วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569
สงครามรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐฯกับอิสราเอล ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กันไปมาด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องของทั้งสองฝ่าย ยืดเยื้อมาถึงวันที่ 9 มีนาคมเมื่อวานนี้ นับเป็นวันที่ 10 หลังจากสหรัฐฯกับอิสราเอล เปิดฉาก“ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” หรือ“Epic Fury”ถล่มทางอากาศใส่อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ปลายเดือนที่แล้ว อิหร่านก็ได้ผู้นำสูงสุดคนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย
“โมจตาบา คาเมเนอี” (Mojtaba Khamenei)วัย 56 ปี ทายาทของ“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในวันแรกของสงครามรุกรานอิหร่าน ได้รับการคัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) อันเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักบวชระดับสูงจำนวน 88 คน และมีหน้าที่รับผิดชอบในการคัดเลือกผู้นำสูงสุด ให้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา จากการประกาศของทางการอิหร่านเมื่อวันที่ 9มีนาคมวานนี้
ผู้นำสูงสุดคนใหม่ทายาทของ “อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี” ผู้นี้ ขึ้นมาสืบทอดอำนาจแทนบิดา ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย และนับวันยิ่งขยายวงกว้าง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้โจมตีโรงเก็บน้ำมัน 4 แห่งและศูนย์ขนถ่ายน้ำมันในกรุงเตหะรานและจังหวัดอัลบอร์ซ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้คลังเก็บน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันเสียหายย่อยยับเท่านั้น ยังเท่ากับเป็นการ“ฆ่าชาวอิหร่านทั้งเป็น”
เนื่องจากสารอันตรายและสารพิษของเพลิงน้ำมันที่ลอยเป็นควันดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะราน ได้สร้างอันตรายต่อชีวิตพลเมืองชาวอิหร่านในวงกว้างจากการสูดอากาศหายใจเข้าไป และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านจากสหรัฐฯและอิสราเอลในครั้งนี้ยังอาจขยายผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอิหร่านหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ดี จากการถูกโจมตีคลังเก็บน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าว อิหร่านก็โต้กลับด้วยการถล่มคลังเก็บน้ำมันของอิสราเอล พร้อมๆ กับการทำลาย“โรงกลั่นน้ำจืดจากการกลั่นน้ำทะเล” ด้วยขีปนาวุธและโดรน ในประเทศอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งการทำลายโรงกลั่นน้ำจืด ถือว่าเป็นจุดอ่อนยุทธศาสตร์ที่เปราะบางกว่าน้ำมันสำหรับประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ท่ามกลางสงครามที่ขีปนาวุธและโดรนถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้กำลังการผลิตสะดุดลงนั้น ทรัพยากรที่เสี่ยงที่สุดไม่ใช่น้ำมันแต่เป็น“น้ำจืด” เพราะว่าทุกประเทศต้องพึ่งพาโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลนับร้อยแห่งตลอดแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งล้วนอยู่ในระยะยิงของอิหร่าน หากโรงงานเหล่านี้หยุดทำงานเมืองใหญ่ในภูมิภาคจะไม่สามารถรองรับประชากรในระดับปัจจุบันได้
โดยเฉพาะในคูเวต โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งใช้เทคโนโลยีการแยกเกลือด้วยวิธี Reverse Osmosis (RO) ผลิตน้ำดื่มกว่า 70-90 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั้งหมด นอกจากจะผลิตเพื่อให้ประชาชนอุปโภค-บริโภคแล้วก็ยังใช้เพื่ออุตสาหกรรม และการเกษตร
จะอย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่สอง ก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า สงครามในอิหร่านจะทำให้ข้อจำกัดต่างๆ ของการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก อันจะนำไปสู่ข้อจำกัดในการไหลเวียนของน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามได้ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใกล้เคียงในภูมิภาคที่อุดมไปด้วยน้ำมันแห่งนี้
ทั้งนี้ เมื่อดูจากข่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคมวานนี้ มีการเปิดเผยจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ รายงานการอนุมัติการจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่อิสราเอลมูลค่าประมาณ 151.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 4.81 พันล้านบาทย่อมคาดเดาได้ว่า“สงครามยาวแน่” ซึ่งการจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ยังรวมถึงการบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องตามที่อิสราเอลร้องขอ เช่นระเบิดแบบทิ้งจากอากาศยานสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไป น้ำหนัก 1 พันปอนด์รุ่น“บีแอลยู-110เอ/บี” (BLU-110A/B) จำนวน 12,000 ลูก
เมื่อสงครามยืดเยื้อ อันจะทำให้สถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดกันว่าราคาอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ก็จะมีผลกระทบจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังสหรัฐฯทันตาเห็น เพราะจะทำให้ปัญหาค่าครองชีพในสหรัฐฯยิ่งเลวร้ายหนักลงไปอีก และเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมสำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย ซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น รวมถึงการลดสวัสดิการภายใต้นโยบายของทรัมป์ ประกอบกับยังมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หากราคาพลังงานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายแล้ว ก็จะทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” และพรรครีพับลิกัน ตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ลำบากก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปลายปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับราคาค่าใช้จ่ายในการทำสงครามที่สหรัฐฯต้องใช้เงินประมาณวันละ 891.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.86 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ย้อนกลับมาผู้นำสูงสุดคนใหม่ คือ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน และเป็นหน่วยงานทางทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศอิหร่าน อีกทั้งยังมีความใกล้ชิดกับกองกำลังกึ่งทหารอาสาสมัครบาซิจ (Basij) จากการที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่นับวันยิ่งแหลมคม โดยการประกาศของ“โดนัลด์ ทรัมป์” ก่อนหน้านี้ว่า “โมจตาบา”ไม่ใช่ตัวเลือกที่สหรัฐฯ จะยอมรับได้ง่ายๆ และขู่ว่า “จะอยู่ได้ไม่นาน”
นาทีนี้อาจจะมีคำถามกลับว่า ระหว่าง“โมจตาบา”กับ“ทรัมป์” ใครจะไปก่อนกัน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

น้าเดชเตือนรัฐ อย่าหาทำ นโยบายรถเก่าแลกรถ NEV
ฉก.นราฯโต้ปมยิง สส.กมลศักดิ์ ลั่นความจริงวัดกันที่หลักฐาน อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินกองทัพ
นายกฯอิตาลีประณามทรัมป์ รับไม่ได้พูดโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปา
ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย
ยศชนัน สวมเสื้อลายดอก ร่วมเล่นน้ำฉลองสงกรานต์สีลมคึกคัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี