วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
งานศึกษาด้านการคอร์รัปชันจำนวนมากชี้ตรงกันว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาเชิงระบบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคม โดยธนาคารโลก (World Bank) อธิบายว่า ความไม่สมดุลของอำนาจและความอ่อนแอของสถาบัน เป็นปัจจัยที่ทำให้กลไกการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใสส่งผลให้ยากต่อการควบคุมหรือป้องกันการทุจริตอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเสนอร่วมกันว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องอาศัยมาตรการและกลไกที่หลากหลายควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การออกแบบนโยบายเชิงป้องกัน การเปิดเผยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเน้นย้ำเรื่องการส่งเสริมความรู้ทางกฎหมาย กฎระเบียบและกลไกของรัฐให้แก่ประชาชน เพราะกลไกต่างๆ จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อประชาชนเข้าใจกฎหมาย
สอดคล้องกับงานศึกษาของ World Justice Project ที่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการเข้าใจและใช้กฎหมายมีผลโดยตรงต่อศักยภาพในการแก้ไขปัญหาและการใช้สิทธิอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้ประชาชนวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างเป็นระบบ สามารถระบุพฤติกรรมหรือความผิดปกติที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ตลอดจนเข้าใจหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในกระบวนการทางกฎหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ ความรู้ทางกฎหมายทำให้เราแยกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใครควรรับผิดชอบ และระบบควรเป็นอย่างไร นำไปสู่การร้องเรียน ตรวจสอบ และใช้สิทธิของตนเอง ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนบทบาทของความรู้ทางกฎหมายได้ชัดเจน เช่น หากประชาชนเข้าใจหลักการแข่งขันและข้อกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็จะสามารถตั้งข้อสังเกตต่อ TOR หรือกระบวนการประมูลที่ผิดปกติได้อย่างสมเหตุสมผล
หรือหากประชาชนเข้าใจหลักเกณฑ์การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือความผิดปกติอื่นๆ ได้รวมถึงกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ซึ่งทำให้สังคมร่วมกันตั้งคำถามต่อความผิดปกติในหลายด้าน โดยจุดแข็งของคำถามเหล่านี้อยู่ที่การเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับกรอบกฎหมาย เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง มาตรฐานการก่อสร้าง หรือบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของประชาชน การทำความเข้าใจกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเนื้อหามีความซับซ้อนและกระจายอยู่ในหลายกฎหมายและหน่วยงาน เช่นกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะกำหนดความผิดและอำนาจของหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวางกรอบเกณฑ์การแข่งขันที่โปร่งใส และยังมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบซึ่งบางส่วนไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายโดยตรง แต่ปรากฏอยู่ในระเบียบหรือแนวปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ระบบกฎหมายโดยรวมดูซับซ้อนและเข้าถึงยาก แม้ว่าจะมีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทุจริตในสังคมก็ตาม
ดังนั้น โจทย์สำคัญของหลักสูตร KRAC ในปีที่ 2 คือการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทบาทของกฎหมาย เครื่องมือ และกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตในสังคมไทย และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ศูนย์ KRAC จึงได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ (Anti-Corruption Law and Policy :
A Practical Curriculum)” ให้ทุกคนเรียนฟรีได้ที่ www.lifelong.chula.ac.th พร้อมรับประกาศนียบัตรจากจุฬาฯ
หลักสูตรนี้พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ สำนักงาน ป.ป.ช. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ HAND Social Enterprise ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของปัญหาคอร์รัปชันและโครงสร้างกฎหมายไทยอย่างเป็นระบบ ผ่าน 5 บทเรียน โดยใช้เวลาเรียนบทละไม่เกิน 45 นาที
เนื้อหามุ่งเน้นบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. และการนำกฎหมายไปใช้จริงในภาครัฐ รวมถึงการทำความเข้าใจหลักนิติธรรมซึ่งเป็นแกนสำคัญของความโปร่งใส พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ เช่น การประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชัน (CRAT) และการประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) ที่ช่วยระบุจุดเสี่ยงและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยี ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการยกระดับการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตในสังคม
นอกจากนี้ หลักสูตรยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้สู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD การทำความเข้าใจมาตรฐานเหล่านี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของคนในสังคมให้สอดคล้องกับทิศทางการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศ เมื่อประชาชนและผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจในกรอบกฎหมายสากล ก็จะสามารถมีส่วนร่วมผลักดันหลักการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงในบริบทของประเทศไทย
หลักสูตรนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดความรู้ทางกฎหมาย หากยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และติดตามตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคนในสังคมมีความเข้าใจในกฎหมายเพิ่มขึ้น การตรวจสอบจะไม่จำกัดอยู่ที่ภาครัฐเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่บทบาทของประชาชนที่มีส่วนร่วมกำกับให้กฎระเบียบถูกบังคับใช้อย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
โดยสุภัจจา อังค์สุวรรณ

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ปลุกพลังเรียนรู้เด็กไทย เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ
คลิปหนุ่มตื่นเต้นจับใบดำ-ใบแดง ร่างกายอ่อนปวกเปียก เจ้าหน้าที่ต้องหิ้วปีก สุดท้ายจับได้...
สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ไทยจ่อตีแผ่ฐานสแกมเมอร์ ชี้เป็นภัยคุกคามสากล
ทรัมป์โพสต์เดือด อารยธรรมอิหร่านจะล่มสลายในคืนนี้
ดร.มาโนชญ์ ชำแหละทรัมป์ ขู่ทำลายอารยธรรม ทำการเมืองเป็นเรื่องศาสนา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี