วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งการถกเถียงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลหรือข้อเท็จจริง หากแต่เริ่มต้นจากคำถามว่า “ใครเป็นคนทำ” มากกว่า “สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่”
เมื่ออคติกลายเป็นตัวตั้ง ทุกนโยบายจึงถูกมองผ่านแว่นแห่งความเกลียดชัง ทุกโครงการถูกปฏิเสธก่อนที่จะพิจารณาเนื้อหา และทุกความสำเร็จของประเทศกลับถูกลดทอนคุณค่าด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่โลกภายนอกไม่ได้รอให้คนไทยทะเลาะกันจนจบ
รายงาน World Economic Outlook Update ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2569 แม้จะปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียงร้อยละ 3.0 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน
แต่กลับมีข่าวดีที่คนไทยควรรับรู้ ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มเพียง 4 ประเทศของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายสำคัญของโลก
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในยุค AI หากแต่กำลังมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก ฐานการผลิตของไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคใหม่
แน่นอนว่า ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เกิดจากการสั่งสมศักยภาพของประเทศมาอย่างยาวนาน ทั้งการลงทุนด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนตลอดหลายทศวรรษ
สิ่งที่คนไทยควรทำในวันนี้ จึงไม่ใช่การทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง แต่คือการต่อยอดโอกาสที่กำลังเปิดอยู่
สังคมประชาธิปไตยย่อมมีความเห็นต่างได้ การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่สำคัญของประชาชน การตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณหรือการดำเนินนโยบายก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะจะทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่การตรวจสอบ กับการปฏิเสธทุกอย่างเพียงเพราะไม่ชอบฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้เสนอ เป็นคนละเรื่องกัน
หากประเทศไทยจะสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center)เพื่อรองรับ AI ก็ควรถกเถียงกันว่าโครงการมีความคุ้มค่าหรือไม่หากจะพัฒนาระบบไฟฟ้า พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็ควรถามว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ปฏิเสธตั้งแต่ต้นเพียงเพราะไม่ใช่รัฐบาลที่ตนสนับสนุน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่คือการที่คนไทยจำนวนหนึ่งหมดศรัทธาในประเทศของตนเอง มองทุกความสำเร็จว่าเป็นเรื่องหลอกลวง และมองทุกโอกาสด้วยสายตาแห่งความสิ้นหวัง
ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก นี่คือโอกาสที่ไม่ควรถูกทำให้สูญเปล่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกฝ่ายจะหันมาแข่งขันกันเสนอแนวทางทำให้ประเทศดีขึ้น แทนการแข่งขันกันทำลายความน่าเชื่อถือของบ้านตัวเอง
เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะเลือกพรรคการเมืองใดหรือมีอุดมการณ์แตกต่างกันเพียงใด ประเทศไทยก็ยังเป็นบ้านหลังเดียวของพวกเราทุกคน และอนาคตของชาติ ย่อมไม่อาจสร้างได้ด้วยความเกลียดชัง หากต้องสร้างด้วยสติ ปัญญา ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกัน

ดร.นิว สวน อภิสิทธิ์ ปม ม.112 ฉะรู้ไม่จริง ไม่ได้ทำการบ้าน
‘ศาสตรา’ ซัดเดือด ‘จูรี’ เลิกแซะ คลอง ร.1 เสร็จทัน พ.ย. จี้ขอโทษคนหาดใหญ่ ปมเฟกนิวส์
‘สรรเพชญ’ ออกโรงโต้ปม รัฐบาล ไม่ดูแล หาดใหญ่ ยันดำเนินการป้องกันแก้ไขทั่วถึง-ครบทุกมิติ
น้าหงา แต่งกลอนซูฮกพ่อสู้ชีวิต ยอมขายทุกอย่างพาลูกสาว เนเน่ บินล่าฝันบนเวที America's Got Talent
ญี่ปุ่นผวาซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ สายการบินแห่ยกเลิกเที่ยวบิน ปชช.เร่งกักตุนเสบียง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี