วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ยินดีกับประชาชนที่ชนะคดีเหมืองอัครา
แม้เป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ย่อมทำให้การต่อสู้เพื่อปกป้องสุขภาพ และความยุติธรรม มีความหวังต่อไป
ก่อนหน้านี้ ปมข้อพิพาทเอกชนเรียกค่าเสียหายจากรัฐที่ยุติการทำเหมืองยุติลงโดยที่ฝ่ายรัฐไม่ต้องเสียค่าโง่ไปแล้ว
1. ศาลแพ่งสั่งเอกชนจ่ายค่าชดเชยให้แก่ประชาชนเกือบ 400 คน
เมื่อวานนี้ (24 มีนาคม 2569) ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ สว2 /2559
ที่ น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้านจาก จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี เป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างอื่น กรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ของ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส
โจทก์ฟ้องสรุปว่า จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลย (บมจ.อัครารีซอร์สเซส) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองโลหะหนักที่มีพิษออกสู่ภายนอกเหมือง โดยการพัดปลิวไปตามกระแสลมเกิดเสียงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน เกิดการรั่วไหลของสารพิษไซยาไนด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บกากแร่ เกิดการแพร่กระจายของสารโลหะหนักอื่นๆ เช่น สารหนู, แมงกานีส, เหล็ก เป็นต้น ได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่มที่อาศัยบริเวณโดยรอบลำคลองและอ่างเก็บน้ำ
โจทก์และสมาชิกกลุ่มนำน้ำจากลำคลองมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษในผลผลิตทางการเกษตร เช่น เมล็ดข้าว ข้าวโพด เป็นต้น ตลอดจนการบริโภคข้าวและอาหารจากแหล่งน้ำดังกล่าวมีสารไซยาไนด์ สารหนู และแมงกานีสเจือปนเป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มเจ็บป่วย ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และจิตใจ
โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งหรือบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม เป็นค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยมีสารพิษในร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านจิตใจ ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า มีการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 จากทางทิศใต้ออกไปสู่ที่ราบผ่านไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้พบโลหะหนักตามลำคลอง และทำให้ประชาชนมีสารโลหะหนักในร่างกาย และได้รับผลกระทบจากฝุ่นที่เกิดจากการระเบิดเหมืองแร่ และได้รับผลกระทบจากการเสี่ยงในการทำเหมืองแร่ของจำเลย ศาลจึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มจำนวน 382 ราย
พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย สำหรับประชาชน
- ที่มีอายุ 15 ปีลงมา ให้รายละ 200,000 บาท
- อายุมากกว่า 15 ปี รายละ 100,000 บาท
- อายุ 15 ปีลงมา แต่มีค่าโลหะหนักในร่างกาย ไม่เกินเกณฑ์รายละ 100,000 บาท
- อายุมากกว่า 15 ปี มีค่าโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ รายละ 50,000 บาท
รวมทั้ง ค่าเสื่อมสภาพจิตใจได้รับความหวาดกลัววิตกกังวล สำหรับผู้ที่มีสารโลหะหนัก เกินเกณฑ์ได้รับการชดใช้รายละ 20,000 บาท
ส่วนที่ไม่เกินเกณฑ์ให้ได้รับรายละ 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มและอาหารเมื่อไม่สามารถอุปโภค-บริโภคจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต ให้ชดใช้รายละ 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ในการใช้แหล่งน้ำและวิถีชีวิตถูกทำลายให้ชดใช้รายละ 5,000 บาท ฯลฯ
นอกจากนี้ กำหนดให้จำเลยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองสาธารณะโดยรอบให้ปราศจากสารปนเปื้อน ให้รับผิดชอบทั้งหมดในการบำบัดดินและน้ำ คลองสาธารณะ และอ่างเก็บน้ำให้ปราศจากการปนเปื้อนกลบหลุมเหมืองเก็บกักกากแร่ที่ 1 กลบดินทั้งหมด โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยให้คำนึงถึงความปลอดภัย ส่วนคำขออื่นให้ยก
อย่างไรก็ตาม คดียังไม่ถึงที่สุด ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร
2. ตอกย้ำ อดีตนายกฯลุงตู่ระงับกิจการ เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนถูกต้องแล้ว
คำพิพากษาศาลแพ่งยืนยันว่า ประชาชนได้รับความเสียหาย ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากการประกอบกิจการเหมืองทองจริงๆ
ดังนั้น การที่อดีตนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจ มาตรา 44 ระงับการอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนขณะนั้น จึงถูกต้องแล้ว ที่ปกป้องประชาชน
แลกกับความเสี่ยงใดๆ ที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
3. ปมข้อพิพาทเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทย 3 หมื่นล้านบาท ก็ยุติไปแล้ว
ในส่วนปมข้อพิพาทที่เอกชนเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล กรณีอดีตนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจ มาตรา 44 ระงับการอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนนั้น ได้มีการยุติข้อพิพาทเป็นอันสิ้นสุดไปแล้ว
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้าข้อพิพาทระหว่างไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัคราภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงโดยสมัครใจเป็นที่เรียบร้อย
ทางคิงส์เกตฯ ถอนคำร้องจากอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
หากย้อนต้นเรื่องคดี เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 นับตั้งแต่เหมืองทองคำอัคราถูกคำสั่งจาก มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 72/2559 ระงับการอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก
จากนั้น ปี 2560 คิงส์เกตฯ ได้ยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ฟ้องรัฐบาลไทย เหตุละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งในกระบวนของศาลได้เปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการเจรจา โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมและทีมกฎหมายทำหน้าที่หลักในการเจรจา
ช่วงระหว่างการเจรจา ได้นักการเมืองฝ่ายค้านของไทย (ยุครัฐบาลลุงตู่) หยิบเอากรณีนี้ไปถล่มโจมตี สาดโคลน ใส่ร้ายลุงตู่อย่างรุนแรงต่อเนื่อง
หาว่าไทยแพ้คดีไปแล้ว จะต้องจ่ายเงินหลายหมื่นล้าน ลุงตู่จะต้องเข้าคุก
บางรายถึงขนาดโม้ว่ามีหลักฐานเด็ดจะเอาลุงตู่เข้าคุก ฯลฯ
ทั้งๆ ที่ ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ยังไม่มีคำตัดสินใดๆ
ช่วงของการเจรจา คิงส์เกตฯ ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยหลายข้อ โดยเฉพาะการขอนำแร่ที่ขุดขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้และค้างอยู่ในโรงโลหกรรมออกมาถลุงและรีไฟน์ให้เสร็จจนหมด พร้อมทั้งต้องให้สิทธิในการสำรวจแร่ (อาชญาบัตรสำรวจ) ที่ยังคงมีอายุเหลืออยู่ทำการสำรวจให้เสร็จ พร้อมทั้งต้องอนุญาตการทำเหมืองแร่ (ประทานบัตร) ให้จนกว่าจะหมดอายุ
รวมถึงให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชยที่เมื่อประเมินตัวเลขความเสียหายของเหมืองอัคราโดยวัดจากปริมาณสำรองแร่ทอง ในขณะนั้นซึ่งมีแร่ทอง 8.9 แสนออนซ์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37,020 ล้านบาท และแร่เงิน 8.3 ล้านออนซ์ มูลค่าประมาณ 3,984 ล้านบาท
แถมยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่บริษัทอัคราฯ ขอให้รัฐหางานในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียงรองรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองแบบไร้กำหนด ซึ่งสามารถผลิตได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 8-10 ปีข้างหน้า รวมมูลค่า 41,004 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นเพียงเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนเพียงไม่กี่ข้อที่คิงส์เกตฯ ใช้เจรจาเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว
นับเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี โดยที่ไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใดๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ กล่าวว่า คณะทำงานได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย ใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือ การเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด
4. ปลายปีที่แล้ว วันที่ 2 ธันวาคม 2568 กระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีรายงานความคืบหน้า ระบุว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้แจ้งผลอย่างเป็นทางการว่า “ไม่ต้องออกคำสั่งตัดสินคดี” หลังทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติร่วมกัน ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และหลักสากลด้านสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแล และความปลอดภัย
ขณะนั้น รัฐมนตรีธนกรได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส รอบคอบ และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนรอบพื้นที่เหมือง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนซ้ำอีก ขณะเดียวกัน บริษัทอัคราฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตภายใต้ พ.ร.บ.แร่ 2560 และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จนสามารถเริ่มประกอบกิจการได้อีกครั้งในปี 2566 ภายใต้ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งกว่าเดิม
นายธนกรกล่าวว่า การดำเนินการยุติคดีครั้งนี้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทระหว่างประเทศ และช่วยยืนยันว่าไทยมีระบบกำกับดูแลเหมืองแร่อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตามหลักสากล
“รัฐบาลเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่การสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในอนาคต” รัฐมนตรีธนกรกล่าว
5. เป็นอันว่า ประชาชนที่ถูกละเมิด สุขภาพชีวิตเดือดร้อนเสียหาย ได้รับชัยชนะในศาลแพ่ง (ศาลชั้นต้น)
รัฐบาลลุงตู่ รอดพ้นจากปมค่าเสียหายตามข้อพิพาท โดยบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ แบบไม่มีเงื่อนไข
ส่วนบริษัทเอกชน ก็ยังมีสิทธิทำเหมืองได้ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายเหมืองแร่ฉบับใหม่ ที่ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสูงขึ้น เคร่งครัดขึ้น
อันที่จริง เห็นว่า เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจ เอกชนไม่ควรอุทธรณ์คดีที่ถูกประชาชนฟ้องร้อง พร้อมกับเดินหน้าทำธุรกิจในประเทศไทย เคารพกฎหมายไทย รักประเทศไทย คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไทยอย่างจริงจัง จริงใจ เป็นรูปธรรม จะเป็นผลดีต่อเอกชน คุ้มค่ากับเงินค่าเยียวยาที่ต้องจ่ายตามคำพิพากษาของศาลมากกว่าจะสู้คดีต่อไป
สารส้ม

‘ศุภจี-ชาบีดา’ ร่วมเปิด Thailand Pavilion เมืองคานส์ ดัน‘หนังไทย-คอนเทนต์ไทย’สู่เวทีโลก
กรุณพล เทียนสุวรรณ รายงานตัวเป็นสส. หลัง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลาออก
สิ้นสุดหน้าร้อน! กรมอุตุประกาศไทยเข้าสู่ฤดูฝน 15 พ.ค. คาดปริมาณฝนน้อยกว่าปี’68
14 พฤษภาคม 'วันอนุรักษ์ควายไทย' รำลึกคุณสัตว์คู่กสิกรรม
นายกฯ สั่งการ รมว.สุชาติ นำทีมลงพื้นที่หาดนุ้ย ภูเก็ต ทวงคืนที่รัฐ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี