วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ด้วยความแตกต่างทางอุดมการณ์ และความคิดเห็นต่างกันด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้มองว่า หากเกิดสงครามช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ สมาชิกอาเซียนอาจพบชะตากรรมเลวร้ายคล้ายกับกลุ่มความร่วมมือประเทศในอ่าวอาหรับ (GCC) ที่เป็นแพะรับบาปในสงคราม
จะแตกต่างกันก็ตรงที่ GCC ล้วนเป็นเศรษฐีน้ำมันที่มีความสัมพันธ์ และเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพและยุทโธปกรณ์ทหารใน 6 ประเทศ GCC ที่มีทหารอเมริกันกว่า 50,000 นายคอยรักษาความปลอดภัยให้
ในห้วงเวลาที่ตะวันออกกลางว่างจากสงคราม กลุ่ม GCC เพลิดเพลินกับการโกยเงินดอลลาร์เข้าคลังและเสริมสร้างความมั่นคงด้วยการซื้ออาวุธจากอเมริกา เนื่องจากการซื้อขายน้ำมันทุกหยดผูกพันอยู่กับดอลลาร์ตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมา และเมื่อข้อตกลงกับสหรัฐให้ค้าน้ำมันด้วยดอลลาร์ หมดอายุตามสัญญาเมื่อปี 2025
ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของสหรัฐฯในอ่าวอาหรับ ปรับนโยบายใหม่ย้ายการลงทุนจากตะวันตกมาตะวันออกมากขึ้น ที่สำคัญซาอุดีอาระเบีย ได้ทำข้อตกลงกับจีนในการใช้เงินริยาลของซาอุดีอาระเบียกับ เงินหยวนของจีน ซื้อขายน้ำมันและการลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่อกัน
ทำให้ดอลลาร์ที่สหรัฐฯใช้ครอบงำการค้าทั่วโลกก็ลดความสำคัญลงไปอย่างมีนัย โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เมื่อ จีน รุกเงียบโดยการใช้เงินหยวนซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่าน และทุ่มเงินหยวนมหาศาลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอิหร่าน ปากีสถานและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมานานนับทศวรรษ
การรุกคืบของจีนบวกกับกลุ่มบริกส์ (Brics)ที่ก่อตั้งโดย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และเซาท์แอฟริกา และหุ้นส่วนอีก 41 ประเทศ ผลักดันแผนการลดพึ่งพาดอลลาร์ ในปี 2025 พบว่า การใช้เงินดอลลาร์ในวงการค้าน้ำมันลดลง 18%
วอชิงตันสำเหนียกถึงอันตรายจากสงครามเงินตรา วางแผนทำลายการค้าระหว่างจีนกับอิหร่านที่ใช้เงินหยวนมหาศาลลงให้ได้ นั่นคือที่มาของสงครามสหรัฐกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในข้ออ้าง “กำจัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์บังหน้า”
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ชาวโลกส่วนใหญ่รวมทั้งคนไทย อยู่ร่วมกับ 9 ประเทศนิวเคลียร์ เช่นสหรัฐ จีน รัสเซีย ปากีสถาน อิสราเอล ฯลฯ ได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่จะเป็นจะตายเอากับข้อกล่าวหาว่า อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
สหรัฐกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ในเบื้องต้นอิหร่านตอบโต้ไปที่ฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐทุกแห่งในตะวันออกกลางสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับ GCC
ระยะหลังมาดูเหมือนว่า ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์และบาห์เรน สำนึกได้ว่า ฐานทัพสหรัฐเป็นเป้าทำลายจากฝ่ายตรงข้ามสหรัฐอเมริกา เจ้าชายโมฮัมหมัดบิน ซัลมาน ถึงกับพูดว่า “อเมริกาปกป้องตัวเองไม่ได้ เอาปัญญาที่ไหนปกป้องเรา” ตั้งแต่นั้นมาซาอุดีอาระเบียกับกาตาร์ไม่ยอมให้สหรัฐใช้สนามบินและฐานทัพในประเทศโจมตีอิหร่าน
การปะทะกันรอบ 2 รอบ 3 จนถึงปัจจุบัน พบว่าขีปนาวุธและฝูงโดรนอิหร่านมุ่งเป้าหมายโจมตีฐานทัพและผลประโยชน์อเมริกาในประเทศ คูเวต บาห์เรน ยูเออี และ จอร์แดน
ยกตัวอย่างสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจใช้พันธมิตรเป็นเบี้ยบนกระดานห้ำหั่นกัน แล้วอดกังวลไม่ได้ว่าหากสหรัฐกับจีนทำสงครามกันในภูมิภาคนี้ อาเซียนจะพบชะตากรรมเดียวกับกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับไหม?
มองจากความเป็นจริงที่ว่า สหรัฐสร้างภาพให้พม่าเป็นผู้ร้าย ที่ไม่นำฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ที่ลงนามในกรุงจากาตาร์เมื่อ 24 เมษายน 2564 มาปฏิบัติใช้ให้เป็นรูปธรรม
และพิเคราะห์จากความจริงที่ว่า สมาชิกอาเซียนในสุวรรณภูมิ สปป.ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ที่อยู่ใกล้หรือมีชายแดนติดพม่าต่างก็เห็นด้วยกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่ปล่อยให้พม่าพัฒนาการปกครองประชาธิปไตยตามแบบฉบับพม่าภายในโดยภายนอกไม่แทรกแซงตามหลักการอาเซียน
ส่วนอาเซียนอยู่ไกลออกไป เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่คลั่งไคล้เสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกและตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอเมริกา มองว่า พม่าเป็นผู้ร้ายในอาเซียน
อาเซียนบางชาติฝังใจโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกา กีดกันพม่าไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆในอาเซียน โดยที่ไม่คำนึงว่า กำลังผลักไสพม่าสมาชิกที่มีทรัพยากรมากที่สุดไปให้ จีน อินเดียรัสเซีย เข้ามากอบโกยทรัพยากรพม่าไปมากมายมหาศาล
ตลอดเวลา 5 ปีที่อาเซียนกีดกันรัฐบาลทหารพม่าอยู่นั้น จีน รัสเซีย อินเดีย แห่กันเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือท่อส่งแก๊ส ท่อส่งน้ำมัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สร้างเขื่อน ฯลฯ แลกกับทรัพยากรมหาศาล อาทิ ป่าไม้ แก๊ส น้ำมัน แร่ทองคำ พลอย ไพลินหยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่หายาก ที่มหาอำนาจแย่งกันหาไว้ใช้ในอุตสาหกรรมสงครามยุคใหม่
หลังจากเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย เดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับอินเดีย จีน รัสเซีย และส่งรัฐมนตรีการค้าไปทำข้อตกลงกับประเทศเบลารุส นอกจากนั้น รัฐบาล มิน อ่อง หล่าย ยังทำข้อตกลงความร่วมมือเศรษฐกิจการค้ากับประเทศโลกใต้โดยผ่านการประสานกลุ่มบริกส์ จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าของรัฐบาลพม่า ล้วนมาจากเส้นทางที่จีน กับ รัสเซียจัดให้
พม่าจึงไม่โดดเดี่ยวดังที่พันธมิตรอเมริกันผู้ผลักไสพม่าออกจากอาเซียนเข้าใจ โดยเฉพาะสิงคโปร์ พันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของอเมริกาในอาเซียน
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ มาเรีย เทเรซ่า พี.ลาซาโรประธานหมุนเวียนอาเซียน ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศไทย จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเพื่อถกปัญหาพม่า
นายวิเวียน บาลาคริชนาน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์สื่อทางการสิงคโปร์ว่า..รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหวังจะเห็นความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมของฉันทามติ 5 ข้อ เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด รวมทั้งนางออง ซาน ซู จี ที่ถูกคุมขัง
“สิ่งสำคัญที่สุด คือเราทั้งหมดยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังมีผลบังคับใช้ ประเด็นถัดไปคือพวกเราทุกคนต้องการเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” นายวิเวียน ตีขลุมว่า อาเซียนทั้งหมดยังต้องการให้พม่ากลับไปอยู่ในสถานะเหมือนห้าปีที่แล้ว
นายวิเวียนกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอยากเห็นความรุนแรงในพม่ายุติลงอย่างถาวร ที่อาเซียนสามารถส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้ได้ทั่วประเทศพม่า รวมถึงพื้นที่ไม่ได้ควบคุมโดยระบอบปกครองพม่า เราหวังว่าจะได้เห็นความคืบหน้าในเวลาสองสามเดือน”เขากล่าวสรุป
เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ยังใช้คำว่าระบอบปกครอง (Regime)แทนรัฐบาล เป็นการยืนยันว่า สิงคโปร์ไม่รับรองรัฐบาลพม่าที่มาจากการเลือกตั้ง
นายวิเวียนต้องการให้ความขัดแย้งในพม่าที่มีมากว่า 60 ปี ยุติภายในสามเดือน โดยที่เขาไม่เข้าใจว่า อังกฤษวางยาไว้ตั้งแต่ให้อิสรภาพพม่าในปี 2491 ที่เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลสนธิสัญญาปางโหลงว่า 10 ปีหลังจากได้รับอิสรภาพ#ให้รัฐต่างๆ ปกครองตนเองอย่างอิสระ
อังกฤษวางยาให้พม่าแตกแยกวุ่นวาย คือให้ 7 รัฐกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ กะเหรี่ยง กะยา มอญ ไทใหญ่ คะฉิ่น อารากัน ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้กับพม่า เพื่อปกครองตนเองไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง เป็นเหตุให้นายพลเนวินปฏิวัติเมื่อพ.ศ.2005 และปราบปรามกลุ่มชาติพันธ์ุที่ต้องการปกครองตนเอง
กลุ่มชาติพันธุ์รบกับพม่าตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตามตลอดเวลากว่า 60 ปีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่เคยรุกล้ำข้ามเขตอิทธิพลของกลุ่มตัวเอง ที่เลวร้ายกว่านั้น คือกลุ่มชาติพันธุ์สู้รบกันเองภายใน แย่งชิงผลประโยชน์แย่งชิงกันเป็นใหญ่มากกว่ารบกับพม่า
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อยู่ติดชายแดนไทย รบกันเองภายในแตกแยกออกเป็น 5 กลุ่ม เป็นเคเอ็นยู ดีเคบีเอ บีจีเอฟ กอทูเลและกองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ นี่คือตัวอย่างว่ากลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่รบกันเองภายในไม่ใช่รบกับพม่า
ฉันทามติอาเซียนข้อที่ว่า ให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียในพม่าเจรจาหาข้อยุติร่วมกันเพื่อบรรลุสันติภาพ จึงไม่มีวันเป็นไปได้ การให้ทุกฝ่ายในพม่ายุติความขัดแย้งภายในจึงยากกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ให้อิหร่านมอบแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้อเมริกา
ในการแถลงข่าวร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทยกับฟิลิปปินส์ ระบุว่า พม่าต้องแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในแผนสันติภาพ ก่อนที่อาเซียนจะพิจารณาขั้นตอนต่อไปในการมีส่วนร่วมกับเมียนมา
ผู้สื่อข่าวถามถึงนางออง ซาน ซู จี รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ อ้างคำบอกเล่าของรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า อูติน หม่อง ซเว ว่า “สุขภาพสมบูรณ์ และเข้าถึงสถานพยาบาล” เรื่อง
สถานที่พักเขาบอกว่า “เธอเป็นดังญาติ เป็นดังพี่สาว เราต้องดูแลเธอเป็นอย่างดี” ลาซาโรอ้างคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในส่วนแผนการสันติภาพยังคงเดินหน้า “ในที่สุดแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับพม่าและต้องมีการพูดคุยกัน เราไม่ได้ละทิ้งจุดยืนเดิม”
รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทุกคนเป็นครั้งแรกในรอบห้าปี ยกเว้นมาเลเซียส่งระดับเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุม ส่วนกัมพูชาไม่กล้าโผล่หน้ามาแม้แต่คนเดียว
จึงพูดได้ว่าเพราะความแตกต่างในอุดมการณ์ หากเกิดสงครามใหญ่อาเซียนจะพบกับชะตากรรมเหมือนพันธมิตรอเมริกาในอ่าวอาหรับ
สุทิน วรรณบวร

กทม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการแห่งชาติ สู้ภูมิอากาศบิดเบี้ยว มุ่งแก้ปัญหาทุกมิติเพื่อความยั่งยืน
จัดทัพสีกากีระอุ! ผบ.ตร.สั่งลั่นระฆังโยกย้าย เปิดบัญชี เหมาะ-ไม่เหมาะ เรียงแถวฝีมือ ชิงเก้าอี้นายพลปี 69
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าบราซิล 25% อ้างการค้าไม่เป็นธรรม
หนุ่ม 30+ โอด! โปรไฟล์แน่น-จบ ป.โท แต่ชวดงาน เพราะ 'เกรด ป.ตรี' ฝากเตือน Gen Z ตั้งใจเรียน
อวสานขูดรีด! ลอรี่ เผย ก.พลังงาน รื้อนิยามใหม่ ไฟห้องเช่า-บ้านไร้ทะเบียน ต้องถูกลง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี