วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในความเข้าใจร่วมกัน(MOU) เพื่อยุติสงครามทุกแนวรบกับอิหร่าน ทำให้ชาวโลกโล่งใจไปได้อย่างน้อย 60 วัน ก่อนเจรจาในประเด็นสำคัญ เรื่องนิวเคลียร์อิหร่าน และการผ่อนคลายแซงก์ชั่น ที่อาจเจอทางตันต้องห้ำหั่นกันรอบใหม่
60 วันข้างหน้า เป็นเวลาที่ทรัมป์ ได้ทบทวนยุทธศาสตร์สงครามและกลยุทธ์การหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอม ที่ทั้ง ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลพันธมิตรใกล้ชิดกอดคอทำสงครามร่วมกันมานาน และอนาคตทางการเมืองของทั้งสองคนแขวนอยู่กับสงครามอิหร่านแต่บริบทแตกต่างกัน
คือหากทำสงครามกับอิหร่านต่อไปคะแนนนิยมในตัวทรัมป์ ซึ่งตกลงตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่านไปอยู่ที่ 36% และจะดำดิ่งไปมากกว่านั้นหากดึงดันทำสงครามกับอิหร่านต่อไป
ด้านเนทันยาฮู คะแนนนิยมตกลง 24% ที่นักวิเคราะห์การเมืองในตะวันออกกลางฟันธงว่า เขาจะแพ้การเลือกตั้งที่จะมาถึง และหลังจากนั้นไม่นานจะถูกศาลตัดสินจำคุกในความผิดคอร์รัปชันที่คดีค้างศาลนานกว่าเจ็ดปี เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีติดพันกับประเทศอยู่ภาวะสงคราม
เนทันยาฮู รู้ว่า ยุติสงครามวันไหนเขาต้องเข้าคุกไม่นานหลังจากนั้น ที่เลวร้ายคืออาจถูกจับส่งไปดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์และชาวเลบานอน
เนทันยาฮูจึงขัดขวางการยุติสงครามกับอิหร่านตลอดมาดังนั้นเมื่อข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งครอบคลุมทุกแนวรบรวมทั้งเลบานอนและกาซา เนทันยาฮูถึงโวยวายขู่ทำสงครามกับเลบานอนและอิหร่านต่อไป
ทรัมป์ อยากออกจากสงครามเต็มประดา โทรไปหาเนทันยาฮูสามครั้งไม่สามารถปรามเขาได้ เพราะนายกรัฐมนตรีกระหายสงครามยืนกรานว่า อิหร่านคือภัยตลอดกาลของอิสราเอล สุดท้ายทรัมป์ต้องขอให้ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอลมาครง แห่งฝรั่งเศส ช่วยปรามอิสราเอลเรื่องเลบานอน
ในการพบกันระหว่างการประชุมจี 7 ทรัมป์ กล่าวว่าอยากให้จี 7 ช่วยเก็บทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ และอยากให้ฝรั่งเศสช่วยแก้ปัญหาสงครามในเลบานอน
มาครงตอบว่า ฝรั่งเศสจะส่งกองเรือพิฆาตไปกวาดทุ่นระเบิดในฮอร์มุซเรื่องสงครามเลบานอนก็จะช่วยเท่าที่ทำได้
ในขณะที่ไม่มีใครรับปากจะช่วยแก้ความบ้าสงครามของเนทันยาฮู มีข่าวลือว่า เกิดความขัดแย้งรุนแรงในทำเนียบขาว ที่ลือสะพัดว่าทรัมป์ เล็งปลดพีธ เฮกเซธรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ และผู้อำนวยการ CIA ปมขัดใจเรื่องทำสัญญาสันติภาพกับอิหร่าน
หลังจากทรัมป์ตัดสินใจลงนามในข้อตกลงกับอิหร่าน เริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาเช็คบิลคนของตัวเองที่กล้าออกมาค้านการทำข้อตกลงกับอิหร่าน
เอกสาร JINSA Iran War Update ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่เผยแพร่แบบสาธารณะมี 3 ชื่อที่เห็นต่างกับการตัดสินใจของทรัมป์ คือ รมว.กลาโหม พีธ เฮกเซธ ผู้อำนวยการ
CIA จอห์น แรตคลิฟฟ์ และ มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงกับอิหร่านในตอนนี้
ความขัดแย้งเริ่มจากที่ผู้อำนวยการ CIA นำข้อมูลข่าวกรองเข้าไปรายงานต่อทรัมป์ว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่อิหร่านคุยกันเองในห้องลับนั้น ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาพูดบนโต๊ะเจรจาเลย และทั้ง พีธ เฮกเซธ และ มาร์โก รูบิโอ ก็เห็นพ้องกันว่า อิหร่านกำลังย่ำแย่จากการคว่ำบาตรอยู่แล้ว ถ้าบีบต่อไปอาจยอมแพ้เองไม่จำเป็นต้องรีบทำ MOU ในตอนนี้
แต่ทรัมป์เห็นต่าง เพราะฝ่ายสนับสนุนข้อตกลงอย่างเจดี แวนซ์ ลูกเขยของเขา จาเร็ด คุชเนอร์ และทูตพิเศษสตีฟ วิตคอฟฟ์ ต่างก็ผลักดันให้เดินหน้าลงนามเอ็มโอยู และดูเหมือนว่าทรัมป์ จะฟังเสียงฝั่งนี้มากกว่า
สำหรับ มาร์โก รูบิโอ แม้จะตั้งคำถามในห้องประชุม แต่เขาฉลาดพอที่จะไม่ออกมาวิจารณ์ต่อหน้าสื่อ ทำให้ดูเหมือนว่าเขายังปลอดภัยในเวลานี้
นอกจากนี้ มีรายงานในทำเนียบขาวช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า เกิดสภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรงในห้องประชุม ถึงขั้นมีการโต้เถียงอย่างดุเดือดระหว่าง ประธานาธิบดีทรัมป์ กับรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ รวมถึงที่ปรึกษาคนสนิทอย่าง จาเร็ด คุชเนอร์ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ที่รับบทบาทเป็นแกนนำฝั่งสนับสนุนข้อตกลง
ในท้ายที่สุด “ทรัมป์” ใช้อำนาจเด็ดขาดเคาะนโยบายขั้นสุดท้าย สั่งการให้เดินหน้าแผนพิมพ์เขียว 14 ข้อ และสั่งถอนกำลังเรือปิดล้อมทางทะเลรอบช่องแคบฮอร์มุซทันที
ในขณะที่ทรัมป์วุ่นวายกับเรื่องคนรอบข้าง CBS สื่ออเมริกันรายงานว่า เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนที่อาวุธยุทโธปกรณ์ร่อยหรอลงจากทำสงครามอิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ขัดสนิมกฎหมาย “การผลิตกลาโหม ปี 1950 ขึ้นมาบังคับใช้”
ตามบันทึกประธานาธิบดีที่ CBS ได้รับสำเนา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ระบุว่า การทำสงครามกับอิหร่านทำให้เกิดความกังวลถึงการขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และอัตราการผลิต จำเป็นต้องนำกฎหมายปี 1950 มาบังคับใช้
บันทึกระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีมอบอำนาจให้รัฐมนตรีกลาโหมใช้ “กฎหมายการผลิตกระทรวงกลาโหม” ที่สามารถบังคับใช้ให้เร่งผลิตอุปกรณ์สำคัญได้อย่างเร่งรีบรวดเร็ว ระบุว่า จำเป็นต้องนำกลไกทางกฎหมายมาใช้เนื่องจากความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน และความล่าช้าของกระบวนการผลิตที่ “อาจทำให้ศักยภาพกองทัพลดลง” การเพิ่มปริมาณและช่องทางการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น ขีปนาวุธและอุปกรณ์จำเป็นต้องใช้สำหรับป้องกันประเทศเป็นสิ่งสำคัญ
กฎหมาย ผลิตกระทรวงกลาโหม ปี 1950 เปิดทางให้รัฐบาลและกิจการเอกชน “ทำข้อตกลงสมัครใจ” และแผนปฏิบัติการเพื่อจัดให้ยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ” สัญญาหรือข้อตกลงที่คู่กรณีทุกฝ่ายปฏิบัติร่วมกันด้วยความเต็มใจ ปราศจากการบังคับทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
พูดง่ายๆ คือพระราชบัญญัติ “การผลิตกลาโหมปี 1950ให้อำนาจฝ่ายบริหาร จัดซื้อจัดจ้างผ่านช่องทางพิเศษที่เรียกว่า“สมัครใจตกลงกัน” ได้
มิเชล คาเดนาซซี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหม ฝ่ายอุตสาหกรรม กล่าวว่า เขาเริ่มล็อบบี้ให้ใช้ “ข้อตกลงสมัครใจผ่านกฎหมายการผลิตกลาโหม” ตั้งแต่เดือนกันยายน ที่ผ่านมา และสามารถดึงบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมสงครามมาให้ความคิดเห็นว่า จะแก้ปัญหายุ่งเหยิงในห่วงโซ่อุปทานอย่างไร
CBS ได้รับคำชี้แจงจากทำเนียบขาว ว่า ความกังวลเรื่องขาดแคลนอาวุธไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่น หลังจากรัสเซียบุกยูเครน ทั้งอเมริกาและยุโรปเห็นฟ้องกันว่า จำเป็นต้องผลิตปืนใหญ่มากขึ้น และความขัดแย้งกับอิหร่าน จุดความสนใจในการสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลที่อาจจำเป็นต้องใช้ในความขัดแย้งกับจีน
เดือนเมษายน ที่ผ่านมาสถาบันยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา วิเคราะห์ว่าสหรัฐอาจใช้ไปครึ่งหนึ่งของยุทโธปกรณ์สำคัญรวมทั้งขีปนาวุธโทมาฮอว์กในการทำสงครามกับอิหร่าน
การพูดกับมาร์กาเรต เบรนเน ในรายการ Facethe Nation พีธ เฮกเซธ ปฏิเสธความเชื่อที่ว่าสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาวิกฤตอาวุธยุทโธปกรณ์ในคลัง “นี่เป็นเรื่องที่สื่อสร้างขึ้นเพื่อขายข่าว..คลังอาวุธของเรายังยิ่งใหญ่และเข้มแข็งขึ้น” เฮกเซธ กล่าว
เฮกเซธ เข้าพบกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ที่วุฒิสภารีพับลิกันจากรัฐเท็กซัส จอห์น คอร์นีน บอกผู้สื่อข่าวว่า “รัฐบาลขาดแคลนเงินที่จำเป็นต้องใช้จัดหาอาวุธ และยุทโธปกรณ์ใช้ป้องกันประเทศ” คอร์นีน กล่าวว่า เขาสนับสนุนเพนตากอนในการเพิ่มงบประมาณ ถึงแม้มันอาจล่อแหลมถูกคัดค้านจากเดโมแครต บางคน
รัฐบาลตั้งเรื่องขอเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.5 ล้านดอลลาร์ ผ่านกระบวนการปรองดองที่ให้วุฒิสภาอนุมัติการใช้งบประมาณใหม่โดยที่ฝ่ายเดโมแครตไม่โหวตคัดค้าน
ประธานกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณและร่างกฎหมายการใช้จ่ายเงินจากคลังของรัฐ ให้แก่หน่วยงานและโครงการต่างๆ ยังคลางแคลงใจว่า กระบวนการปรองดองครั้งที่สาม ของการเพิ่มงบประมาณจะเป็นไปได้หรือไม่
ทั้งหมดเป็นวิบากกรรม ที่ทรัมป์กำลังเผชิญหน้า คือพันธมิตรและคนใกล้ชิด ขัดขวางการลงนามยุติสงครามกับอิหร่านในขณะที่ยุทโธปกรณ์สงครามร่อยหรอไปจากคลัง และยังไม่แน่นอนว่า รัฐสภาจะอนุมัติรายจ่ายให้กองทัพมากเป็นประวัติการณ์หรือไม่
สุทิน วรรณบวร

สวีเดนเอาจริง ไฟเขียวลดอายุขั้นต่ำรับโทษทางอาญาเป็น 14 ปี เด็กที่ทำผิดคิดคุกยาว 18 ปี
‘ณัฐพงษ์’ ยัน ‘ปชน.’ ส่งผู้สมัครชิง ‘นายก อบจ.นนทบุรี’ อุบบอกชื่อ มั่นใจเป็นแคนดิเดตที่ดีที่สุด
อนุทิน ปัดสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารแลกเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า
‘สุชาติ’บุกเพชรบุรี! ‘เปิดประตูระบายน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่
กมธ.ศาสนา จ่อลงพื้นที่ วัดป่าอดุลยาราม ดับไฟขัดแย้งวัด-ฆรวาส หวั่นกระทบศรัทธา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี