วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปัญหาน้ำมันราคาแพง และหลายประเทศขาดแคลน เป็นภาวะวิกฤตระดับโลก
เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง
ในบ้านเรา นอกจากปัญหาน้ำมัน ยังมีการซ้ำเติมด้วยปัญหาจากน้ำลาย การปั่นกระแส ปั่นข่าวบิดเบือนข้อมูล เพื่อหวังทางการเมืองในการดิสเครดิต ช่วงชิงคะแนนนิยมของนักการเมืองและกลุ่มการเมือง
ปั่นข่าวปลอมว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมัน 10 บาท
ปั่นข่าวปลอมว่าจะมีการปิดไฟฟ้าทั่วประเทศตอนสองทุ่ม ฯลฯ
สร้างความตื่นตระหนก โกลาหล โกรธแค้น ทำลายความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหายามวิกฤต
บางฝ่ายผูกโยงไปถึงผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา บูลลี่โจมตีไปถึงประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยส่อเจตนาหวังผลโจมตีด้อยค่าทางการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดกับการแก้ปัญหาราคาน้ำมันขณะนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย รัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่เลยด้วยซ้ำ ขณะนี้ รัฐบาลรักษาการทำหน้าที่ต่อไป
1. ล่าสุด สถานการณ์หน้าปั๊มทั่วประเทศ ดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามาก
จำนวนปั๊มที่ขาดน้ำมันลดลง (แต่ยังมีปั๊มที่น้ำมันหมดอยู่) บางปั๊มที่มีรถขนส่งน้ำมันลง แล้วรีบให้คนมาเติมไปหมด พฤติกรรมคนเติมน้ำมันเยอะขึ้น ไวขึ้น และบางส่วนตุนไว้ด้วย ทำให้บางปั๊มหมดโควตาเดือนนี้แล้ว ต้องรอน้ำมันงวดต้นเดือนเมษายน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการแต่ละปั๊มเพราะในช่วงนี้เป็นภาวะความต้องการสูงผิดปกติ สูงเกินยอดขายปกติของแต่ละปั๊ม .
ส่วนที่ปั่นข่าวทำนองว่า พอขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ปั๊มก็มีให้บริการขายทันที นั่นก็ปั่นเกินจริง เพราะหลายปั๊ม พอคนไปเติมน้ำมันเยอะๆ ก็หมดอยู่ดี (แม้ขึ้นราคาแล้ว)
ส่วนปั๊มพีที ที่ถูกข่าวปั่นว่า มีน้ำมันไม่ขาด ความจริง หลายสาขาก็หมดเหมือนกัน
ขณะเดียวกัน ปตท. แบ่งขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นให้กับกลุ่มผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) ในราคาเดียวกับหน้าปั๊ม เพื่อแก้ปัญหาจ๊อบเบอร์แย่งประชาชนมาซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งทำให้การขายน้ำมันหน้าปั๊มต้องถูกแบ่งส่วนออกไปก่อนหน้านี้
2. ประเด็นการปรับราคาขายขึ้นพรวดเดียว ลิตรละ 6 บาท
ถ้าพิจารณาตามเหตุปัจจัยสภาพความเป็นจริงทั่วโลก จะเห็นว่า ราคาน้ำมันเปรียบเทียบประเทศต่างๆ ทั่วโลก หลายประเทศปรับราคาขายปลีกขึ้นไปตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.แล้ว
โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ขณะนั้น ประเทศไทยยังตรึงราคาเพดานไว้ไม่เกิน 30 บาท
ไทยเราใช้เงินจากกองทุนน้ำฯ เข้ามาช่วยจ่าย โดยช่วงต้นเดือนมี.ค. อุดหนุนตั้งแต่ลิตรละไม่กี่บาท พอราคาตลาดโลกสูงขึ้น ประเทศอื่นๆ ขึ้นราคาขายปลีกแล้ว แต่ประเทศไทยราคาขายปลีกยังตรึงอยู่ได้ ก็เพราะกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มจำนวนเงินอุดหนุนมากขึ้นไปด้วย ช่วยประชาชนจ่ายค่าน้ำมันดีเซล
เคยอุดหนุนสูงสุดถึงลิตรละ 26.99 บาท ในวันที่ 25 มี.ค.
จากนั้น ลดการอุดหนุนลง ทำให้ราคาขายปลีกพุ่งพรวดขึ้น 6 บาทต่อลิตร
โดยที่ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ ก็ยังช่วยประชาชนจ่ายค่าน้ำมันดีเซลกว่าลิตรละ16 บาท
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ก็ปรับราคาวันเดียวกับไทย ขยับราคาดีเซลขึ้นไปสูงกว่าไทยเสียอีก ทั้งๆ ที่มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน
ปัจจุบัน การจัดการน้ำมันในมาเลเซีย ยังอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นตลาดกลางการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคนี้ เป็นราคาที่สะท้อนตลาดอย่างแท้จริง ไม่มีใครสามารถกำหนดราคาเอง รวมไปถึงไทยที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
.png)
3. ประเด็นปั่นกระแสน้ำมัน+เชื้อเพลิงทำลายทางการเมือง
“1. ทำไมไม่ใช้ราคาต้นทุนสต๊อกเก่า?
รมต.พลังงานเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่า น้ำมันก็เหมือน “ทองคำ”
“ทองเนี่ยเราดูราคาขึ้นลงตามตลาดโลกเป็นรายวัน เราไม่สนใจว่าห้างทองมีสต๊อกทองเก่าราคาเท่าไหร่ แต่เขาต้องขายราคาตลาด... โรงกลั่นบ้านเราก็ต้องขายขึ้นลงตามราคาตลาดน้ำมันสำเร็จรูป”
ซึ่งในทางกลับกัน หากวันหนึ่งสงครามจบแล้วราคาน้ำมันโลกลดลง แม้โรงกลั่นจะมีสต๊อกของแพงค้างอยู่ ก็ต้องยอมขายราคาถูกตามกลไกโลกเช่นกัน
.jpeg)
.jpeg)
.png)
2. ประเด็นค่าการกลั่นและ “กำไรลาภลอย” (Windfall Tax)
ตอนนี้มีการตั้งคณะทำงานร่วม 3 กระทรวง (พลังงาน-คลัง-พาณิชย์) เพื่อตรวจสอบเรื่อง “War Premium” หรือค่าความเสี่ยงจากสงครามว่าจริงๆ แล้วเป็นเท่าไหร่กันแน่
เพื่อพิจารณาเรื่อง “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ต่อไป
3 วิกฤตกองทุนน้ำมัน!
สถานะตอนนี้ “ติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท” และยังมีเงินไหลออกสูงถึงวันละกว่า 2 พันล้านบาท!”
4. กระแสบิดเบือนโจมตีว่า รมว.พาณิชย์ คุณศุภจี ไม่ควบคุมราคาน้ำมัน
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า น้ำมันเป็นสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแล จึงไม่เข้าข่ายที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เข้าในควบคุมธุรกิจน้ำมันได้ โดยที่ผ่านมามีคำวินิจฉัย 2 กรณี เป็นตัวอย่าง ได้แก่
“1.คำพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับคดีน้ำมันเชื้อเพลิง (คดีดำที่ 1872/2566 และคดีแดงที่ 193737/2561) ประเด็นคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ละเลยต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีไม่ควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2561 ศาลปกครองกลางพิพากษาว่าแม้จะมีการกำหนดน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศ กกร.เรื่องการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม
ปี 2555 ลงวันที่ 25 ม.ค. 2555 ซึ่งใช้บังคับขณะมีการฟ้องคดี เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพประชาชนและเป็นสินค้าที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิตต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้าชนิดอื่น ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าฯ ซึ่ง กกร.มีอำนาจตามมาตรา 25 มาตรา 26 ในการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดราคาซื้อ/จำหน่ายสินค้า การกำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้า เป็นต้น
แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2534 อนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันชื้อเพลิง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ประกอบกับมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงพลังงานอื่นในประเทศไทยโดยเฉพาะอยู่แล้ว ดังนั้น กกร.จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใดซึ่งทำให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
2.ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ให้อำนาจ กกร.ในการออกประกาศกำหนดสินค้าและบริการควบคุมได้ แต่สินค้า“น้ำมันเชื้อเพลิง”มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้อำนาจ ดังนั้น กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล ส่วน กกร.จะเป็นผู้ตรวสอบการแจ้งราคาและการแสดงราคาตามที่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด”
พูดง่ายๆ กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่ คือ ไปตรวจสอบการจำหน่ายว่า ปั๊มคิดราคาเกินกว่าที่ประกาศกำหนดหรือไม่ มาตรวัดน้ำมันถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ
ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมัน หรือควบคุมราคาน้ำมัน
5. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดโลก (แต่ยังช่วยประคองอยู่) เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคาและการกักตุน โดยจะเปลี่ยนจากการ #อุดหนุนแบบถ้วนหน้า มาเป็น #การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. กลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ): เน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านคนโดยจะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ เพื่อช่วยค่าครองชีพ เช่น ค่าอาหารหรือค่าไฟฟ้า (ทั้งนี้ต้องรอการอนุมัติงบกลางหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น)
2. ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์: ครอบคลุมรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์ โดยจะช่วยเหลือผ่านคูปอง/บัตรเติมน้ำมัน หรือโอนเงินตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้ขับขี่ เพื่อลดผลกระทบต้นทุนการขนส่งที่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้า
3. กลุ่มเกษตรกร: มุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงตามราคาน้ำมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูแลการจัดหาปุ๋ยราคาถูก และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน
4. กลุ่มประมง: ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 (ผสมน้ำมันปาล์ม 20%) แทนน้ำมันเขียว ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนให้ชาวประมงได้ถึง 5 บาทต่อลิตรเมื่อเทียบกับราคาหน้าปั๊ม และยังเป็นการช่วยพยุงราคาน้ำมันปาล์มให้เกษตรกรในประเทศอีกด้วย
5. กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ: สำนักงบประมาณจะเข้ามาดูแลเรื่องการปรับ “ค่า K” (ดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง) เพื่อชดเชยต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน
สำหรับภาคอุตสาหกรรมและบริการทั่วไป รัฐบาลจะไม่มีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันโดยตรง แต่จะเน้นการเสริมสภาพคล่องผ่านการจัดสรร “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” (Soft Loan) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและประคองธุรกิจต่อไปได้ในช่วงวิกฤตพลังงานนี้
นายเอกนิติกล่าวว่า “มาตรการทั้งหมดนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง และจะสามารถเริ่มดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบทันทีที่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ เพื่อให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายที่สุด”
6. 1 เดือนวิกฤตโลก: แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ แถลงว่า ช่วงแรกของวิกฤต เกิดความปั่นป่วนจากนโยบายตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากประเมินสถานการณ์สั้นเกินไป แต่เมื่อเห็นแนวโน้มว่าวิกฤตจะยืดเยื้อ รัฐบาลจึงปรับมาตรการใหม่ เน้นประคับประคอง ลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการ
นายกฯ กล่าวว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มในบางพื้นที่ ขณะนี้คลี่คลายลงแล้ว จากมาตรการสำคัญ ได้แก่ เพิ่มรอบและเวลาการขนส่งน้ำมัน อัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ ตรวจสอบและปราบปรามการกักตุน ปรับนโยบายราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการหยุดตรึงราคา ช่วยลดแรงจูงใจกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเน้นว่า การหยุดตรึงราคา ไม่ใช่การลอยตัว รัฐบาลยังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยอุดหนุน เพียงแต่ลดสัดส่วนลงเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการคลัง พร้อมย้ำว่า ราคาน้ำมันไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในอาเซียน แต่ราคาของไทย ยังสูงกว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
นายกฯ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์หน้าปั๊มเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลเตรียมโฟกัสค่าครองชีพ เป็นลำดับถัดไป โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ ควบคู่โครงการช่วยเหลือ เช่น ร้านธงฟ้า และโครงการไทยช่วยไทย ขณะเดียวกัน ย้ำว่าราคาสินค้าอื่นยังอาจปรับตามกลไกตลาด แต่การแข่งขันจะช่วยควบคุมไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนชุดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ อาทิ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชดเชยต้นทุนพลังงานภาคขนส่ง
ช่วยเหลือเกษตรกรและภาคประมง ออกสินเชื่อ SME
ทั้งหมด มีเป้าหมายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ควบคู่การดูแลกลุ่มเปราะบาง
ในมิติความมั่นคงพลังงาน นายกฯ ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้ว สามารถเจรจาให้น้ำมันไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
ท้ายที่สุด นายกฯ ขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชน ช่วยกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ตื่นตระหนก และร่วมเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมย้ำว่าแนวทางของรัฐบาล คือ สร้างความมั่นคงพลังงาน ลดผลกระทบประชาชน และทำให้ประเทศยืนระยะได้ จนกว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลาย
สารส้ม

มาดูโร อดีตผู้นำเวเนฯ โพสต์ X ครั้งแรก จากในเรือนจำสหรัฐฯ
เฉลยแล้วที่ไหน! บุ๋ม ปนัดดา ตื่นเต้น เขียนใบสมัครงานในรอบ 30 ปี
ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์
สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน
ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี