วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
.jpg)
เสน่ห์ของซานฟรานซิสโกคือความหลากหลาย อาจได้ยินเสียงแซกโซโฟนและซอเอ้อหูลอยตามลมยามเย็นบนถนนโคลัมบัส ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดย่านไชน่าทาวน์ ซานฟรานซิสโกเบย์คือท่าจอดเรือแรกที่คนจีนจากเซี่ยงไฮ้ลอยทะเลมาด้วยแวววาดหวังไหวระริกในดวงตาว่า ณ แผ่นดินอีกฝั่งฟากหนึ่งนี้ปูลาดด้วยทองคำ
แม้ว่าจะมีผู้คนหลากเชื้อชาติอพยพเข้ามา แต่พลเมืองดั้งเดิมที่นี่คืออินเดียนแดงเผ่าโอโลนอี ( Ohlone ) โดยตั้งรกรากในซานฟรานซิสโกสามพันปีก่อนคริสต์กาล จนกระทั่งสเปนบุกเข้ามาปักป้ายว่า “แผ่นดินนี้..กูจอง” ทั่วทุกแห่งในบ้านตน จากนั้นสเปนไล่เจ้าของบ้านออกไปอย่างหน้าด้านๆ ช่วงปี ค.ศ.1769
จริงๆ แล้ว สเปนพุ่งเข้าไปปักป้ายที่แถวอ่าวมอนเทอร์เรย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลซานฟรานซิสโกก่อน แต่ค่อยขยายกินแดนมาเรื่อย การปักป้าย “จอง” นี้ใช้ศาสนาบังหน้า โดยการสร้างโบสถ์ "Mission San Francisco de Asis" หรือ "Mission Dolores" ซึ่งตั้งชื่อตามนักบุญ St. Francis of Assisi
จากนั้นสร้างหมู่บ้านรอบๆ โบสถ์ ชั่วเวลาไม่นาน ซานฟรานซิสโกก็เกลื่อนไปด้วยมิชชันนารี ที่ออกไปสั่งสอนแกมบังคับให้อินเดียนแดงละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมแล้วหันมานับถือพระเจ้าของคนผิวขาวแทน
แม้จะเป็นอิสระจากสเปนในเวลาต่อมา แต่แผ่นดินนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโกแทน โดยเปลี่ยนชื่อเรียกขานจากชื่อนักบุญมาเป็น “แหล่งสมุนไพรชั้นเลิศ” หรือเยอร์บา บวยน่า ( Yerba Buena)
ต่อมาอเมริกาหันมาจ้องดินแดนแถบนี้ตาเป็นมัน จนถึงขั้นต่อสู้แย่งชิงในสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน จนยึดได้สำเร็จ แล้วประกาศให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่ 34 แห่งอเมริกา เปลี่ยนชื่อภาษาสเปนกลับมาเป็นซานฟรานซิสโกในปี 1849
ยุคตื่นทองพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโกภายในชั่วข้ามคืน โดยเพิ่มจำนวนประชากรจาก 200 เป็น 36,000 คนในพริบตา
ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาขุดทองในซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 1853 อย่างมืดฟ้ามัวดิน หากนับหัวกันแบบคร่าวๆ ก็ประมาณว่ามากกว่า 250,000 คน เลยทำให้ซานฟรานซิสโกระยะแรกมีสภาพเหมือน Sin City ประมาณเมืองทรชนคนบาป อะไรประมาณนั้น เพราะเต็มไปด้วยพวกนอกกฎหมาย หัวขโมย และพวกนักขุดทอง
กระแสตื่นทองทำให้มีการเร่งสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก โดยนำแรงงานเข้ามาจากเมืองจีน คนจีนที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ซานฟรานซิสโกช่วงนั้นส่วนมากมาจากโรงยาฝิ่น ลงเรือกลไฟฝ่าข้ามมาสู่ดินแดนแปลกหน้า ใฝ่ฝันถึงชีวิตใหม่บนแผ่นดินนี้ จนตั้งรกรากชุมชนหนาแน่นเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา
ชาวจีนกลุ่มแรกลงเรือรอนแรมมาถึงอเมริกาช่วงปี ค.ศ. 1820 ตามที่ปรากฎบันทึกในสำมะโนทะเบียน ละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ไว้ข้างหลังมาเป็นกรรมกรขุดทองและทำเหมือนในยุคตื่นทอง
ซานฟรานซิสโกเติบโตแปรเปลี่ยนโฉมหน้าทุกปี เช่นเดียวกับการรอยวงปีของต้นสนเรดวู้ด ต้นสนยักษ์ที่มีอายุร่วมสมัยกับฟาโรห์แห่งอียิปต์ในป่าทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคบ้านแห่งบุปผาชนในช่วงปี 1950 จนถึง 1970
จุดเริ่มต้นของขบวนการทัดดอกไม้ในเรือนผมเริ่มต้นขึ้นที่ถนนโคลัมบัส รอยต่อระหว่างย่านคนจีนและย่านอิตาเลี่ยน ตำนานบุปผาชนเกิดขึ้นที่นี่ ที่ร้านหนังสือเล็กๆ ชื่อ City Lights Bookstore ฝูงฮิปปี้เดินปะปนไปกับฝูงชนเหมือนดอกไม้หลากสีท่ามกลางกองทัพสูทสีเข้ม ความฝันล่องลอยอยู่ในดวงตาฉ่ำเยิ้ม ขณะมุ่งหน้ากลับไปที่แหล่งซ่องสุมลือชื่อบนถนนสายบุปผาชนไฮต์แอชเบอรี
ทอดสายตาสู่อ่าวซานฟรานซิสโก นอกจากเสียงสิงโตทะเลระงมท่าเรือแล้ว ทอดตาไปเบื้องหน้าจะเห็นเกาะอัลคาทราซ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “เดอะ ร็อค” ในปี ค.ศ. 1775 ฮวน มานูเอล เดอ อยาลา นักสำรวจสเปนตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “ La Isla de Los Al catraces” ซึ่งแปลว่า "เกาะแห่งนกกระทุง" โดยแจงรายละเอียดว่าเกาะแห่งนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่อาศัย เนื่องจากกระแสน้ำเย็นจัด และแห้งแล้งเกินกว่าจะปลูกอะไรได้
ไม่ใช่นกกระทุงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้ แต่บรรดานักโทษทหารชุดแรกจำนวน 26 คนถูกนำมาขังที่นี่ เกาะเปลี่ยวร้างแปรสภาพมาเป็นคุกของกองทัพในปี ค.ศ.1850 ถึงปี ค.ศ.1933 จากนั้นเปลี่ยนมือมาสู่กระทรวงยุติธรรมเพื่อใช้ขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ จึงมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด บวกกับภาพน้ำทะเลเย็นจัด จึงร่ำลือกันว่าไม่มีนักโทษคนไหนหนีรอดจากเดอะร็อคได้เลย

ประวัติศาสตร์!‘เมสซี่’ทุบสถิติดาวซัลโวตลอดกาลบอลโลก
เลขาส้ม เปิดเวทีเสริมสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเชียงราย ยกระดับความรู้เท่าทันธุรกรรมการเงินดิจิทัล
สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย เอเชียนเกมส์ 2026
กลิ่นดรามาโชยหึ่ง แม่ธัญญ่า โผล่กลางวง ถาม หนิง ปัทมา สั้น ๆ ทำสะเทือนทั้งโลกโซเชียล
ยุโรปวิกฤต คลื่นความร้อนทะลุ 40 องศา สังเวยแล้ว 13 ราย - รถไฟงดวิ่ง - สั่งปิดโรงเรียน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี