วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
การรุกรานอิหร่านเยี่ยงอาชญากรสงครามของสหรัฐฯและอิสราเอล จากการเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยได้สังหาร“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านและครอบครัว รวมทั้งผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คน พร้อมกับเด็กนักเรียนหญิงของโรงเรียนสตรีในเมืองมินาบ 168 คนต้องจบชีวิตเพียงเสี้ยววินาทีจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ในศตรวรรษที่ 21 นั้น วันนี้ครบหนึ่งเดือน
ผ่านมาหนึ่งเดือน โดยในวันนี้ 30 มีนาคม นับเป็นวันที่ 31 ของสงครามที่มีผลกระทบไปทั้งโลก ซึ่งนอกจากไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แล้ว โลกก็ยังร้อนลุกด้วย“วิกฤตพลังงาน”ที่เป็นปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ จนทำให้อารมณ์ของประชาชนพลเมืองในประเทศต่างๆ “เดือดเป็นไฟ”ตามไปด้วย จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและยังจะต้องสูงขึ้น ตราบที่สงครามยังไม่ยุติ
แม้แต่ในบ้านเราเสียงก่นด่ารัฐบาลก็ยังระงม หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยอมเอ่ยปากขอโทษประชาชนจากการบริหารจัดการเรื่อง“น้ำมัน"ที่ไม่ชัดเจนจนเกิดปัญหา พร้อมกับได้นำรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องออกมานั่งแถลงข้อเท็จจริงต่างๆ ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญาแล้วก็ตาม
เหตุผลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยกขึ้นมาชี้แจงและขอโทษประชาชนจากการแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการเปิดพิธีกรรมอีเว้นท์“Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยอ้างว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้ครบหนึ่งเดือนนั้น ทุกประเทศในโลกนี้ต่างก็ประสบปัญหาความมั่นคงทางพลังงานเหมือนกันแทบทุกประเทศ และราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก รวมทั้งหลายประเทศมีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันด้วย ซึ่งคำชี้แจงนี้ ถึงจะจริงแท้แค่ไหน ในยามนี้ไม่มีใครเขาฟังหรอก
เพราะขบวนการ“ไอ้โม่ง”ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อของประชาชนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในบ้านเรานั้นมีอยู่จริง และการลักลอบส่งออกไปขายต่างประเทศก็มีอยู่จริง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถจัดการได้ จึงทำให้มีข้อครหาว่า รัฐบาลกับ“นายทุนผู้ค้าน้ำมัน”ก็เป็นพวกเดียวกัน และรัฐบาลเพิ่งจะมาขึงขังหลังจาก“รวยกันไม่ไหวแล้ว” โดยได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้ กอ.รมน. บูรณาการทุกหน่วยงานปราบปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา
และในวันรุ่งขึ้น หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่องถ่ายอำนาจให้“ทหาร”ที่เป็นกลไกหลักของ กอ.รมน.ถือดาบอาญาสิทธิ์ ก็ปรากฏว่า กองทัพเรือโดย“ทัพเรือภาคที่ 1”ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับเรือขนน้ำมันเถื่อนได้จริงๆ ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมของกลางน้ำมัน 8.5 หมื่นลิตรที่ถูกลักลอบนำออกไปขายประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ดี นับจากนี้ไปหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ และน่าจะจบกระบวนการโดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นก่อนสงกรานต์กลางเดือนเมษายนนี้ เมื่อรัฐบาล“อนุทิน 2”เป็นรัฐบาลเต็มตัว สิ่งสำคัญลำดับแรกคือ นายอนุทิน จะต้องทำอย่างที่พูดไว้ให้ ดังที่กล่าวไว้ในวันเปิดพิธีกรรมอีเว้นท์“Meet the Press”ว่า “เมื่อรัฐบาลชุดใหม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ จะไม่มีคำว่าขอดูงานก่อน ขอทดลองงานก่อน เพราะคณะรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลชุดนี้จะยังคงทำงานรับใช้ประชาชนต่อไปในชุดรัฐบาลหน้า จะต้องเกิดความรวดเร็วอย่างแน่นอน”
ชาวบ้านที่ยังเอาใจช่วย ด้วยเหตุที่ในยามศึกสงครามความเป็น“น้ำหนึ่งใจเดียวกัน”ของคนในชาติที่ต้องสมัครสมานสามัคคีกันจึงจะฝ่าวิกฤตไปได้นั้น ต่างก็ส่งเสียง“สาธุ”กับคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรูล สนับสนุนขอให้รัฐบาลของนายอนุทินทำได้จริงอย่างที่พูด ประมาณว่า“พูดแล้วทำพลัส”ดังที่พรรคภูมิในหาเสียงไว้ ส่วนเสียงก่นด่าก็ให้ถือเสียว่าเป็น“คำให้พร” อะไรที่ฟังแล้วมีประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ก็น้อมรับเก็บไปพิจารณาแก้ไขต่อไป
สรุปก็คือ ก้มหน้าก้มตาทำไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและชาติบ้านเมือง สงครามยังอีกยาว และไม่ต้องไปยกสถานการณ์ของบ้านอื่นเมืองอื่นมาเปรียบเทียบ บ้านใครก็บ้านมัน ส่วนบ้านเรารัฐบาลมีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจและอยู่เย็นเป็นสุขได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่านั้น
ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางที่“โดนัลด์ ทรัมป์”เป็นผู้ก่อนั้น ภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเวลานี้ นับวัน“ทรัมป์”ก็ยิ่งอยู่ลำบาก การชุมนุมประท้วง“No Kings”ของคนอเมริกันเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา จากจำนวนประชาชนมากว่า 9 ล้านคนใน 3,300 เมือง ของ 50 รัฐในสหรัฐฯ ที่ออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน เพื่อแสดงพลังต่อต้านคัดค้านนโยบายของ“ทรัมป์”ผู้กระหายสงคราม ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญ
เพราะการชุมนุมประท้วงภายใต้สัญญลักษณ์“No Kings” อันหมายถึงการประท้วงต่อต้านนโยบายและอำนาจของรัฐบาลสมัยที่สองของ“ทรัมป์” ที่ชาวอเมริกันเห็นว่า“ทรัมป์”ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ต่างจาก“ทรราช”นั้น ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สาม จากครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิด 79 ปีของ“ทรัมป์” และวันครบรอบ 250 ปีกองทัพสหรัฐฯ และครั้งที่สองในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน โดยในครั้งนี้ได้พ่วงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ“สงครามอิหร่าน”เพิ่มขึ้นมาด้วย จากที่เคยประท้วงเฉพาะปัญหาเรื่องสิทธิความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของ“ทรัมป์”
“STOP TRUM’S WAR” จากการชูป้ายประท้วงต่อต้าน“ทรัมป์บ้า”ผู้วิปริตผิดมนุษย์ของชาวอเมริกัน พร้อมกับการส่งเสียงของชาวอเมริกันนับล้านคนในครั้งนี้ ที่ประณามการใช้กำลังทหารและความขัดแย้งซึ่งทวีความรุนแรงใน“สงครามอิหร่าน”ของ“ทรัมป์” ชัดเจนที่สุดว่าชาวอเมริกันคิดอะไรกับ“ทรัมป์”
ถ้าเป็นคนไทยภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “กูไม่เอามึงโว้ยไอ้ทรัมป์บ้า” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

มาดูโร อดีตผู้นำเวเนฯ โพสต์ X ครั้งแรก จากในเรือนจำสหรัฐฯ
เฉลยแล้วที่ไหน! บุ๋ม ปนัดดา ตื่นเต้น เขียนใบสมัครงานในรอบ 30 ปี
ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์
สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน
ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี