วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
เห็นใจรัฐบาลชุดใหม่ ที่ยังไม่ทันได้ทำอะไร งานใหญ่เรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ซึ่งจะก่อผลกระทบตามมาอีกยาวนานและหนักหน่วง ซึ่งตอนนี้ เร่งแก้ปัญหากันจนขาขวิด
1) ที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีมติให้กระทรวงพลังงานไปเร่งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ให้มีการนำส่งกำไรส่วนเกินในกรณีพิเศษจากค่าการกลั่น ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเป็นการช่วยลดภาระให้ประชาชนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันแพง พร้อมเร่งทำรายละเอียดตัวเลขต้นทุนและรายได้ที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นต่างๆ เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณว่า จะสามารถส่งผ่านกลไกความช่วยเหลือในครั้งนี้ ไปยังราคาขายปลีกน้ำมันเพื่อช่วยลดผลกระทบให้ประชาชนในทันที
2) ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า พยายามเจรจากับโรงกลั่นและนำตัวเลขต่างๆ มาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงาน ทราบว่าทุกรายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยหวังว่าจะได้ข้อสรุปให้เร็วที่สุด ส่วนมีแนวโน้มจะได้ลดราคาใช่หรือไม่อยู่ระหว่างดูตัวเลขและพยายามเจรจาลดราคา แต่ก็ต้องให้โรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ ไม่ใช่บีบบังคับ หากเขารู้สึกว่าขายแล้วไม่คุ้มค่าการกลั่นแล้วหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา จะยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานมามั่นใจว่าปริมาณน้ำมันจะเพียงพอ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาทแต่อุ้มตรงนี้ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นเป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากขอความร่วมมือจากประชาชน คือ การใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้นในช่วงที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้ เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าน้ำมันและไม่มีทรัพยากรประเภทนี้อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100%
3) เรื่องนี้ทำให้ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า“ถอดบทเรียน 2551 ว่าด้วยการบริหารในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง ในการถกเถียงกันเรื่อง “ค่าการกลั่น” ผมขอนำข้อมูลเสนอเผื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านเอกนิติ และ คตร. เพราะเห็นสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดแล้วเป็นห่วงวิธีคิดของรัฐบาล คือการที่รัฐบาลกลัวถึงขั้นว่าเขาจะหยุดกลั่นนั้น ผมว่าเกินเลยไปมาก ผมพบรายงานของ “สถาบันบริหารกองทุนนํ้ามัน” ได้รายงานสถานการณ์วิกฤตพลังงานช่วงเดือน ก.ค. 2551 น่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบกับสถานการณ์วันนี้อย่างมาก
ช่วงนั้น (เดือน ก.ค. 2551) ราคานํ้ามันพุ่งสูงขึ้นนํ้ามันดิบดูไบราคา 137 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล(สูงกว่าวันนี้ ที่มีราคา 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) สาเหตุเพราะช่วงนั้นจีนใช้นํ้ามันมากขึ้น และมีข่าวลือว่าอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน แต่ราคาหน้าโรงกลั่นช่วงนั้นอยู่ที่เพียง 36.65 บาทต่อลิตร (เทียบกับวันนี้ 55.67 บาทต่อลิตร) และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 42.24 บาท (วันนี้
50.54 บาท) ทั้งๆ ที่กองทุนนํ้ามันตอนนั้นแทบไม่ต้องทำงาน มีการชดเชยเพียง 1.57 บาทต่อลิตร (วันนี้ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร) ราคานํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ประมาณ 7% แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับถูกกว่าวันนี้ถึง 19 บาทต่อลิตร หรือถูกกว่า 34% เพราะอะไรที่นํ้ามันดิบวันนั้นแพงกว่าวันนี้ แต่ราคาทั้งหน้าโรงกลั่น และหน้าปั๊มกลับถูกกว่าวันนี้มาก โดยไม่ต้องชดเชย
คำตอบคือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษีสรรพสามิตปี 2551 อยู่ที่เพียง 2.40 บาทต่อลิตร (วันนี้ 6.92 บาทต่อลิตร)และที่สำคัญคือ “ค่าการกลั่น” เมื่อปี 2551 อยู่ที่เพียง 2.27 บาทต่อลิตร ในขณะที่ตอนนี้อยู่ที่ 15.99 บาทต่อลิตร วันนี้จะอ้างว่าค่าการกลั่นแพงเพราะต้นทุนนํ้ามันดิบสูงขึ้น มันคนละเรื่องกัน และหลักฐานก็ชัดเจนว่าเมื่อปี 2551 นํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ แต่ค่าการกลั่นตํ่ากว่ากันมากมาย ส่วนต้นทุนการกลั่นที่แท้จริง ระหว่างวันนั้นถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้ คตร.ควรเอาไปพิจารณาครับ ด้วยสถานการณ์โลกที่ราคานํ้ามันต้องแพงขึ้นไม่มีใครเถียง แต่ชัดเจนว่าไม่ควรจะแพงขึ้นถึงขนาดนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะภาษี หรือเพราะค่าการกลั่น อย่าไปยอมให้เขาขู่ว่าจะปิดโรงกลั่นนะครับ”
4) ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า จะหารือกับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการกำหนดค่าการกลั่นที่เหมาะสมในภาวะวิกฤต โดยดึงโรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบด้วยการลดค่าการกลั่นนำไปลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง หลังจากค่าการกลั่นเดือน มี.ค.อยู่ที่ 7.23 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ.อยู่ที่ 2.09 บาท/ลิตร
นายเอกนัฏ กล่าวว่า หากโรงกลั่นให้ความร่วมมือส่งเงินกำไรส่วนเกินคืนกลับมา จะสามารถนำมาลดราคาหน้าปั๊มลงทันที เพราะเราจะไม่นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปชดเชยราคาดีเซลแล้ว
“ถ้าโรงกลั่นไม่ให้ความร่วมมือ จะใช้อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ในฐานะประธาน กบง.สั่งให้โรงกลั่น กดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาท/ลิตร ทันทีก่อนเลย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนค่าการกลั่นเดือน เม.ย.ที่พุ่งไปอยู่ที่ 15.99 บาท/ลิตร สูงขึ้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ อาจจะดูเป็นรอบสัปดาห์ ถ้าโรงกลั่นไม่สามารถอธิบายต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ค่าประกันความเสี่ยงได้ชัดเจน แล้วโรงกลั่นยังมีกำไรส่วนเกิน จะให้โรงกลั่นกดราคาหน้าโรงกลั่นลงอีก ถ้าโรงกลั่นไม่ยอม แล้วจำเป็นต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ก็ต้องใช้ เพื่อแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นขณะนี้ไม่ได้มาจากต้นทุนน้ำมันที่นำเข้าแพงขึ้นเท่านั้น แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้ทั่วโลกมีความต้องการน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปมากกว่าปกติ แต่ประเทศไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง ไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ 6 โรงกลั่นต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่บีบให้คนไทยต้องใช้ราคาน้ำมันดีเซลที่กลั่นเองในราคาอ้างอิงตามตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นราคาที่แพงมาก และแพงกว่าราคาน้ำมันดิบอีก
“สถานการณ์การนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนดในเดือนพ.ค. จะประเมินความจำเป็นในการใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ เช่น การกำหนดเวลาเปิดและปิดห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน เพื่อลดการใช้พลังงานในประเทศ เป็นต้น”
5) รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความเห็นต่อสถานการณ์วิกฤตโลกที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยระบุว่า โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทำให้ไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงแรงกระทบจากภายนอกได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าประเทศได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่คือ “ความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบ” ซึ่งในกรณีของประเทศไทย มองว่ายังสามารถประคับประคองสถานการณ์ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงภาวะปกติได้ ทั้งในด้านเศรษฐกิจมหภาค การดำรงชีวิตของประชาชน และเสถียรภาพโดยรวมของสังคม สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการรักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่บางฝ่ายนำสถานการณ์วิกฤตมาใช้เป็น “พื้นที่ทางการเมือง” เพื่อสร้างความได้เปรียบทางวาทกรรม โดยละเลยความซับซ้อนของปัญหา และอาจนำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งไม่เพียงไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่ยังซ้ำเติมความไม่ไว้วางใจในสังคม และเพิ่มระดับความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
“ในช่วงเวลาที่เปราะบาง สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุด คือ วุฒิภาวะทางการเมือง” รศ.ดร.โอฬาร ระบุ พร้อมชี้ว่า แม้การตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อมูล ความรับผิดชอบ และเจตนาที่สร้างสรรค์ มากกว่าการสร้างกระแสหรือคะแนนนิยมระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังเสนอว่า สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีความเป็นไปได้ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับข้อจำกัดของสถานการณ์ ทั้งด้านงบประมาณ โครงสร้างรัฐ และบริบทระหว่างประเทศ โดยชี้ว่าความสำเร็จของการแก้ไขวิกฤตจะถูกพิสูจน์ผ่าน “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”ในชีวิตของประชาชน มากกว่าคำพูดหรือวาทกรรมทางการเมือง
ท้ายที่สุด รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า หากทุกฝ่ายลดท่าทีเผชิญหน้า เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันแสวงหาทางออกบนฐานความเป็นจริง ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งยกระดับความเข้มแข็งของระบบการเมืองและสังคมในระยะยาว โดยมองว่าวิกฤตไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารประเทศและการยึดประโยชน์ส่วนรวมเหนือความขัดแย้งทางการเมือง
สรุป :
1. เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ
2. เช่นกันว่า ภาคส่วนต่างๆ ก็มิได้เพิกเฉย
3. อาจมีพวก “ฉวยโอกาสโจมตีทางการเมือง” บ้าง แต่ประชาชนก็แยกแยะได้
4. รัฐบาลมีความสามารถในการรับฟัง เลือกวิธีการใช้อำนาจ และขอความร่วมมือ กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้เพียงใด โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ “กำไร” จากสภาวะนี้
รอดูกันว่า “ความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบ” ของรัฐบาลอนุทินจะมีมากน้อยเพียงใด และจะนำพาประชาชนคนไทยรอดพ้นวิกฤตไปได้หรือเปล่า
จิตกร บุษบา

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ
คลิปหนุ่มตื่นเต้นจับใบดำ-ใบแดง ร่างกายอ่อนปวกเปียก เจ้าหน้าที่ต้องหิ้วปีก สุดท้ายจับได้...
สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ไทยจ่อตีแผ่ฐานสแกมเมอร์ ชี้เป็นภัยคุกคามสากล
ทรัมป์โพสต์เดือด อารยธรรมอิหร่านจะล่มสลายในคืนนี้
ดร.มาโนชญ์ ชำแหละทรัมป์ ขู่ทำลายอารยธรรม ทำการเมืองเป็นเรื่องศาสนา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี