วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งไทยมักถูกย้อมด้วยวลีคุ้นหูอย่าง “ซื้อสิทธิ ขายเสียง” ราวกับเป็นธรรมเนียมการเมืองที่ผู้คนเหนื่อยจะโต้แย้ง ทั้งที่แก่นแท้ของมันคือการบิดเบือนเจตจำนงประชาชนอย่างเป็นระบบ และที่น่ากังวลกว่าตัวพฤติกรรมคือ “ความชาชินของรัฐ”ต่อการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อการซื้อเสียงเกิดขึ้นซ้ำๆ แต่กลับไม่มีการลงโทษอย่างแท้จริง ผู้สมัครและเครือข่ายก็ยิ่งกล้าลงทุนมากขึ้น เพราะรู้ว่าโอกาสถูกจับและถูกตัดสิทธิจริงนั้นมีต่ำมาก จึงเกิดความรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมของคนรับเงินหรือคนแจกเงิน แต่เป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจและสถาบันการเมืองโดยตรง ในหลายประเทศที่มีการซื้อเสียงแพร่หลาย วงจรที่เกิดขึ้นมักเหมือนกันคือ “ลงทุนก่อนเลือกตั้ง แล้วเข้าไปถอนทุนเมื่อเป็นรัฐบาล” เมื่อผู้สมัครต้องจ่ายเงินเพื่อแลกคะแนนเสียง พวกเขามักมองตำแหน่งทางการเมืองเป็นสินทรัพย์ที่ต้องทำกำไรคืน นำไปสู่การเรียกผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ การล็อกสเปก การฮั้วประมูล หรือการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อคุมเส้นทางงบประมาณ ผลลัพธ์สุดท้ายคือบริการสาธารณะด้อยลง และประชาชนต้องจ่ายแพงกว่าเดิมทั้งในรูปของภาษีและคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลง
บทเรียนจากต่างประเทศช่วยทำให้เห็นภาพว่าการไม่บังคับใช้กฎหมาย คือเชื้อเพลิงของวงจรนี้ ในไนจีเรีย งานศึกษาว่าด้วยการซื้อเสียงในการเลือกตั้งปี 2015 และ 2019 สะท้อนว่าเมื่อการซื้อเสียงทำได้โจ่งแจ้งและแทบไม่ถูกลงโทษ การเลือกตั้งจะค่อยๆ กลายเป็นสนามประมูล ผู้สมัครที่มีทุนหนาและเครือข่ายแข็งแรงได้เปรียบเหนือความสามารถและนโยบายจริง ส่งผลให้ความชอบธรรมของผู้ชนะถูกตั้งคำถาม และยิ่งทำให้ประชาชนสิ้นศรัทธาต่อประชาธิปไตย เพราะรู้สึกว่าคะแนนเสียงเป็นเพียงสินค้า ไม่ใช่พลังกำหนดอนาคตของตนเอง
ในลาตินอเมริกา งานวิจัยเชิงเปรียบเทียบชี้ว่าการซื้อเสียงไม่ได้เกิดแบบสุ่ม แต่เป็นยุทธศาสตร์การเมือง พรรคมักเลือกทั้งรักษาฐานเสียงและเล็งกลุ่มเปราะบางที่จูงใจได้ง่าย โดยเฉพาะคนยากจนหรือคนที่ไม่ผูกพันพรรคชัดเจน นี่ทำให้เห็นว่า หากรัฐปล่อยให้การซื้อเสียงเป็นต้นทุนทางการเมืองปกติ มันจะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่มีทางเลือกน้อยยิ่งถูกดึงเข้าสู่ตลาดซื้อขายอำนาจ และเสียงของพวกเขาจะถูกตีราคาแทนที่จะถูกเคารพในฐานะสิทธิพลเมือง
แต่ก็มีบทเรียนที่ให้ความหวังว่าทัศนคติประชาชนเปลี่ยนได้ หากมีการสื่อสารและสัญญาณจากระบบที่ชัดเจน ในอินเดียมีหลักฐานจากการรณรงค์ผ่านวิทยุขนาดใหญ่ที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงโทษพรรคที่ซื้อเสียงได้จริงเมื่อข้อความไม่ใช่แค่บอกว่าซื้อเสียงผิด แต่ชี้ให้เห็นความจริงที่เจ็บปวดว่าเงินหรือของที่แจกวันนี้มักถูกชดเชยด้วยการโกงงบสาธารณะวันหน้า สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะการตัดสินใจของคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากความไม่ดี หากเกิดจากความรู้สึกว่ารับไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย การสื่อสารที่โยงผลเสียให้กระทบกับชีวิตประจำวันจึงมีพลังในการทำให้การซื้อเสียงกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจมากกว่าน่าจำยอม
อีกงานหนึ่งในแอฟริกาชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่ได้ชอบการแจกของหรือเงินเสมอไป หลายคนกลับให้ค่ากับนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและชอบผู้สมัครที่กล้าวิจารณ์การซื้อเสียง นี่ตีความได้ว่า หากการแข่งขันทางการเมืองถูกออกแบบให้คนไม่แจกของก็มีโอกาสชนะ และถ้าระบบบังคับใช้กฎหมายทำให้การแจกของมีความเสี่ยงสูงขึ้น ผู้สมัครจำนวนหนึ่งจะหันกลับไปแข่งขันด้วยผลงานและบริการสาธารณะมากกว่าการใช้เงินในการซื้อเสียง
เมื่อหันมามองไทย คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะทำให้การซื้อเสียงหายไปในคืนเดียวได้อย่างไร แต่คือเราจะทำให้มัน “ไม่คุ้ม” ได้อย่างไร นี่คือโจทย์ของ กกต. ที่ต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนเชิงรับ ไปสู่การป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายต้องเร็วพอให้ทันการเลือกตั้งและหนักพอให้เกิดแรงยับยั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้คดีลากยาวจนกลายเป็นค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่ผู้กระทำผิดรับได้ การทำงานสืบสวนควรอาศัยข้อมูลเป็นระบบ ตั้งแต่การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การติดตามธุรกรรมผิดปกติ การบังคับใช้เพดานค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง ไปจนถึงการปกป้องพยานและผู้แจ้งเบาะแสให้ปลอดภัย เพราะถ้าคนกลัวอิทธิพลมากกว่ากลัวกฎหมาย การซื้อเสียงจะไม่มีวันหมดไป
ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทประชาชนไม่ควรถูกลดเหลือแค่ “อย่ารับเงิน” เพราะชีวิตจริงซับซ้อนกว่านั้น แต่ประชาชนสามารถเป็นพลังตรวจจับการทุจริตได้ หากมีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และเชื่อมั่นได้ว่ารัฐจะเอาจริง ช่องทางการแจ้งเบาะแสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งภาครัฐอาจไม่ต้องลงมาทำเอง แต่อาศัยเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้วให้ดำเนินการเป็นตัวกลางแทนได้ เพราะท้ายที่สุดความเข้มแข็งของประชาธิปไตยเริ่มจากการทำให้การโกง “ถูกมองเห็น” และ “ถูกลงโทษ” อย่างเป็นธรรม เมื่อคนรู้ว่าเสียงของตนมีความหมายมากกว่าธนบัตรหนึ่งใบ และเมื่อผู้สมัครรู้ว่าการซื้อเสียงคือความเสี่ยงไม่ใช่การลงทุน ประชาธิปไตยไทยจึงจะหยุดถดถอย และเริ่มยืนบนฐานความชอบธรรมที่มั่นคงได้จริงมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง
Nwagwu, E. J., Uwaechia, O. G., Udegbunam, K. C., & Nnamani, R. (2022). Vote buying during 2015 and 2019 general elections: Manifestation and implications on democratic developmentin Nigeria. Cogent Social Sciences, 8(1), 1995237.
Kao, K., Lust, E., & Rakner, L. (2022).Vote-buying, anti-corruption campaigns, and identity in African elections. World Development, 160, 106064.
Justesen, M. K., & Manzetti, L. (2023).Poverty, partisanship, and vote buying inLatin America. Latin American Politics andSociety, 65(3), 1-19.
Schechter, L., & Vasudevan, S. (2023).Persuading voters to punish corrupt vote-buyingcandidates: Experimental evidence from alarge-scale radio campaign in India. Journal of Development Economics, 160, 102976.
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

'ตะวันทอแสง'รับไม้ต่อเสิร์ฟความสนุกช่วง 'ละครดังที่คิดถึง'
เที่ยววิถีบ้านกุดเรือคำสัมผัสวัฒนธรรมที่โขงเจียม
จ๊ะ นงผณี เคลียร์ชัด ดรามางานศพพ่อ ใส่ลายดอก-ขาสั้นมาได้ ขอแค่มาด้วยใจก็พอ
เปิดหน้าครั้งแรก! ไอซ์ อภิษฎา เผยโฉมสามี หล่อว้าวทั้งโซเชียล
'แคน2แผ่นดิน'คืนจอ ระเบิดความมันอีกครั้ง ช่วง'ละครรีรันบ่าย'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี