วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
หลังจากได้รัฐบาลใหม่“อนุทิน 2”ที่มีอำนาจเต็มมือ โดยจะเริ่มทำงานได้อย่างเป็นทางการหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นในวันที่ 10 เมษายนศุกร์หน้านั้น ก็ต้องลุ้นกันต่อว่า รัฐบาลจะนำพาประเทศชาติไปอย่างไร เพื่อให้หลุดรอดจาก“กับดักสงคราม”ที่ทำให้เกิด“วิกฤตพลังงาน”อยู่ในเวลานี้
เพราะความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยในเวลานี้ ต่างจากสถานการณ์“โควิด-19”ที่เกิดการแพร่ระบาดระหว่างปี 2563 และ 2564 ซึ่งในยามนี้ดูเหมือนว่าเราได้เกิดความขัดแย้งทางความคิดกันหนักขึ้น โดยเฉพาะการแสดงออกที่มองรัฐบาลเหมือนศัตรูคู่อาฆาต
ในช่วง“วิกฤตโควิด” การจุดประเด็นเรื่อง“วัคซีนเทพ” เพื่อปั่นกระแสให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ไม่ประสบความสำเร็จ และเราก็ผ่านวิกฤตนั้นมาได้จนทั่วโลกยอมรับ และจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ตัวเลขของเราก็ถือว่าไม่ได้สูงมากอย่างน่าตกใจ
จากตัวเลขที่มีการสรุปในปี 2566 ของเรามียอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 4.73 ล้านคน รักษาหาย 4.69 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิต 3.3 หมื่นคน เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนเพื่อนบ้านเรา ก็จะเห็นตัวเลขที่แตกต่างได้ชัดเจน เช่น เวียดนาม ยอดผู้ป่วย 11.56 ล้านคน รักษาหาย 11.48 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิต 4.3 หมื่นคน, อินโดนีเซีย ยอดผู้ป่วย 6.77 ล้านคน รักษาหาย 6.60 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิต 1.6 แสนคน, มาเลเซีย ยอดผู้ป่วย 5.07 ล้านคน รักษาหาย 5.02 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิต 3.7 หมื่นคน และฟิลิปปินส์ ยอดผู้ป่วย 4.09 ล้านคน รักษาหาย 4.02 ล้านคน ยอดผู้เสียชีวิต 6.6 หมื่นคน
แต่สำหรับสถานการณ์สงครามที่อ่าวเปอร์เซียในครั้งนี้ กระแสความความไม่พอใจเกี่ยวกับการจัดการเรื่องปัญหา“น้ำมัน”ของรัฐบาล ทำให้คนไทยเกิดความเคลือบแคลงใจและมีอารมณ์เดือด ยิ่งกว่าปัญหาเรื่อง“วัคซีน”ในช่วงวิกฤตโควิด เพราะมีผลกระทบโดยตรงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ทุกครัวเรือน นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยสำคัญจะแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเพดานจำกัดแล้ว สินค้าอุปโภค-บริโภครวมทั้งข้าวปลาอาหารและพืชผักผลไม้ ก็มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
ความหวังของประชาชนคนไทยจึงอยู่ที่รัฐบาล ขณะที่การแก้ปัญหาก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทยแต่เพียงลำพัง เนื่องจากเราต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากประเทศในตะวันออกกลางเป็นหลัก และตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ วิกฤตจากปัญหาน้ำมันก็จะยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อยๆ
ฟังจากที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงพลังงานจัดลำดับขั้นของสถานการณ์วิกฤตน้ำมันไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 มีผลกระทบไม่รุนแรง การเดินเรือชะลอตัว, ระดับ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิน 1 เดือน แต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้ และโรงกลั่นรับมือได้ และระดับ 3 ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้เลย เกิดปัญหาขาดแคลนและเกินขีดความสามารถของโรงกลั่น นั้น เวลานี้สถานการณ์น้ำมันของบ้านเราอยู่ในระดับที่ 2 และถ้าหากพัฒนาไปถึงระดับที่ 3 ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะยิ่งวุ่นวายเดือดร้อนแค่ไหน
เพราะถ้าถึงระดับที่ 3 มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะถูกกำหนดออกมาก็ยิ่งเข้มข้น ซึ่งก็คงไม่ต่างจากมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”ในช่วงวิกฤตโควิด ที่ไม่เพียงแต่ต้อง “Work from Home”เท่านั้น อาจจะไปถึงขั้นต้องมีการออกมาตรการปันส่วนเชื้อเพลิง โดยการกำหนดโควตาซื้อน้ำมันของประชาชน เช่น ที่ประเทศศรีลังกาได้มีมาตรการนี้ออกมาแล้ว ด้วยการจำกัดการซื้อน้ำมันของประชาชนต่อครั้ง รถยนต์ส่วนบุคคลเติมได้ครั้งละ 15 ลิตร และรถจักรยานยนต์เติมได้ครั้งละ 5 ลิตร
นอกจากนั้น หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการรับมือไปแล้ว จากที่ ศบก.แถลงข่าว ก็คือ เกาหลีใต้จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วันต่อสัปดาห์ เหลื่อมเวลาทำงาน ลดเวลาอาบน้ำเพื่อประหยัดไฟฟ้า, ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร อุดหนุนราคาพลังงานเฉพาะกลุ่ม และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย, จอร์แดน ห้ามเปิดแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นในสถานที่ราชการ และฟิลิปปินส์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติจากวิกฤตพลังงาน เช่น สั่งข้าราชการบางส่วนทำงานจากที่บ้าน อย่างน้อย1 วันต่อสัปดาห์ พร้อมห้ามเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐเดินทางในภารกิจที่ไม่จำเป็น
โดยล่าสุดที่ประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอียิปต์ได้ออกมาตรการสั่งร้านค้าธุรกิจต่างๆ ปิดเร็วกว่ากำหนด เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า รับมือกับปัญหาขาดแคลนพลังงานขั้นวิกฤต และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก โดยกำหนดให้ร้านค้าและร้านอาหารต้องปิดภายในเวลา 21.00 น. เร็วขึ้นเกือบ 4 ชั่วโมงจากปกติ พร้อมกับปิดไฟสาธารณะและไฟป้ายโฆษณาบนถนนทุกสาย เป็นผลทำให้วิถีชีวิตของคนอียิปต์เปลี่ยนไปทันที จากบนท้องถนนที่เคยคึกคัก ยามราตรีเต็มไปด้วยแสงสี แหล่งบันเทิงและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เงียบสนิทอยู่ในความมืดมิด
กลับมาดูที่บ้านเรา ขนาดนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำกับดูแลทางด้านเศรษฐกิจ ยังยอมรับว่า วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะหนักกว่าวิกฤต“โควิด-19”เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางได้ทำให้โครงสร้างพลังงานถูกทำลาย และยังไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะเป็นอย่างไร จะจบเมื่อไหร่
ดังนั้นสิ่งที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าว ก็คือ “การเร่งปรับตัว ถ้าใครปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ”
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า ถ้าคนไทยหันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤตสงครามครั้งนี้ให้ได้เหมือนกับเมื่อครั้ง“วิกฤตโควิด” รับรองเราชนะ “สงครามน้ำมัน” แน่นอน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

หมอกี้ ชากีร่า โพสต์ซึ้งเปิดใจถึงลูกสาว นาเดีย บนเวทีหนูน้อยจักรวาล 2026
ตลาดหล่มสักแตก! แห่ต่อคิวซื้อแกงถุงร้าน ‘ครัวเพชร’ ถูกอร่อยเริ่มต้นแค่ 20 บาท
3 บอร์ด กสทช.โร่แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เหตุไม่ประชุมร่วมหมอสรณ หลังมติกรรมการสรรหาให้พ้นตำแหน่ง
ย้อนชมภาพความอบอุ่น กลัฟ บิวกิ้น ควงแขนคุณแม่ ถ่ายทอดโมเมนต์สุดพิเศษ รับเทศกาลวันแม่กับ Gucci
อธิบดีปกครอง สั่งสอบด่วน ปมมอบอาวุธปืนวันกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ขีดเส้น 7 วันรายงานผล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี