วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกรุงเทพมหานคร และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่หลายคนยังไม่อาจลืม
อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ที่สูง 30 ชั้น มูลค่าโครงการกว่าสองพันล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้วว่าหกร้อยล้าน ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในย่านจตุจักรได้พังทลายซ้อนทับกันเหมือนขนมชั้น โครงสร้างแกนกลางของอาคารซึ่งควรเป็นหัวใจของความแข็งแรงกลับพังทลายแทบไม่เหลือสภาพ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เหตุการณ์นี้จะครบรอบ 1 ปี แม้หนึ่งปีอาจเป็นช่วงเวลาไม่นานนักสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เขย่าความเชื่อมั่นของสังคมอย่างรุนแรง เวลาหนึ่งปีถือว่านานพอที่จะให้ประชาชนตั้งคำถามสำคัญว่า วันนี้เรารู้อะไรเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุของอาคารถล่ม ใครควรต้องรับผิดชอบ และประเทศไทยจะหาวิธีป้องกันที่มากกว่าการถอดบทเรียนอยู่ซ้ำๆ หลังความสูญเสียได้หรือไม่
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หลายประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัยได้ทยอยปรากฏขึ้น ผลการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานชี้ให้เห็นว่าแผ่นดินไหวอาจเป็นเพียงตัวกระตุ้นที่ทำให้โครงสร้างที่ส่อไม่ได้มาตรฐานอยู่แล้วพังทลายลง พร้อมกับเผยให้ได้กลิ่นเหม็นสาบคอร์รัปชันที่แทรกอยู่ในโครงการก่อสร้างนี้
ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อสร้าง มีข้อสงสัยหลายประเด็นถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงานที่ส่อล็อกสเปก การออกแบบโครงสร้าง การปรับเปลี่ยนแบบก่อสร้างหลายครั้ง ไปจนถึงการควบคุมงานและการตรวจรับงานในระหว่างการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าอาจมีการปลอมลายเซ็นในการอนุมัติแบบก่อสร้างบางส่วน รวมถึงข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงแบบบางรายการไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน
อีกประเด็นที่น่าติดตามคือโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทสัญชาติจีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตึกถล่ม โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บริษัทนอมินีผ่านโครงสร้างการถือหุ้นที่ให้คนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติ 49% ตามข้อกำหนดของกฎหมาย แต่ผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายกลับไม่มีคุณสมบัติทางการเงินหรือประสบการณ์ทางธุรกิจที่สอดคล้องกับโครงการก่อสร้างมูลค่าหลายพันล้านบาท ขณะเดียวกัน ที่ตั้งสำนักงานของบริษัทสัญชาติจีนนี้พบว่าเป็นเพียงอาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีบริษัทจำนวนมากจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน
แม้คดีความทั้งหมดจะยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และยังไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ผลการตรวจสอบที่ถูกเปิดเผยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ทำให้กลิ่นสาบของคอร์รัปชันโชยออกมาจนยากจะปิดบัง ผู้เขียนได้แต่หวังว่ากลิ่นนั้นจะลอยไปถึงผู้ที่มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน
หากประเทศไทยไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การถอดบทเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อปิดช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล
ประการแรก ควรยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินโครงการก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการของรัฐที่มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันล้านบาท ต้องกำหนดให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหรือองค์กรภาคประชาชนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ซึ่งพัฒนาโดยองค์กร Transparency International ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐ ผู้รับเหมา และผู้สังเกตการณ์อิสระร่วมกันกำกับดูแลโครงการตั้งแต่ขั้นตอนกำหนด TOR การคัดเลือกผู้รับเหมา ไปจนถึงการตรวจรับงาน
บทเรียนจากกรณีอาคาร สตง. ชี้ให้เห็นว่า แม้โครงการจะเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม แต่การเข้าร่วมเกิดขึ้นหลังจากขั้นตอนสำคัญ เช่น การกำหนด TOR และการคัดเลือกผู้รับเหมาได้ดำเนินการไปแล้วทำให้กลไกตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น โครงการขนาดใหญ่ของรัฐจึงควรกำหนดให้ต้องเข้าร่วมกลไกนี้ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ประการที่สอง ประเทศไทยควรยกระดับกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันให้สามารถเอาผิดนิติบุคคลได้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงลงโทษผู้ปฏิบัติงานระดับล่างเท่านั้น หลายประเทศใช้มาตรการลงโทษบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต เช่น การปรับเงินจำนวนสูง และการตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการรัฐ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้ใน อนุสัญญาต่อต้านสินบนของ OECD เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทลงทุนในระบบกำกับดูแลภายในของตนเอง แต่ในประเทศไทยกว่าบริษัทที่ทำผิดจะถูกขึ้นบัญชีดำ ก็มักพบว่าได้เร่ไปรับงานรัฐอีกหลายโครงการ บางแห่งถึงขั้นทิ้งงาน ทำให้สูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์
ประการที่สาม รัฐควรกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลงานภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัท (Beneficial Ownership) มาตรการดังกล่าวถูกใช้ในหลายประเทศเพื่อป้องกันการใช้บริษัท นอมินีหรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อนในการซ่อนตัวผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญของการฮั้วประมูลและการทุจริตในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่แท้จริงจะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบและภาคประชาชนสามารถติดตามได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทที่ได้รับงานจากรัฐ และช่วยลดโอกาสที่บริษัทนอมินีจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
โศกนาฏกรรมตึก สตง. เตือนให้เราตระหนักว่า หากมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้พรากเพียงผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่มันสามารถพรากชีวิตของผู้คนไปได้จริง ความยุติธรรมของคดีนี้จึงไม่ควรจบลงเพียงการหาผู้รับผิดชอบเป็นรายบุคคล หากแต่ต้องนำไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้การโกงเกิดขึ้นได้ยากขึ้น และทำให้ผู้ที่คิดจะโกงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงพอ
ท้ายที่สุดแล้ว อาคารที่พังทลายในวันนั้นอาจไม่ได้ถล่มลงเพียงเพราะแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน แต่อาจพังลงเพราะแรงสั่นสะเทือนจากความเปราะบางของระบบกำกับดูแล และความโลภของมนุษย์ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของรัฐเอง
แหล่งที่มา
1. https://today.line.me/th/v3/article/j758Nka
2. https://www.bangkokbiznews.com/politics/1183521
3. https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5125370
4. https://www.facebook.com/permalink.phpstory_fbid=pfbid02FwRiJVFAobKpno6WURmmD7ceFg24eUXWVwsQ72WjvR8BDGGYH4fpRscNijjv7iBUl&id=100076291060692&rdid=q7Eoge9acTMDu2yf#
5. https://bit.ly/4b8O2z2
6. https://bit.ly/410ZSVM
7. https://bit.ly/4rq1PG3
รักษ์ป่า อู่สุวรรณ


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี