคโนโลยีสามารถช่วยลดดุลพินิจ ลดโอกาสการเรียกรับสินบน และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบได้จริง แต่จะไร้ความหมายทันที หากไม่มาพร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ให้ประชาชน สื่อ และภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกัน การปราบโกงก็ไม่อาจเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพียงลำพัง หากต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานด้านการเงิน ภาษี การเลือกตั้ง และกลไกตรวจสอบในรัฐสภา
ในระยะยาว หากประเทศไทยหวังจะยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลให้ทัดเทียมนานาชาติ การปรับตัวให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ OECD ก็เป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับกติกาใหม่ด้านความโปร่งใส หลักนิติรัฐ และความรับผิดรับชอบของรัฐในระดับสากล
หากจะถามว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ง่ายที่สุดในวันนี้คืออะไร คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ การเปิดข้อมูลอย่างครบถ้วนและเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่การเปิดเอกสารเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเปิดข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้ ตรวจสอบย้อนหลังได้ และนำไปใช้ได้จริง
ข้อเสนอเรื่อง “25 ชุดข้อมูลเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน” ที่เสนอโดย HAND Social Enterprise จึงเป็นจุดตั้งต้นที่เป็นรูปธรรมที่สุด ตั้งแต่ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างงบประมาณ สัมปทาน ใบอนุญาต บริษัทและผู้ถือหุ้น ไปจนถึงข้อมูลทรัพย์สิน ผลประโยชน์ทับซ้อน และกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย หากข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดอย่างเป็นระบบ ประเทศจะไม่ต้องพึ่ง “คนดี” เพียงอย่างเดียว แต่จะมีโครงสร้างที่ทำให้คนโกงซ่อนตัวยากขึ้น และเปิดโอกาสให้สังคมร่วมกันเฝ้าระวังได้จริง
สวัสดีปีใหม่ 2569 จึงไม่ควรเป็นเพียงคำอวยพร หากควรเป็นคำถามใหญ่ที่ส่งไปถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่า จะยังขายความหวังด้วยคำว่า “ต้านโกง” แบบเดิม หรือจะกล้าหยิบบทเรียนและองค์ความรู้ที่สังคมไทยสั่งสมมาแล้ว นำไปแปลงเป็นนโยบายที่ทันสมัย จับต้องได้ และใช้ได้จริง เพื่อทำให้การโกงยากขึ้น เสี่ยงขึ้น และไม่คุ้มอีกต่อไป เพราะอนาคตของประเทศ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในวันนี้ มากกว่าคำสัญญาใดๆ บนเวทีหาเสียง
รศ.ดร.ต่อตระกูล - รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก
ถาวร ซัดขบวนการสีเทา รุกล้ำอำนาจรัฐ เชื่อมทุนการเมือง เตือนปชช.อย่าขายเสียงแลกเศษเงิน
ด่วน!! จับ เฉิน จื้อ เจ้าของอาณาจักรปรินซ์กรุ๊ป เตรียมส่งตัวจากกัมพูชากลับจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี