วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อพูดถึงโครงการ “แลนด์บริดจ์” ที่รัฐบาลพยายามรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอยู่ในขณะนี้ ขอขีด “เส้นใต้บรรทัด” ไว้ที่คำว่า“ชั่งน้ำหนัก” หากผิดพลาดที่สิ่งที่ อ่าวไทยทะเลอันดามัน และพื้นที่ภาคใต้ของราชอาณาจักรไทย อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
1) ปวริศ อนุสรณ์พานิช นักวิชาการอิสระ ขมวดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ไว้อย่างกระชับ และมีประเด็นที่ชัดเจน ภายใต้หัวข้อ “เส้นทางเศรษฐกิจใหม่ หรือแค่สวรรค์นายทุน” ว่า
“แลนด์บริดจ์” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมต่อระหว่างทะเลฝั่งอ่าวไทย (จ.ชุมพร) กับทะเลฝั่งอันดามัน(จ.ระนอง) ผ่านการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ชายฝั่งเส้นทางขนส่งระบบราง (รถไฟทางคู่) เส้นทางขนส่งทางท่อลำเลียง และโครงข่ายถนนตัดตรง (ซูเปอร์มอเตอร์เวย์) ตัดผ่านระยะทางประมาณกว่า 90 กิโลเมตร เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย และลดระยะเวลาการขนส่ง ที่ปัจจุบันต้องเดินทางอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา
อภิมหาเมกะโปรเจกต์โครงการนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นแผนงานที่มีมานานแล้วในหลายรัฐบาลก่อนหน้า
แต่ยังไม่เคยได้เกิดขึ้นจริง จนกระทั่งหลายเดือนที่ผ่านมา ถูกหยิบยกขึ้นมาผลักดันอีกครั้ง เพื่อหวังผลให้โครงการนี้เกิดขึ้น และได้เริ่มต้นดำเนินการในระยะเร่งด่วน
หากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่า “โครงการแลนด์บริดจ์” ยังมีประเด็นที่ต้องใช้เวลาพิจารณา กับข้อคำถามเชิงนโยบายที่สำคัญ ถึงปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมือง และทุนขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบาย และระบบกำกับดูแลของภาครัฐเป็นสำคัญ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุม ในการออกกฎหมายควบคุมกิจการ และไม่ควรรีบเร่งดำเนินการจนเกินไป
เหตุผลที่สังคมกังวลว่า โครงการลักษณะนี้ หากขาดกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจเอื้อประโยชน์ต่อภาคทุน
ประการแรก : ขนาดของเงินลงทุนที่มหาศาล ประมาณการมูลค่า 1 ล้านล้านบาทส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องพึ่งพาการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนรายใหญ่ รวมถึงงบประมาณสมทบจากทุนต่างชาติ ซึ่งย่อมมีอำนาจการต่อรองที่สูง
ประการที่สอง : โครงสร้างรายได้ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการท่าเรือ ธุรกิจโลจิสติกส์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่โดยรอบ อาจตกอยู่กับผู้ได้รับสัมปทานผูกขาดในระยะยาว หากขาดการออกแบบที่รัดกุม อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนผู้เสียภาษี
ประการที่สาม : ด้วยงบประมาณโครงการที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้อาจมีการเปิดโอกาส “ตั้งงบประมาณเร่งด่วน” ที่อาจมีความเสี่ยงต่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
ประการที่สี่ : โครงการนี้มีขนาดมหาศาล เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินจำนวนมาก หากกระบวนการเวนคืนและชดเชยไม่เป็นธรรมอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมและในขณะเดียวกัน ถ้าหากกระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาดำเนินการภาคส่วนเอกชนขาดความโปร่งใส หรือไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง ก็จะยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่ห้า : ปัจจัยทางด้านดินแดนและความมั่นคง ที่ต้องหารืออย่างเข้มข้น และรอบคอบ ระหว่างรัฐบาล กับ 4 เหล่าทัพ ตลอดจนภาคราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงควรมีการทำประชามติเพื่อสำรวจความเห็นชอบจากประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการลงทุนมหาศาล กับศักยภาพในการทำกำไรได้ในอนาคต หลังจากการก่อสร้างเส้นทาง
แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้ หากภาครัฐดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาลคือ มีการแต่งตั้งคณะดำเนินงานอย่างรอบคอบ ถูกต้องตามคุณสมบัติความเชี่ยวชาญ มีการ
กำหนดสัดส่วนผลตอบแทนของรัฐอย่างเหมาะสมมีการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงโครงการกับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการกระจายสิทธิประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
สิ่งที่น่าห่วง คือ ความรอบคอบของ คุณภาพการออกแบบแผนนโยบาย และความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐ ว่าสุดท้ายแล้วโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ “คนทั้งประเทศ”หรือกระจุกตัวอยู่กับ “ผู้ได้รับผลประโยชน์บางกลุ่ม”เท่านั้น เหมือนหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมากับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีบทบาททางการเมือง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่โครงการควรเกิดหรือไม่ แต่อยู่ที่จะออกแบบอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง
2) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีความกล้าหาญที่จะแสดงท่าทีว่า
โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) แม้จะยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ส่วนตัวมองว่า หัวใจสำคัญคือ การบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ
ทั้งนี้ ต้องเรียนว่า พื้นที่แถวนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่านช่องแคบมะละกา ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่า ผมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก
แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุลเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่
3) พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “แลนด์บริดจ์ คิดให้ดี” ว่า การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยจะพัฒนาจากการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ที่มุ่งไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจของภาคใต้ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองใหม่นั้น เป็นแนวคิดที่ดี แต่โครงการดังกล่าว ในการลงมือทำจริง ควรต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งเหตุผลให้ละเอียดกว่าโครงการอื่นๆ มากหน่อย เพราะจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิรัฐศาสตร์ให้เอื้อต่อการเกิดสถานการณ์ 5 อย่างขึ้นได้ในอนาคต
1. อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขึ้นในกลุ่มอาเซียน แม้จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาสนับสนุนซึ่งน่าจะเป็นจีน แต่ก็จะทำให้เกิดเหตุบานปลาย ว่า “ประเทศไทยจะขาดความเป็นกลางไป” จะเกิดการรวมตัวของประชาชนต่อต้านโครงการขึ้นเป็นระยะๆ จากเบาไปสู่ความรุนแรง
2. เทคโนโลยีทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาต่างชาติ
3. ระบบนิเวศทั้ง 2 ฟากฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน จะถูกกระทบรุนแรงและถาวร
4. ในภาวะที่เกิดทางเชื่อมและท่าจอดเรือระหว่างชายทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยนั้น ผลกระทบทางด้านความมั่นคงจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งจะเกินประสิทธิภาพของกองทัพไทยที่จะคุ้มครองเส้นทางเรือ และการใช้สมุททานุภาพของไทย ที่จะทำให้ประเทศอื่นๆ เกรงใจ ไม่เข้ามาแทรกแซงนั้น จะทำได้ลำบากมาก ถ้าทำได้จะเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นตลอดเวลา จากการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะทำให้ “การลงทุน”ไม่สามารถคืนทุนได้ จนอาจกลายเป็น “ฐานทัพสำรอง” ของชาติมหาอำนาจได้ ในทุกฉากทัศน์ของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐ กับ จีน
5. ใครจะมาเป็นผู้บริหารโครงการ ต้องมีความรอบรู้ทุกด้าน รวมถึงความต้องการกำลังทหาร-ตำรวจอย่างน้อย 2 กองพัน เป็นลูกมือขับเคลื่อนอำนาจรัฐ อำนวยความสะดวก และคุ้มครองการผ่านทาง เนื่องจากเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าทางบก ไม่ใช่การแล่นเรือผ่านทางน้ำ แบบช่องแคบทั่วไป
นี่ยังไม่พูดถึงการทุจริต ที่จะเกิดขึ้นเบี้ยบ้ายรายทาง อย่างแน่นอนโดยไม่มีใครสามารถป้องกันได้เพราะเป็นโครงการที่ต้องประมูลก่อสร้างทั้งหมด จุดอ่อนลึกลงไปในรายละเอียดสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น มีมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น เริ่มตั้งแต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปถึงด้านความมั่นคง
ลองคิดดูกันเองเถอะครับ แต่ถ้าไทยเป็นประเทศมหาอำนาจละก็ ทำไปได้เลย
จิตกร บุษบา

ในหลวง-พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ กษัตริย์-ราชินีภูฏาน เสด็จฯร่วมพิธี
ฟิล์ม รัฐภูมิ งานเข้าอีกระลอก ดีเอสไอจ่อสอบเส้นทางเงินโยงคดีแชร์ Forex ลั่นคำเดิมไม่เกี่ยวข้อง
หนุนราคาน้ำมันลดลง! เอกนิติ เชื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน เซ็นยุติสงคราม ส่งผลดี
สยบรอยร้าว! ‘พิพัฒน์’ ยันไร้เกาเหลา ‘อนุทิน’ ยึดคืน ‘อีอีซี’ ย้ำคุยนายกฯทุกเรื่อง
ผกก.ถกเครียดล่า! ‘ฆาตกรหมกถังขยะ’ บี้เช็กวงจรปิดหาจุดสังหารสาวนิรนาม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี