วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
บรรยากาศการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพรรคการเมืองบางพรรคเริ่ม “ขาย” นโยบายและบุคลากร มากกว่าการขายเพียงวาทกรรมหรือฐานเสียงแบบเดิม หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการที่พรรคภูมิใจไทยหยิบยกบทบาทของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และทีมมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ การคลัง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มาเป็นจุดขายสำคัญ จนทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนในกระแสการเลือกตั้งครั้งนี้
ความโดดเด่นดังกล่าว แน่นอนว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงเสียดทานจากคู่แข่งทางการเมืองได้ เสียงวิพากษ์จากฝั่งตรงข้ามพยายามลดทอนความหมายของการมีมืออาชีพเหล่านี้ ด้วยวาทะว่าเป็นเพียง “ครีมแต่งหน้าเค้ก” ที่ดูสวยงามภายนอก แต่ไม่สะท้อนเนื้อแท้ของพรรคหรือโครงสร้างอำนาจที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม หากถอยออกมามองการเมืองไทยใน “โลกความจริง” มากกว่าการเมืองในอุดมคติ คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ว่า ครีมสวยหรือไม่ หากแต่คือ เหตุใดการมีพื้นที่ให้กับผู้เชี่ยวชาญจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกโจมตี แทนที่จะถูกยกย่อง
การเมืองไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ถูกครอบงำด้วยระบบที่ให้ความสำคัญกับการหาเสียง การต่อรอง และโควตาทางการเมือง มากกว่าความรู้ความสามารถเชิงวิชาชีพ คนจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพสูง ไม่ถนัด หรือไม่ประสงค์จะลงสนามเลือกตั้ง จึงถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งที่ผลกระทบของนโยบายเหล่านั้นตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศ
ในบริบทเช่นนี้ การเปิดพื้นที่ให้มืออาชีพเข้ามาทำงาน ไม่ว่าจะผ่านกลไกใด ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกมากกว่าจะเป็นข้อครหา เพราะอย่างน้อยที่สุด มันคือการยอมรับความจริงว่า การบริหารประเทศต้องการทักษะที่มากกว่าการชนะการเลือกตั้ง
ประสบการณ์ในช่วงเวลากว่าสามเดือนที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้เปิดพื้นที่ให้บุคลากรลักษณะนี้เข้ามาทำงาน แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่า ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์หรือเครื่องประดับทางการเมือง หากแต่สามารถ “สร้างงาน” และขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศได้จริง แม้อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ และยังไม่หลุดพ้นจากระบบโควตาแบบเดิมทั้งหมดก็ตาม
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันแนวคิดนี้ ในช่วงเวลาที่ต้องบริหารประเทศภายใต้การสนับสนุนจากหลายพรรคการเมือง พลเอกเปรมเลือกใช้แนวทางผสมผสานระหว่างนักการเมืองอาชีพ กับ “คนนอก” จากแวดวงวิชาการและภาคธุรกิจหรือที่เรียกรวมกันในเวลานั้นว่า “เทคโนแครต” เข้ามา
ทำงานในฐานะโควตาของนายกรัฐมนตรี
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ายุคนั้น เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีการวางรากฐานการพัฒนาที่สำคัญหลายประการ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการเมืองที่บริสุทธิ์ไร้โควตา แต่เกิดจากการประสาน “อุดมคติ” เข้ากับ “ความเป็นจริง”
แน่นอนว่า ในโลกอุดมคติ ประชาชนจำนวนมากย่อมอยากเห็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีมืออาชีพล้วนๆ ปราศจากระบบแบ่งเค้กของพรรคการเมือง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การเมืองไทยยังไม่อาจก้าวข้ามโครงสร้างเช่นนั้นได้ในทันที การเริ่มต้นเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ได้ทำงานเคียงข้างนักการเมือง จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่อง หากแต่ควรถูกมองว่าเป็น ก้าวแรกที่ควรได้รับการต่อยอด
การโจมตีว่าบุคลากรมืออาชีพเป็นเพียง “ครีมแต่งหน้าเค้ก” อาจฟังดูคมคายในเชิงวาทกรรมแต่ไม่ได้ช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้น ตรงกันข้าม มันอาจสะท้อนความเคยชินกับการเมืองแบบเดิม ที่ยอมรับความด้อยคุณภาพเป็นเรื่องปกติ และไม่ต้องการเห็นมาตรฐานใหม่เกิดขึ้น
ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่สังคมควรถามพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ใช่เพียงว่าใครหาเสียงเก่งกว่า แต่คือ ใครกล้าเปิดพื้นที่ให้ความรู้ ความสามารถ และความเป็นมืออาชีพ ได้เข้ามารับใช้ประเทศอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไม่ได้ต้องการเค้กที่พูดเก่งที่สุด แต่ต้องการเค้กที่กินได้จริง และเลี้ยงคนทั้งประเทศให้อิ่มท้องได้ในระยะยาว

โค้งสุดท้าย สมัคร ทหารออนไลน์ ทบ.เปิดรับถึง 25 ม.ค.
ทนายดังเตรียมแถลง ขอโทษครอบครัวนศ. กอด-หอมจริง แต่ล้วงจำไม่ได้
กรมอุตุฯพยากรณ์พรุ่งนี้ มวลอากาศเย็นลง อุณภูมิลดอีก1-3 องศา
สลด เด็กม.ต้นว่ายน้ำไม่เป็น ชวนเพื่อนเล่นน้ำ ก่อนจมหายในคลองรังสิตฯ
กรมควบคุมมลพิษ เปิดข้อกฎหมายห้ามเผา โทษปรับสูงสุด 2 ล้าน จำคุก 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี