วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 ได้รับการตอบรับดีมาก
มีผู้ลงทะเบียนกว่า 26 ล้านสิทธิ และร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1 ล้านราย
ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายย่อย ซึ่งจะได้กำลังซื้อของประชาชนในโครงการนี้เข้าไปช่วยเพิ่มยอดขาย โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 60% เพื่อบรรเทาค่าครองชีพจากราคาพลังงานสูง
โครงการเปิดให้ประชาชนใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นวันแรก
สิ่งที่คาดหวังได้จากโครงการนี้ คืออะไร ?
1. จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ทั้งสิ้น 26.5 ล้านราย
แต่ลงทะเบียนสำเร็จทั้งสิ้น 26.04 ล้านราย
ในจำนวนนี้ เป็นผู้เคยเข้าร่วมคนละครึ่งพลัส 18.9 ล้านคน
เป็นผู้ลงทะเบียนใหม่ 7.1 ล้านคน
ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแล้วไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ปรากฏว่า เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 481,604 คน (ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเติมเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ1,000 บาทโดยตรงอยู่แล้ว)
2. ประชาชนผู้ได้รับสิทธิโครงการฯ สามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด สำหรับการซื้อจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตราร้อยละ 60
แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป
3. ประชาชนสามารถเตรียมเติมเงินเข้า G-Wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ) ไว้ล่วงหน้าก่อนวันเริ่มใช้จ่าย เพื่อใช้สำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ หรือทยอยเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ไม่จำเป็นต้องไปเติมเงินวันละ133 บาท หรือ 600 กว่าบาท อย่างที่ปั่นในโซเชียล
จะเติมเท่าไหร่ ก็ตามอัธยาศัย ตามแต่ว่าวันไหนจะใช้มากใช้น้อย
และเงินที่เราเติมเงินเข้า G-Wallet ไม่มีวันหายไปไหน วันนี้ไม่ใช้ พรุ่งนี้ก็มาใช้ หรือถ้าไม่ใช้ ก็โอนกลับได้
ส่วนเงินที่ภาครัฐช่วยจ่าย เขาจะช่วยเราจ่าย 60% ของมูลค่าสินค้าและบริการ โดยอั้นความช่วยเหลือของรัฐไว้ไม่เกินวันละ 200 บาท
เพราะฉะนั้น ถ้าเราซื้อของมูลค่า 50 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 20 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 30 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 100 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 40 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 60 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 150 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 60 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 90 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 200 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 80 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 120 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 250 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 100 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 150 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 300 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 120 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 180 บาท
ถ้าเราซื้อของมูลค่า 333 บาท เราจ่ายเงินในส่วนของเรา(ที่เติมเงินเข้า G-Wallet) แค่ 133 บาท แต่รัฐช่วยจ่ายอีก 199 บาท
เมื่อรัฐอั้นความช่วยเหลือไว้ไม่เกินวันละ 200 บาท ดังนั้น ถ้าเราซื้อของมูลค่ามากกว่า 333 บาท ในวันนั้น ส่วนที่เกินจาก 333 บาทขึ้นไป เราก็ต้องจ่ายเองทั้งหมด (เพราะรัฐช่วยจ่ายเต็มเพดานในหนึ่งวันแล้ว) สามารถดูได้ตามตารางประกอบ
วันต่อมา ก็เริ่มต้นกันใหม่
เป็นอย่างนี้ จนกว่ารัฐจะช่วยจ่ายครบ 1,000 บาทในหนึ่งเดือน
4. ร้านค้าที่ลงทะเบียนในโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กรายน้อย
ข้อมูลล่าสุด ณ 31 พ.ค. 2569 ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 721,644 ราย
เป็นร้านค้ารายเดิม 659,913 ราย
ร้านค้ารายใหม่ 61,731 ราย
นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร/ยืนยันสิทธิ 329,454 ราย
รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 325,844 ราย
ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีโอกาสได้รับกำลังซื้อจากประชาชนที่รัฐเพิ่มกำลังซื้อให้มหาศาล รวมกว่า 2 แสนล้านบาท (ยังไม่นับส่วนที่ประชาชนจะซื้อเกินกว่าส่วนที่รัฐช่วยจ่าย)
จึงขอเชิญชวนร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
.jpeg)
สำหรับร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
5. สิ่งที่คาดหวังได้จากไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มยอดขายร้านที่เข้าโครงการ เงินสะพัด
ย้อนกลับไปดูโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เช่นเดียวกับ “คนละครึ่ง” สมัยรัฐบาลลุงตู่ ตั้งแต่เฟส 1 – 5
คนละครึ่งพลัส ช่วยเพิ่มยอดขาย กระตุ้นการใช้จ่าย และฟื้นฟูกำลังซื้อได้จริง
เงินสะพัด ยอดใช้จ่ายรวมในระบบมากถึง 84,185 ล้านบาท หลังสิ้นสุดโครงการสิ้นปี 2568
ภาพรวมร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ยอดขายทั่วประเทศเติบโตเฉลี่ย 4.2 เท่า
ร้านอาหาร ยอดขายไตรมาส 4 โต +5% โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารเล็กขยายตัวสูงถึง 5.9 เท่า
สำหรับการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่
Grab ยอดขายร้านที่เข้าร่วมเพิ่มเฉลี่ย 3 เท่า (บางร้านโตสูงสุด 18 เท่า) ภายในสัปดาห์แรก
LINE MAN Wongnai ออเดอร์รวมกว่า 8 ล้านออเดอร์ ใน 3 สัปดาห์
ช่วยให้ร้านค้าได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น +22%
มียอดใช้จ่ายต่อบิลสูงขึ้น +15%
สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” ตั้งแต่สมัยรัฐบาลลุงตู่ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน
ผลการวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า โครงการนี้ช่วยดันยอดขายให้ร้านค้ารายย่อย (SMEs) เพิ่มขึ้นถึง 174% เมื่อเทียบกับร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วม
ประโยชน์และผลกระทบสำคัญของโครงการ สามารถสรุปได้ดังนี้
1. ประโยชน์ต่อผู้บริโภคและประชาชน
ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนในการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภค-บริโภค
เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี ผลักดันให้ประชาชนกลุ่มฐานรากและผู้สูงอายุคุ้นเคยกับการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล (แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”)
2. ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก
กระตุ้นยอดขายร้านค้ารายย่อย งานวิจัยยืนยันว่าช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย แผงลอย และหาบเร่ อย่างมีนัยสำคัญ
เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เม็ดเงินถูกนำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในระดับชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรและผู้ผลิตวัตถุดิบในท้องถิ่น
3. ประโยชน์เชิงนโยบายและข้อมูลภาครัฐ
โปร่งใส ตรวจสอบได้ การใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและใช้ออกแบบนโยบายช่วยเหลือในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
ลดความเสี่ยงในการรั่วไหล การจ่ายเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (Co-payment) เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่แท้จริง แตกต่างจากการแจกเงินสดเพียงอย่างเดียว
รศ.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โครงการคนละครึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยร้านค้า
ขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลไกสำคัญของความสำเร็จนี้คือ การขยายฐานลูกค้าใหม่ให้แก่ร้านค้า ซึ่งช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่
ผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม โครงการไม่ได้มีผลกระตุ้นการบริโภคโดยรวม จากการศึกษาพบว่า ทุก 1 บาทของงบประมาณที่รัฐลงทุนในโครงการ ส่งผลให้เกิดการบริโภคใหม่เพียง 0.4 บาทเท่านั้น
เนื่องมาจากผู้เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยลดการซื้ออาหารจากร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคมากกว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภคโดยรวม
“โครงการคนละครึ่งประสบความสำเร็จในการสนับสนุน SME และขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กับร้านค้าเล็ก แต่หากพิจารณาในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค โครงการนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเกิดการโยกย้ายการบริโภคมากกว่าการสร้างการบริโภคใหม่” - รศ.อธิภัทร กล่าว
6.ด้วยเหตุนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ก็คาดหวังผลได้ไม่ต่างจากคนละครึ่ง และคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมา เพราะปัจจุบัน ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายลดลง กำลังซื้ออ่อนลง โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ โดยช่วยจ่าย จึงเป็นการประคองกำลังซื้อให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ จะได้มียอดขายเพิ่ม ช่วยประคองกิจการให้มีเงินหมุนเวียนต่อไปอย่างน้อย 4 เดือน
ในภาพรวม โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้เงินจากภาครัฐ 1.7 แสนล้านบาท
ประกอบด้วย
(1) โครงการช่วยเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยฯ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรลุงตู่ 13 ล้านคน) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ไม่ต้องแย่งกับใคร
สามารถย่อยได้ 2 ส่วน ที่เพิ่มเติมการรับมือวิกฤตค่าครองชีพ จึงนำเงินกู้มาใช้ ได้แก่ 1.จัดประชารัฐสวัสดิการต่อเนื่อง จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2569 วงเงินไม่เกิน 18,800 ล้านบาท และ 2. เพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ โดยเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค 700 บาทต่อคนต่อเดือน (รวมของเดิมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน) ระยะเวลา 4 เดือน ก็คือถึงสิ้นปีงบประมาณ 2569 นั่นเอง วงเงินไม่เกิน 36,918 ล้านบาท
(2) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ส่วนนี้ ช่วยคนที่ลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านคน และช่วยเพิ่มยอดขายแก่กิจการรายเล็กรายน้อยกว่า 1 ล้านราย รัฐช่วยจ่ายวงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท
รวมใช้เงินจากภาครัฐ 1.7 แสนล้านบาท โดยจะใช้จากเงินกู้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั่นเอง
อยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ตามแผนงาน/โครงการที่ 1 เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว
การช่วยเหลือข้างต้นทั้งหมด ยิงเงินตรงเข้ากระเป๋าประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ไม่มีช่องโหว่ให้นักการเมืองข้าราชการเข้าไปกินหัวคิว ส่วนต่าง
สารส้ม


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี