วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ปัญหาการครอบครองพื้นที่และอิทธิพลของชาวอิสราเอล (ยิว) บนเกาะพะงัน เป็นประเด็นร้อนแรงมากในช่วงเวลานี้
มีการร้องเรียนเรื่องการใช้นอมินีต่างชาติถือครองที่ดิน การก่อสร้างผิดกฎหมาย การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งโรงเรียน/สถานรับเลี้ยงเด็กเถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอาชีพของคนท้องถิ่น
มีข้อสงสัยเรื่องกระบวนการนอมินี (คนไทยรับจ้างเปิดบริษัท) ให้ต่างชาติถือครองที่ดินและธุรกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง, มีการสร้างโรงเรียนเถื่อน ตรวจพบสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนเถื่อนต่างชาติ โดยเฉพาะเด็กอิสราเอลกว่า 89 คน, ชาวบ้านร้องเรียนว่า มีการทำธุรกิจเอง เช่น รถเช่า ห้องพัก โดยไม่เสียภาษี และรุกพื้นที่ป่า/ชายฝั่ง และผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ชาวอิสราเอลย้ายมาพำนักระยะยาวมากขึ้น และสร้างชุมชน ค่อยๆ ก่อตัวเสมือนเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ขึ้นมา
มีกระแสทวงคืนเกาะพะงันจากชาวบ้านในพื้นที่ “เกาะจะปลิวเพราะยิวยึด”
1) นายนพดล พริ้งสกุล สว.เสนอเรื่องนี้เป็นญัตติพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา โดยบอกว่า “เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธิปไตยทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศไทยในระยะยาวจึงขอเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม เสมอภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ”
ด้าน น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว.กล่าวสนับสนุนญัตติ ว่า เราอาจจะภูมิใจที่ต่างชาติเลือกพึ่งพิงประเทศไทย แต่ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน เป็นการยึดครองแล้วเกิดการสร้างรัฐซ้อนรัฐตั้งรกราก สร้างชุมชน เช่น ชาวยิวบนเกาะพะงัน ให้คนไทยเป็นนอมินี สุดท้ายเงินไม่ตกถึงคนไทย บางกรณีมีการซื้อหมู่บ้านจัดสรรแทบทั้งโครงการ คนที่อยู่เดิมสู้ไม่ไหว ล้มหายตายจาก มีการกีดกันคนไทยออกไปเรื่อยๆ มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย และนอมินีไทย เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมหรือไม่
น.ส.อัจฉรพรรณกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรีบดำเนินการ 3 ประการ คือ 1.ทบทวนนโยบายเช่าที่ดินของชาวต่างชาติระยะยาว 99 ปี ขอให้จัดโซนนิ่ง ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าคนต่างชาติเข้ามาแย่งที่อยู่คนไทย 2.ทบทวนมาตรการวีซ่าอย่างเข้มงวด และ 3.ขอให้ฝ่ายความมั่นคงบูรณาการตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติทั้งหมด โดยต้องบังคับการใช้กฎหมายเด็ดขาด เพื่อไม่ให้สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการแฝงตัว เพื่อสร้างชุมชนปิด
2) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 13 พฤษภาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานีเพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต
โดยย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การใช้นอมินี หรือช่องว่างทางกฎหมาย กลายเป็นภัยคุกคามประชาชน เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่า มีนิติบุคคลรวม 16,811 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือ 67.97% แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สะท้อนว่ารัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้า
น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่จะไม่ยอมให้ทุนสีเทา นอมินี หรือเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เข้ามาตักตวงผลประโยชน์บนแผ่นดินไทย พร้อมขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
3) จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าบนเกาะพะงันมีเงื่อนงำจริง โดย นายพูนพงษ์นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทในหลายจังหวัดท่องเที่ยว พบสัญญาณผิดปกติจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีประชาชนร้องเรียนว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันทำธุรกิจในลักษณะเครือข่ายเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของไทย และบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนสร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่
เบื้องต้น DBD และ DSI จะเริ่มตรวจสอบเชิงลึกใน 2 พื้นที่นี้ก่อน โดยนำข้อมูลบริษัทจำนวน 11,426 บริษัท มาคัดแยกตามระดับความเสี่ยง ทั้งกลุ่มเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ ก่อนวางกรอบเวลาเข้าตรวจสอบ เริ่มจากบริษัทที่มีแนวโน้มเข้าข่ายนอมินีมากที่สุด
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังส่งข้อมูลบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายนอมินีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว 34 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการด้านท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน หากมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและพบพฤติการณ์ชัดเจน เจ้าหน้าที่พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบทันที เพื่อเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
การทำงานครั้งนี้จะเป็นการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานมากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทุกด้าน ทั้งกฎหมายธุรกิจ เส้นทางการเงิน ภาษี แรงงาน รวมถึงการฟอกเงิน เพื่อให้สามารถเอาผิดได้ครบทุกมิติ โดยมาตรการต่อไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อวางแนวทางตรวจสอบเส้นทางเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นก่อนรับจดทะเบียนบริษัท โดยจะตรวจสอบว่าเงินลงทุนมีที่มาชัดเจนและนำเข้ามาลงทุนจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นมาตรการใหม่เพิ่มเติมจาก 2 มาตรการเดิม
นอกจากนี้ ธุรกิจนอมินียังอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี การปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ได้ด้วย
4) นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย กล่าวว่า “ชาวอิสราเอล ไม่ใช่เพิ่งมาเที่ยวเกาะพะงัน แต่อิสราเอลมาเที่ยวเกาะพะงันตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ซึ่งชาวอิสราเอลที่ดีก็มีมาก ที่ทำให้คนเกาะพะงันมีรายได้ แต่คนที่ไม่ดี ทำไม่ถูกต้องก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย ว่ากันไป แต่ช่วงนี้ที่มันเป็นปัญหาว่ามีคนอิสราเอลอยู่เยอะที่เกาะพะงัน ก็เพราะเป็นช่วงวิกฤตสงคราม คนอิสราเอลที่มาเกาะพะงันบางคนตอนนี้ เขาก็ยังไม่อยากกลับบ้านเขา ก็อยากอยู่ต่อ แต่หากเป็นช่วงปกติธรรมดา จริงๆ ช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนหน้ามิถุนายน จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะเริ่มเข้ามา แต่พอดีเกิดวิกฤตสงครามตอนนี้ ก็ทำให้คนอิสราเอลเลยยังคงอยู่ที่เกาะพะงันจำนวนมาก”
ส่วนกรณีมีข่าวว่าคนอิสราเอลเข้ามาตั้งรกราก มาตั้งโบสถ์ทำพิธีทางศาสนาที่เกาะพะงัน นายพิพิธกล่าวว่ามันก็มีบ้าง แต่ส่วนที่มีการทำแบบนี้ ก็มีการดำเนินการไปตามกฎหมาย เราเคารพกฎหมายกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ หน่วยงานของรัฐ หากพบว่ามีบุคคลใดทำผิด หน่วยงานของรัฐก็ต้องขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ดูเรื่องพาสปอร์ต วีซ่า ต้องไปดู ไม่ให้เขาละเลยกฎหมาย
นายพิพิธกล่าวถึงจำนวนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงันว่า “ไม่ได้มีมากเหมือนที่เป็นข่าวว่ามีร่วม 7,000 คน ผมเป็นสส.ในพื้นที่เกาะพะงัน ผมรู้ ตอนนี้ก็กำลังเช็คกันอยู่ว่า ข่าวที่ออกไป หน่วยไหนทำข่าวกันขึ้นมา ยืนยันว่า หากมีคนอิสราเอลมาทำผิดกฎหมายที่เกาะพะงัน คนเกาะพะงันไม่ปกป้อง ตอนแม่ทัพภาคที่ 4 เข้ามาตรวจที่เกาะพะงันก็มีการพูดคุยฟังข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น นายอำเภอ เพื่อฟังเรื่องที่เกิดขึ้น”
ถามย้ำว่า เรื่องข่าวคนอิสราเอลไปอยู่ที่เกาะพะงันจำนวนมาก เข้ามายึดพื้นที่ เป็นอย่างไร นายพิพิธยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ผมในฐานะสส.พื้นที่เกาะพะงันยืนยันได้ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง คืออาจมีบ้างแค่บางส่วน แต่หากทำผิด ก็มีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ส่วนที่ไม่ผิด ก็ต้องต้อนรับเขา อิสราเอลคนที่ดีก็มี เขาก็เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนชาติอื่นๆ เช่น จีน ยุโรป เมื่อเขามาท่องเที่ยว เราก็ต้องต้อนรับทุกประเทศ
สรุป : รอดูท่าทีจากนายกรัฐมนตรีเมื่อลงพื้นที่และประมวลผลจากทุกหน่วยงาน ว่าจะมีมาตรการใด ให้แผ่นดินไทยยังมีอธิปไตย ไม่มีรัฐซ้อนรัฐ และกวาดล้างนอมินีเสียให้หมด พะงันต้องไม่เงียบงัน
ต้องฟันทุกการทำผิดกฎหมาย !!
จิตกร บุษบา

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี