วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งการถกเถียงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลหรือข้อเท็จจริง หากแต่เริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครเป็นคนทำ” มากกว่า “สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่”
เมื่ออคติกลายเป็นตัวตั้ง ทุกนโยบายจึงถูกมองผ่านแว่นแห่งความเกลียดชัง ทุกโครงการถูกปฏิเสธก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหา และทุกความสำเร็จของประเทศกลับถูกลดทอนคุณค่าด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่โลกภายนอกไม่ได้รอให้คนไทยทะเลาะกันจนจบ
รายงาน World Economic Outlook Update ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2569 แม้จะปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียงร้อยละ 3.0 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน
แต่กลับมีข่าวดีที่คนไทยควรรับรู้ ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มเพียง 4 ประเทศของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายสำคัญของโลก
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในยุค AI หากแต่กำลังมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก ฐานการผลิตของไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคใหม่
แน่นอนว่า ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เกิดจากการสั่งสมศักยภาพของประเทศมาอย่างยาวนาน ทั้งการลงทุนด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนตลอดหลายทศวรรษ
สิ่งที่คนไทยควรทำในวันนี้ จึงไม่ใช่การทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง แต่คือการต่อยอดโอกาสที่กำลังเปิดอยู่
สังคมประชาธิปไตยย่อมมีความเห็นต่างได้ การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่สำคัญของประชาชน การตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณหรือการดำเนินนโยบายก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะจะทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่การตรวจสอบ กับการปฏิเสธทุกอย่างเพียงเพราะไม่ชอบฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้เสนอ เป็นคนละเรื่องกัน
หากประเทศไทยจะสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center)เพื่อรองรับ AI ก็ควรถกเถียงกันว่าโครงการมีความคุ้มค่าหรือไม่หากจะพัฒนาระบบไฟฟ้า พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็ควรถามว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ปฏิเสธตั้งแต่ต้นเพียงเพราะไม่ใช่รัฐบาลที่ตนสนับสนุน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่คือการที่คนไทยจำนวนหนึ่งหมดศรัทธาในประเทศของตนเอง มองทุกความสำเร็จว่าเป็นเรื่องหลอกลวง และมองทุกโอกาสด้วยสายตาแห่งความสิ้นหวัง
ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก นี่คือโอกาสที่ไม่ควรถูกทำให้สูญเปล่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกฝ่ายจะหันมาแข่งขันกันเสนอแนวทางทำให้ประเทศดีขึ้น แทนการแข่งขันกันทำลายความน่าเชื่อถือของบ้านตัวเอง
เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะเลือกพรรคการเมืองใดหรือมีอุดมการณ์แตกต่างกันเพียงใด ประเทศไทยก็ยังเป็นบ้านหลังเดียวของพวกเราทุกคน และอนาคตของชาติ ย่อมไม่อาจสร้างได้ด้วยความเกลียดชัง หากต้องสร้างด้วยสติ ปัญญา ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกัน

ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ระหว่างวันที่ 9 - 15 กรกฎาคม พ.ศ.2569
เฮทุกนัด!ช้างศึกทุบเมียนมาลิ่วตัดเชือกชนสิงคโปร์
โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตรี ให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าฯ
วิปฝ่ายค้าน จ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่4 'พนิดา' ชี้เส้นเงินชัด โยงบุคคลใหม่ใกล้ชิดพรรคการเมือง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี