วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
ในภาวะวิกฤตพลังงานโลก จากสงครามตะวันออกกลาง ประเทศไทยต้องจัดการน้ำมัน2 ขาให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่
หนึ่ง น้ำมันดิบขาเข้า คือ จัดหาน้ำมันดิบมาป้อนโรงกลั่นให้เพียงพอ มั่นคง ในราคาที่เหมาะสม
สอง น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ คือ จัดสรรน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นในประเทศแล้ว ทั้งเบนซิน ดีเซล จัดส่งไปสู่ผู้ใช้ในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ขาดแคลน ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
1. ปัญหาร้อนตอนนี้ คือ ขาที่สอง เกี่ยวกับการจัดการน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยเราเอง
เกิดปัญหาปั๊มขาดน้ำมัน ไม่มีน้ำมันสำเร็จรูปรองรับเพียงพอความต้องการซื้อของประชาชน ที่มีทั้งการเติมและการตุน
2. สรุปภาพรวมของน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยเวลานี้
2.1 น้ำมันเบนซิน
มีการผลิต 5 โรงกลั่น กำลังผลิตรวม ณ วันนี้ 35.28 ล้านลิตร
น้ำมันเบนซิน จะมีการเติมเอทานอล โดยผู้ค้าน้ำมัน ประกอบด้วย 5 โรงกลั่นดังกล่าว และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7
เมื่อนำมาผลิต และผสมกับเอทานอลแล้ว ก็นำมาจำหน่ายเป็นกลุ่มน้ำมันเบนซินทั้งแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 E20
ยอดขายรวมจะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน
ซึ่งการใช้เอทานอล ก็จะมีผลดี คือ ลดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องใช้จากการนำเข้าน้ำมันดิบ หันมาใช้น้ำมันที่เราผลิตได้จากอ้อย มันสำปะหลัง มีผลดีต่อราคาพืชผล เพิ่มรายได้เกษตรกรในประเทศด้วย
ประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อมูลความจริงเพิ่มเติม คือ น้ำมันที่ผสมเอทานอลแล้ว จะถูกส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นผู้ค้าจำหน่ายเบนซินตามมาตรา 7 จำนวน 14 ราย โดยจำหน่ายผ่านทางสถานีบริการจำหน่ายของปั๊มจำนวน 28.78 ล้านลิตร ที่เหลือจะขายให้ผู้ค้ารายย่อย
ตรงนี้ จะต้องตรวจสอบ พิสูจน์กันว่า ใครได้ไปเท่าไหร่ ขายออกไปสู่ผู้ใช้จริงเท่าไหร่ มีกักตุนไว้หรือไม่ มีลักลอบส่งออกหรือไม่?
2.2 น้ำมันดีเซล
มีการผลิต 6 โรงกลั่น ผลิตดีเซลพื้นฐานจำนวน 79.91 ล้านลิตรต่อวัน
น้ำมันดีเซล จะมีการผสมไบโอดีเซล โดยผู้ค้าน้ำมันเช่นกัน ก่อนจะกลายเป็นดีเซลที่จำหน่ายทั่วประเทศ
ปกติ ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศอยู่ที่ประมาณ 67–70 ล้านลิตรต่อวัน แต่ช่วงนี้มีบางวันที่ผ่านมาความต้องการพุ่งสูงเกิน 100 ล้านลิตรต่อวัน
ซึ่งการใช้ไบโอดีเซลผสม ก็จะมีผลดี คือ ลดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องใช้จากการนำเข้าน้ำมันดิบ หันมาใช้น้ำมันที่เราผลิตได้จากปาล์มน้ำมัน มีผลดีต่อราคาพืชผล เพิ่มรายได้เกษตรกรในประเทศด้วย
การแก้ปัญหาขณะนี้ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว จะทำให้น้ำมันในสต๊อกเข้าสู่ระบบ โดยน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตร จะเข้ามาในระบบ และต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการน้ำมัน เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวันคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี
กรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงว่า น้ำมันดีเซลส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล
ประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อมูลความจริงเพิ่มเติม คือ การจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันให้ปั๊มบริการน้ำมัน มีการลดปริมาณลงในช่วงนี้จริงหรือไม่? เพราะหลายปั๊มยืนยันว่าได้โควตาน้ำมันลดลง
มีการจ่ายน้ำมันให้จ๊อบเบอร์กี่ราย ปริมาณเท่าใด แล้วน้ำมันถูกจำหน่ายไปสู่ผู้ใช้น้ำมันเท่าไหร่ ?
มีใครกักตุน หรือลักลอบส่งออก หรือไม่?
3. ส่วนปัญหาอีกขา คือ ขานำเข้าน้ำมันดิบมาป้อนโรงกลั่นในประเทศ
การจัดหา-จัดซื้อน้ำมันดิบ จากแหล่งขายที่สามารถขนส่งเข้ามาประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ล่าสุด นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองขณะมีอยู่ 103 วัน เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร เป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร และอยู่ระหว่างการขนส่ง 4,206 ล้านลิตร และมีน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทาง 3,700 ล้านลิตร
รวมทั้งสิ้น เพียงพออย่างน้อย 103 วัน
4. ประเด็นการจัดหาน้ำมันดิบขาเข้าเพื่อมากลั่นประเทศนั้น มีข้อมูลและมุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติม
คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ Wiwan Tharahirunchote ได้โพสต์ข้อเขียนจากคนในแวดวงพลังงานโดยตรง ซึ่งน่าจะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนถูกต้องขึ้น
ไม่ใช่หลงเชื่อคำโม้ของผู้เชี่ยวชาญน้ำมันโซเชียลที่อุปโลกน์ตัวเอง และจินตนาการเอาเอง ซึ่งบางอย่าง เรื่องทางเทคนิค ระบบค้าขายน้ำมันโลก ไม่ใช่แบบนั้น
ใจความสำคัญบางส่วน คุณวิวรรณ บอกว่า
“คุณพละ สุขเวช อดีตผู้ว่าการ ปตท. วิศวะ จุฬาฯ ปี 2500 เขียนอธิบายได้ยอดเยี่ยมเข้าใจง่ายและละเอียดมากค่ะ จึงขอนำมาแบ่งปัน
....“สิ่งหนึ่งที่คนไทยต้องยอมรับความจริงให้ได้ และตื่นจากความเชื่อว่าไทยมีแหล่งน้ำมันสำรองมากติดอันดับโลกที่คนบางกลุ่มปั่นกันจนเชื่อว่ามีจริงคือ ไทยไม่ติดอันดับท็อป 50 ของโลกสำหรับประเทศที่มีปริมาณแหล่งสำรองน้ำมันดิบมากที่สุด เพราะจากข้อมูลของ Worldometer ปี 2025 ระบุว่าไทยอยู่อันดับที่ 55 ของโลก มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 239.8 ล้านบาร์เรล คิดเป็นเพียง 0.014% ของปริมาณสำรองน้ำมันดิบรวมทั่วโลกเท่านั้น..
หากประเทศไทยหยุดนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศโดยสิ้นเชิงและใช้น้ำมันดิบสำรองที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว ปริมาณน้ำมันสำรองเหล่านี้จะถูกใช้หมดภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี เมื่อคำนวณจากอัตราการบริโภคปัจจุบันที่มีความต้องการใช้น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่า 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ไทยสามารถผลิตน้ำมันดิบเองได้เพียงประมาณ 1 แสนกว่าบาร์เรลต่อวัน
ด้วยเหตุผลนี้ ไทยจึงมีสถานะเป็น “ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ” (Net Importer) อย่างเต็มตัวซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงเกินกว่า 60% ของการใช้งานทั้งหมด เพื่อให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ
แน่นอนว่าการที่น้ำมันไม่สามารถเดินทางจากตะวันออกกลางมาไทยได้ในช่วงนี้นับว่าเป็นฝันร้ายของคนไทย เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามกล่อมคนไทยว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ได้อีก 60 วันบ้าง 90 วันบ้าง ซึ่งตัวเลขจำนวนวันที่จากปากของแต่ละหน่วยงานยังขัดแย้งกันเอง
อีกทั้งในเวลานี้เริ่มมีปรากฏการณ์น้ำมันหมดปั๊ม หรือจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน ทำให้คนไทยแทบไม่เชื่อมั่นในคำพูดจากหน่วยงานรัฐอีกต่อไปและแห่ไปรอเข้าคิวเติมน้ำมันกันยาวเหยียด
หลายคนต่างตั้งคำถามว่า ทำไมไทยไม่นำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมในสภาวะเช่นนี้?
ต้องเรียนผู้อ่านว่าน้ำมัน ไม่ใช่สิ่งที่อยากจะซื้อปุ๊บก็ซื้อได้ปั๊บ มันมีรอบของการซื้อในแต่ละรอบอยู่ตามแต่ผู้จำหน่ายกำหนดไว้
อีกทั้งการจะซื้อน้ำมันแต่ละครั้งจะต้องมีสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ผลิตรู้ว่าจะต้องผลิตน้ำมันในปริมาณเท่าไหร่ให้เพียงพอต่อออเดอร์จากแต่ละประเทศ ซึ่งจะต้องจองราคาล่วงหน้ากันหลายเดือน และผู้ผลิตคือผู้คุมเกมส์ว่าจะขายน้ำมันให้ที่ราคาเท่าไหร่ ถ้าผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงราคากันได้ในแบบที่พอใจทั้งสองฝ่าย นั่นถึงจะเกิดสัญญาการซื้อขายน้ำมัน
ณ ขณะนี้ รัสเซียที่ครั้งหนึ่งเคยโดนแบนจากทั่วโลกด้วยเหตุผลจากการก่อสงครามกับยูเครน ทำให้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มาจากรัสเซียไม่ถูกนำมาอยู่ในสมการของตลาดโลก รวมทั้งการตัดรัสเซียออกจากระบบการเงินโลกยิ่งทำให้รัสเซียไม่สามารถขายพลังงานให้กับชาติอื่นๆ ได้หลายปี แต่ก็มีประเทศที่พร้อมซื้อพลังงานจากแดนหมีขาวทั้งจีน อินเดีย ตุรกี และบางชาติในแอฟริกา ตะวันออกลาง และลาตินอเมริกาบางชาติที่ไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐ และยุโรป ซึ่งทำให้ชาติเหล่านี้ได้น้ำมันราคาถูกจากรัสเซียไปเป็นจำนวนมาก
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วทำไมประเทศไทยถึงไม่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียบ้าง ?
อันที่จริงสาเหตุหลักไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของราคา แต่มาจากข้อจำกัดทางเทคนิค โลจิสติกส์ และภูมิรัฐศาสตร์อีกหลายประการประกอบกัน
1.โครงสร้างและเทคโนโลยีของโรงกลั่นน้ำมัน : โรงกลั่นน้ำมันในไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบและติดตั้งเทคโนโลยีมาเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก น้ำมันดิบจากแต่ละแหล่งทั่วโลกมีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน เช่น ระดับความหนาแน่นและปริมาณกำมะถัน
…โรงกลั่นในไทยรวมไปถึงชาติเอเชียส่วนใหญ่มีเทคโนโลยีการกลั่นน้ำมันจากกลุ่มชาติอาหรับเป็นหลัก
อีกทั้งโรงกลั่นเหล่านี้ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลไปแล้วในการสร้าง “หน่วยกำจัดกำมะถัน” (Desulfurization units) และปรับแต่งหอกลั่นให้เข้ากับสูตรเคมีของน้ำมันตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้กลั่นออกมาได้สัดส่วนของ น้ำมันดีเซล และ เบนซิน ตรงกับความต้องการใช้ในประเทศพอดีเป๊ะ
น้ำมันดิบจากรัสเซีย (Russian Crude) โดยแดนหมีขาวมีน้ำมันหลายเกรด แต่ตัวหลักๆ ที่ส่งออกและมีประเด็นเรื่องส่วนลด จะแบ่งเป็น 2 เกรดหลักที่ต่างกันดังนี้
เกรด Urals (ฝั่งตะวันตก - ตัวที่ลดราคาเยอะที่สุด) มีคุณสมบัติเป็นน้ำมันระดับกลางและมีกำมะถันสูง (Medium-Sour) คล้ายของตะวันออกกลาง แม้จะดูคล้ายกัน แต่น้ำมัน Urals มีสารปนเปื้อนและโลหะหนัก เช่น นิกเกิล และ วาเนเดียม ในอัตราส่วนที่สูงกว่าตะวันออกกลางมาก โลหะหนักเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยา Catalyst Poisoning ซึ่งเป็นสารเร่งปฏิกิริยาเคมีในหอกลั่นของไทย ทำให้สารเร่งเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อเปลี่ยนสารเร่งบ่อยขึ้น ซึ่งสารเร่งเหล่านี้มีราคาแพงมาก ทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาพุ่งทะลุเกินส่วนลดที่ได้มา
เกรด ESPO และ Sokol (ฝั่งตะวันออก - ใกล้เอเชีย) มีคุณสมบัติเป็นน้ำมันเบาและกำมะถันต่ำ (Light-Sweet) คุณภาพดีมาก กลั่นง่าย คราบเขม่าน้อย แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การกลั่นยาก แต่อยู่ที่เมื่อกลั่นน้ำมันชนิดนี้ออกมา สัดส่วนของผลผลิต (Yield) จะได้น้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วนที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น อาจจะได้ดีเซลน้อยลง แต่ได้ผลิตภัณฑ์อื่นที่ไทยไม่ได้ต้องการใช้เยอะแทน นอกจากนี้ เกรด ESPO เป็นของดีที่จีนและอินเดียแย่งกันซื้อ ทำให้ไม่ได้มีส่วนลดเยอะเท่าเกรด Urals
การนำน้ำมันดิบจากรัสเซีย (เช่น สายพันธุ์ Urals หรือ ESPO) เข้ามากลั่นในปริมาณมากๆอาจทำให้กระบวนการกลั่นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรืออาจต้องลงทุนมหาศาลเพื่อปรับปรุงโรงกลั่น ซึ่งในระยะยาวอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
2.ความเสี่ยงทางการเงินและมาตรการคว่ำบาตร แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้ประกาศคว่ำบาตรรัสเซียโดยตรง แต่การทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันกับรัสเซียในปัจจุบันมีความซับซ้อนและยุ่งยากมาก
ตั้งแต่การชำระเงิน เนื่องจากธนาคารของรัสเซียหลายแห่งถูกตัดออกจากระบบการโอนเงินทั่วโลก (SWIFT) ทำให้การชำระเงินค่าสินค้าข้ามประเทศทำได้ยากและมีความเสี่ยง
หากธนาคารพาณิชย์ของไทยทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัสเซียที่ติดแบล็กลิสต์ ธนาคารไทยอาจถูกตัดออกจากระบบการเงินโลก ซึ่งจะส่งผลพังพินาศต่อระบบเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยทั้งหมด
ส่วนบริษัทพลังงานของไทยที่มีการลงทุนหรือทำธุรกิจในต่างประเทศ อาจถูกแบนการทำธุรกรรมหรือถูกระงับทรัพย์สินในต่างแดนได้เช่นกัน
ต่อมา คือการขนส่งและประกันภัย บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยทางทะเลรายใหญ่ของโลกซึ่งมักเป็นของชาติตะวันตก ปฏิเสธการให้บริการกับเรือที่บรรทุกน้ำมันรัสเซีย หากไม่มีประกันภัย การขนส่งทางทะเลก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือหากหาได้ก็จะมีต้นทุนที่สูงมาก
เมื่อบริษัทประกันภัยและกองเรือมาตรฐานระดับโลกไม่รับขนส่งน้ำมันรัสเซีย การซื้อน้ำมันจึงต้องพึ่งพา “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ซึ่งมักเป็นเรือน้ำมันเก่าที่ถูกปลดระวางและใช้ประกันภัยนอกระบบมาตรฐาน
หากเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลระหว่างทาง หรือในน่านน้ำไทย จะไม่มีบริษัทประกันภัยระดับโลกเข้ามารับผิดชอบค่าเสียหายในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล
3. ระยะทางและต้นทุนค่าขนส่ง (Logistics) ด้วยระยะทางการเดินเรือจากท่าเรือของรัสเซียมายังประเทศไทยนั้น ไกลกว่าการขนส่งจากตะวันออกกลางมากกว่าเท่าตัว ระยะทางที่ไกลขึ้นหมายถึง ค่าระวางเรือ (ค่าขนส่ง) ที่แพงขึ้น ซึ่งต้นทุนตรงนี้อาจไปหักล้างกับส่วนลดค่าน้ำมันที่รัสเซียเสนอให้ ทำให้เมื่อคำนวณราคาสุทธิเมื่อมาถึงหน้าโรงกลั่นในไทยแล้ว อาจ
ไม่ได้ถูกกว่าน้ำมันจากแหล่งเดิม
4.สัญญาระยะยาวและความมั่นคงทางพลังงาน การซื้อขายน้ำมันระดับประเทศมักทำกันผ่าน สัญญาระยะยาว (Long-term contracts) เพื่อรับประกันว่าประเทศจะมีน้ำมันใช้สม่ำเสมอและไม่ขาดแคลน ไทยมีความสัมพันธ์อันดีและมีสัญญากับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมาอย่างยาวนาน การลดสัดส่วนกะทันหันเพื่อไปพึ่งพาแหล่งพลังงานจากประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงครามและมีความไม่แน่นอนสูง อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวได้...”
ในยามวิกฤตพลังงานโลก ประเทศไทยเราต้องจัดการน้ำมันทั้ง 2 ขาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่งั้นเศรษฐกิจในประะเทศก็วิบัติตามไปด้วย
สารส้ม

ป.ป.ช.-สวทช.เดินหน้าพัฒนาเครื่องมือประเมิน ITA และ PIT เสริมความโปร่งใสภาครัฐ
รวบ บูม เซียนพระดัง! คดีอนาจารเด็ก 4 ขวบ ตร.แจ้ง 3 ข้อหาหนัก
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ
สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี
CIB รวบหนุ่มบัญชีม้า หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้เสริม สูญเงินกว่า 2 ล้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี