วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ในแคนาดาเคยขุดพบศพเด็ก 215 ราย คาดว่าซากศพเก่าแก่ที่พบเป็นอินเดียนแดงทั้งหมด การค้นพบน่าสะเทือนใจดังกล่าวพบในบริเวณโรงเรียนประจำคัมลูปส์อินเดียน (Kamloops Indian Residential School) ในรัฐบริติชโคลัมเบียที่ปิดตัวไปในปี ค.ศ.1978 แต่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1863 คือร้อยกว่าปีก่อน
ต่อมามีการขุดเจอซากศพเด็กอินเดียนแดงเพิ่ม หนนี้มากถึง 751 ราย โดยพบในบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียนประจำคาทอลิก สำหรับเด็กชาวอินเดียนแดงในรัฐซัสแคตเชวัน
การค้นพบนี้เหมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของแคนาดา ที่ไม่เคยจารึกเรื่องราวโหดร้ายที่คนผิวขาวกระทำต่ออินเดียนแดงไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ จนกลายเป็นความลับดำมืด ที่ถูกเปิดเผยให้เห็นความอัปลักษณ์ร้อยกว่าปีต่อมา
ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงให้คนทั้งโลก เพราะซากศพย้อนยุคที่พบ บางศพเพียงแค่สามขวบเท่านั้น ทุกศพเป็นเด็กน้อยวัยเรียนและเป็นอินเดียนแดงทั้งหมด โรงเรียนประจำคัมลูปส์อินเดียนเป็นหนึ่งในโรงเรียนประจำกว่า 130 แห่งซึ่งดำเนินการในแคนาดาระหว่างปี ค.ศ. 1863 ถึง ค.ศ. 1996
โรงเรียนเหล่านี้พรากเด็กอินเดียนแดงจากครอบครัวดั้งเดิม กดดันให้เลิกพูดภาษาของตัวเอง เรียนภาษาอังกฤษ และบีบให้นับถือศาสนาคริสต์ บังคับให้เด็กน้อยอินเดียนแดงปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของคนผิวขาว โดยละทิ้งภาษาและมรดกทางวัฒนธรรมรากเหง้าเดิมของตน พ่อแม่อินเดียนแดงคนไหนที่ไม่ยอมส่งลูกมาเรียน จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
ไม่ใช่เฉพาะในแคนาดาหรอก ที่มีโรงเรียนแบบที่ว่า ในอเมริกาก็มี แถมโหดกว่าหลายเท่า ชาวอาณานิคมถือว่าตนเป็นผู้ที่พระเจ้าทรง “เลือก” จึงมองว่าอินเดียนแดงเป็นคนชั้นต่ำและป่าเถื่อน บีบบังคับให้อินเดียนแดงนับถือคริสต์ศาสนา หากใครขัดขืนจะถูกจับไปทรมาน มีการประกาศใช้กฎหมายสีน้ำเงิน (Blue Laws) ที่หากถามอเมริกันที่เดินว่อนอยู่ตอนนี้ มั่นใจว่าร้อยละเก้าสิบห้าจะไม่รู้ว่าคืออะไร
กฎหมายสีน้ำเงินเกี่ยวพันกับเรื่องความเชื่อในคริสตศาสนา เช่น ห้ามอินเดียนแดงล่าสัตว์หรือจับปลาในวันอาทิตย์ เพราะคริสเตียนถือว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ให้ทุกคนทำงานเป็นเวลา 6 วัน และกำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุด จึงออกคำสั่งห้ามอินเดียนแดงไม่ให้ทำงานในวันอาทิตย์ ซึ่งไม่เป็นธรรมนักกับอินเดียนแดง เพราะพระเจ้าของอินเดียนแดงกับพระเจ้าของชาวอาณานิคมไม่ใช่พระเจ้าพระองค์เดียวกัน แต่ชาวอาณานิคมก็ยึดถือตามความพึงพอใจของตนฝ่ายเดียว โดยบังคับให้อินเดียนแดงทำตาม
นอกจากนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้อินเดียนแดงใช้ยาสมุนไพรที่เคยใช้กันมาในอดีต หรือแม้แต่การออกไปเต้นรำท่ามกลางแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายตามที่เคยปฎิบัติก็ถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดกับความเชื่อแบบคริสเตียน นี่คือบทเรียนที่ชาวอาณานิคมบีบให้อินเดียนแดงยอมรับให้มานับถือศาสนาคริสต์
อินเดียนแดงจำนวนมากปฎิเสธ ไม่ยอมเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนามาเป็นคริสเตียน จึงถูกชาวอาณานิคมฆ่าตายเป็นเบือ ทำให้หลายคนจำใจต้องยอมรับพระเจ้าของคนผิวขาว เพราะไม่อยากถูกฆ่า พวกอาณานิคมสร้างเมืองที่เรียกว่า “เมืองแห่งการภาวนา” ( Praying towns) ขึ้นมา เพื่อให้อินเดียนแดงที่ยอมเปลี่ยนมานับถือคริสต์เข้ามาอาศัย โดยละทิ้งกระโจมพักและครอบครัวไว้เบื้องหลัง
เมืองเหล่านี้มีทั้งหมด 14 แห่งกระจายอยู่ทั่วนิวอิงแลนด์ ในปี ค.ศ.1646-1675 อินเดียนแดงที่ยอมละทิ้งที่พักอาศัยในเผ่ามาอยู่ในเมืองนี้เรียกว่า สาธุชนอินเดียนแดง (Praying Indians)
เหตุผลหลักที่สร้างเมืองเหล่านี้ขึ้นมา คือเพื่อบีบให้อินเดียนแดงยกเลิกวิถีชีวิตและความเชื่อแบบอินเดียนแดง เพราะพวกอาณานิคมมองว่าป่าเถื่อนล้าหลัง
การจะกลายเป็นผู้เจริญและเป็นอารยชนได้ จะต้องนับถือในสิ่งเดียวกับที่พวกตนนับถือ นั่นคือพระเจ้าในคริสตศาสนา อินเดียนแดงที่กลายมาเป็นคริสเตียนจะต้องเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากวิถีความเป็นอยู่แล้ว ยังต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เหมือนคนอังกฤษ รวมทั้งตัดผมยาวแบบชาวอินเดียนแดงออกด้วย
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของอเมริกา แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยได้รับการบรรจุในแบบเรียนอเมริกัน เพื่อปกปิดรอยด่างดำในอดีต เช่นเดียวกับการซุกซากร่างเด็กอินเดียนแดง จนสร้างความตื่นตะลึงให้ชาวโลกในอีกร้อยกว่าปีต่อมา


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี