วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มีการร้องเรียนทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีบุคคลต่างด้าวสัญชาติอิสราเอลเข้ามาประกอบกิจการในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อันอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว
วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร จากกองบังคับการควบคุมการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ และปราบปรามภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเกาะพะงัน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน ร่วมกันจับกุม โรงเรียนเอกชนนอกระบบแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เปิดนอกเหนือจากการขออนุญาตเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก จำนวนเด็กไม่เกิน 18 คน
ในการตรวจค้น พบเด็กและเยาวชนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะสัญชาติอิสราเอล อายุ 2-12 ปี มากถึง 89 คน นอกจากนี้ยังพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 40 คน แรงงานสัญชาติอื่นอีก 12 คน โดยบางส่วนพยายามวิ่งหลบหนีขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุม นางประทุมทิพย์ อายุ 61 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งรับเป็นผู้จัดการและกรรมการบริษัท, MR.AIDIN อายุ 45 ปี และ Ms.NEGER อายุ 45 ปี สองสามีภรรยาชาวอิหร่าน อ้างเป็นเจ้าของร่วม ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และเปิดสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้พบชาวต่างชาติลักษณะเป็นครูผู้สอนสัญชาติต่าง ๆ ทั้งฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ อีก 6 ราย ถูกแจ้งข้อหาในเรื่องทำงานไม่ได้รับอนุญาตและไม่แจ้งนายจ้าง ทำงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
เบื้องต้น นางประทุมทิพย์ ได้นำเอกสารอนุญาตประกอบกิจการจาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี (พมจ.สฎ.) โดยระบุในเอกสารว่า “รับเลี้ยงเด็กอายุ 2-5 ปี จำนวน 18 คน” มาแสดง แต่ไม่สามารถนำเอกสารการเปิดโรงเรียนนอกระบบเอกชนมาแสดงได้โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย
“ถือครองที่ดิน ก่อสร้างผิดกฏหมาย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ” นี่คือเสียงสะท้อนของชาวไทยบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีมาโดยตลอด เรื่องการเข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอล ที่อยากให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ
“ณ เวลานี้เกาะพะงันเหมือนถึงเวลาที่ต้องสะสางและจัดการทุกอย่างให้เข้าสู่ระเบียบ บนพื้นฐานของความถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูกต้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ”
ดร.ปรีชา ทองหยัด นักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้คร่ำหวอดในวงการพัฒนาที่ดินให้กับกลุ่มค้าปลีกยักษ์ใหญ่มากว่า 2 ทศวรรษ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้ให้มุมมองถึงสถานการณ์นี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เกาะพะงันจะต้อง “สะสาง” ทุกอย่างให้เข้าสู่ระเบียบ
เขาชี้ว่า กรณีโรงเรียนดังกล่าวนี้ เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดถึงการมีอยู่ของชุมชนชาวอิสราเอลขนาดใหญ่ในขณะนี้ โดยระบุว่าโรงเรียนดังกล่าวมีเด็กเพียงร้อยกว่าคน แต่กลับเป็นเด็กสัญชาติอิสราเอลถึง 89 คน ซึ่งสะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อท่องเที่ยว แต่เป็นการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำธุรกิจ และสร้างชุมชนถาวร
ดร.ปรีชา บอกว่า “สัดส่วนคนอิสราเอลน่าจะอยู่ที่ประมาณ 60-70% ของชาวต่างชาติทั้งหมดบนเกาะพะงันในเวลานี้ แม้จะมีรัสเซียหรือยูเครนบ้าง แต่หลักๆ คือคนอิสราเอลที่มีจำนวนค่อนข้างเยอะมาก”
คำถามสำคัญคือ ทำไมชาวอิสราเอลถึงเลือกเกาะพะงันเป็นหมุดหมายหลัก ?
ดร.ปรีชาไม่ได้โทษเพียงแค่ปัจจัยภายนอกอย่างภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แต่เขากลับพุ่งเป้าไปที่ “ความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐ” และ “ขบวนการเอื้อประโยชน์ภายใน”
ดร.ปรีชาชี้เบื้องลึกถึงกระบวนการจัดตั้งโบสถ์ชาวยิว หรือ “ชาบัด” (Chabad) ว่า มีคนของรัฐคอยทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาที่ดิน วิ่งเต้นใบอนุญาต และเปิดทางให้มีการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่การขออนุญาตที่พักอาศัยไปจนถึงการประกอบอาชีพ
ส่วนใหญ่ใช้การจดทะเบียนบริษัทสัญชาติไทย โดยมีคนไทยถือหุ้น 51% แต่ในความเป็นจริงคือการใช้ชื่อคนไทยมาบังหน้า โดยที่คนไทยเหล่านั้นบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีชื่ออยู่ในบริษัท แต่การบริหารจัดการและรับผลประโยชน์เป็นของต่างชาติ 100% ซึ่งผลกระทบที่รุนแรงที่สุดตกอยู่กับ “คนท้องถิ่น”
ดร.ปรีชากล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ปัจจุบันคนเกาะพะงันแทบไม่มีที่ยืน อาชีพดั้งเดิมถูกต่างชาติแย่งชิงไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รถรับจ้าง หรือที่พัก กับอีกโมเดลธุรกิจที่น่ากังวลคือ “การเช่าช่วง” ที่ต่างชาติเข้าไปเช่ารถยนต์รายเดือนจากคนไทย แล้วนำไปวิ่งรับ-ส่งกันเองภายในกลุ่มผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการเช่าบ้าน-ห้องพักแบบเหมาปี เพื่อนำมาปล่อยเช่าต่อให้นักท่องเที่ยวในราคาสูง
ท่ามกลาง “ความเพิกเฉย” ของการตรวจตรา ก็ยังปรากฏ “แสงสว่างเล็กๆ” ขึ้น เมื่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลต่างชาติในเกาะสมุย-เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ เร่งสกัดนอมินี-ธุรกิจสีเทา พร้อมส่งข้อมูล 34 บริษัทสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท และจะให้ ปปง.ตรวจเส้นทางเงิน
จากการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัดทั้งหมด 21,717 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือ 53.6% โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย อังกฤษ 1,446 ราย รัสเซีย 1,205 ราย อิสราเอล 1,147 ราย เยอรมัน 608 ราย จีน 569 ราย อเมริกัน 444 ราย ออสเตรเลียน 335 ราย อิตาเลียน 258 ราย และเบลเยียม 222 ราย
เฉพาะเกาะพะงันมีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย หรือ 67.48% สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด ได้แก่ อิสราเอล 720 ราย ฝรั่งเศส 426 ราย อังกฤษ 359 ราย รัสเซีย 306 ราย เยอรมัน 194 ราย อเมริกัน 144 ราย อิตาเลียน 89 ราย ยูเครน 69 ราย ออสเตรเลียน 58 ราย และเบลเยียม 56 ราย
โดย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเกาะพะงันเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนของชาวต่างชาติในสัดส่วนสูงมาก โดยมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และกลุ่มที่อาจหลีกเลี่ยงกฎหมายผ่านการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี
กรมจึงยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน และทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อเร่งนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
นายพูนพงษ์บอกว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ ตามแนวทาง Ease of Doing Business โดยมีเจตนาเพื่อสนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่พบว่านักลงทุนต่างชาติบางรายใช้ช่องว่างทางกฎหมายร่วมกับคนไทยบางกลุ่มจัดตั้งธุรกิจในลักษณะนอมินี ทำให้ระบบธุรกิจบิดเบี้ยวและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 กรมจึงเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน โดยยืนยันว่า หากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย กรมพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทา ใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บ่อนทำลายประเทศ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ตัวเลขบริษัทต่างชาติบนเกาะพะงันและเกาะสมุยที่สูงถึง 67.97% ของบริษัททั้งหมด ทำให้เกิดความกังวลในพื้นที่ว่า ธุรกิจสำคัญบนเกาะอาจถูกครอบครองโดยต่างชาติ โดยเฉพาะเมื่อพบว่านักลงทุนจำนวนมากมาจากกลุ่มประเทศเดียวกัน และมีบางส่วนที่อาจใช้โครงสร้างนิติบุคคลไทยเป็นฉากบังหน้า
ก่อนหน้านี้ กรมและหน่วยงานพันธมิตรได้ตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงัน พบธุรกิจต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติใน 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสำนักงานบัญชี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
กรณีแรกคือสำนักงานบัญชีภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส หรือบริษัท เฟิร์สคอนซัลแทนส์ 47 จำกัด โดยพบว่าเจ้าของสำนักงานมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารพาณิชย์ 2 แห่งและบ้านพัก พบว่า อาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง แต่บางห้องไม่พบการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม
กรณีที่สองคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าชื่อ “ศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า” พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจึงเชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม
จากการตรวจสอบยังพบข้อมูลน่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่ามูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลในสัดส่วน 49% และภายหลังมีบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงภาษี และถือหุ้นอำพรางในลักษณะนอมินี
นอกจากนี้ กรมยังส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยทั้ง 34 ราย มีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
สำหรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรณีคนไทยให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำผิดตามมาตรา 36 และกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 37 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยังมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมกำลังเดินหน้าสแกนนิติบุคคลในจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ทั้งกรณีต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และถือหุ้นตั้งแต่ 0.01-49.99%
กรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและคนไทยในทุกพื้นที่และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ และเปลี่ยนการลงทุนที่ไม่ถูกต้องให้กลับเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม
อาจจะช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่สายเกินไป ที่หน่วยงานราชการได้หันมาดูแลใส่ใจกับปัญหานี้
หลังจากที่ “เกาะพะงัน” ถูกอำนาจรัฐทอดทิ้งให้อยู่กับ “ความเงียบงัน” มานาน...แสนนาน!!

บีบหัวใจ ลูกชาย สังข์ ดอกสะเดา ตัดสินใจยุติการรักษาพ่อ ขอให้จากไปอย่างสงบ
ดร.ธรณ์ เปิดไทม์ไลน์ 3 ระยะ ปลาหมอคางดำบุกพัทยา ชี้กำจัดยาก คือเอเลี่ยนสปีชีส์น่ากลัว
‘ศุภจี-ชาบีดา’ ร่วมเปิด Thailand Pavilion เมืองคานส์ ดัน‘หนังไทย-คอนเทนต์ไทย’สู่เวทีโลก
หล่มเก่าระอุรอบใหม่! สมาชิกฌาปนกิจฯ จี้สอบความโปร่งใสหลังคดีอืด
กรุณพล เทียนสุวรรณ รายงานตัวเป็นสส. หลัง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลาออก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี