วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อาจจะเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างชัดเจน
ทั้งที่สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เป็นเพียงการเดินหน้าตามกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยมีข้อสรุปร่วมกัน 7 ประเด็นครอบคลุมเรื่องการรักษาข้อตกลงการหยุดยิง การประสานงานในพื้นที่ การจัดตั้งกลไกติดต่อระหว่างหน่วยปฏิบัติการป้องกันความเข้าใจผิด การอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม เกี่ยวการส่งต่อผู้ป่วยและร่างผู้เสียชีวิต ไม่มีข้อใดกล่าวถึงการเปิดด่านชายแดน แต่อย่างใด
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประชุม กลับมีการตัดทอนข้อมูลบางส่วน นำไปตีความเสียใหม่แล้วเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “รัฐบาลเตรียมเปิดด่าน” ก่อนจะมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็วพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถ้อยคำด่าทอ และการกล่าวหารัฐบาลอย่างรุนแรง ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่เคยเกิดขึ้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
สิ่งที่น่ากังวล ไม่ใช่เพียงคนที่สร้างข่าวบิดเบือนแต่คือคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเชื่อ พร้อมจะโกรธ พร้อมจะพิพากษา เพียงเพราะอ่านข้อความไม่กี่บรรทัด หรือเห็นภาพประกอบเพียงภาพเดียวโดยไม่เคยย้อนกลับไปตรวจสอบต้นทางเสียก่อน
สังคมที่ประชาชนจำนวนมาก “อ่านแต่พาดหัว”มากกว่าอ่านเนื้อหา ย่อมตกเป็นเหยื่อของการปั่นกระแสได้โดยง่าย
คนปล่อยข้อมูลอาจมีเป้าหมายทางการเมือง ต้องการโจมตีรัฐบาล ต้องการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม หรืออาจไม่มีอุดมการณ์อะไรเลย นอกจากต้องการยอดไลก์ ยอดแชร์ และยอดวิวเพราะยิ่งคนโกรธเร็ว ยิ่งเกิดการมีส่วนร่วมมาก อัลกอริทึมก็ยิ่งพาข้อมูลนั้นวิ่งไปไกล
แต่ไม่ว่าแรงจูงใจจะเป็นแบบใด ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับคือสังคมไทยทั้งหมด
เพราะเมื่อความจริงเดินช้ากว่าความเท็จการตัดสินใจของประชาชนก็จะตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิด การถกเถียงก็จะกลายเป็นการทะเลาะกันด้วยความเข้าใจผิด และสุดท้ายการแบ่งขั้วจะยิ่งรุนแรงขึ้น ทั้งที่ต้นเหตุอาจมาจากข้อมูลเพียงครึ่งเดียว
การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล จึงไม่ได้หมายถึงการมีโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น แต่หมายถึงการมีวุฒิภาวะในการเสพข่าว กลั่นกรองข้อมูล และกล้าตั้งคำถามก่อนกดแชร์หรือแสดงความคิดเห็น เพราะทุกครั้งที่เราช่วยเผยแพร่ข้อมูลเท็จเราก็กำลังเป็นฟันเฟืองของโรงงานผลิตข่าวลวงโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
รูปแบบการสื่อสารแบบเดิม ที่รอแถลงข่าววันละครั้ง ออกเอกสารราชการหลายหน้า แล้วหวังให้ประชาชนไปอ่านเอง อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ในยุคที่ข่าวลวงใช้เวลาไม่กี่นาทีในการแพร่กระจาย แต่การชี้แจงข้อเท็จจริงกลับใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือบางครั้งหลายวัน
รัฐบาลต้องยอมรับว่า วันนี้ทุกคนสามารถเป็น “สื่อ” ได้ในพริบตา หากรัฐสื่อสารช้า สื่อสารยาก หรือปล่อยให้เกิดช่องว่างของข้อมูล คนอื่นก็พร้อมจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยเรื่องแต่ง ข่าวปลอม หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริง
สงครามข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นสนามรบที่สำคัญไม่แพ้ชายแดนจริง
ท้ายที่สุด ไม่ว่าผู้ปั่นกระแสจะอยู่ฝ่ายใด สีไหน หรือมีผลประโยชน์อย่างไร สิ่งที่อันตรายที่สุด คือสังคมที่ปล่อยให้ตนเองถูกชี้นำได้ง่าย จนข้อเท็จจริงไม่มีความหมายไปกว่าความรู้สึก
อย่าให้คนไทยกลายเป็น “จิ้งหรีด” ที่ส่งเสียงร้องตามกันทั้งทุ่ง เพียงเพราะได้ยินตัวแรกเริ่มร้อง โดยไม่เคยรู้เลยว่า เสียงนั้นร้องเพราะความจริง...หรือเพราะมีใครตั้งใจเขย่าพงหญ้าให้มันร้องเท่านั้น

โฆษก ทบ.แจงกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ขณะเคลียร์พื้นที่ชายแดน อดีตเคยเป็นสนามทุ่นระเบิด
ว่านไฉ โพสต์ขอโทษปมแจ้งข่าว ฮลุน โซโล่ เสียชีวิต หลังถูกมองแย่งซีน
โฆษก กห.แจงชัด! ยันไม่มีการเปิดด่านมนุษยธรรมรับผู้ป่วยกัมพูชา
ธรรมนัส โต้ลั่น! บินโมนาโกแค่พาครอบครัวเที่ยว ปัดแอบพบทักษิณ ยันไม่มีปฏิญญา Monaco
สื่อจอร์เจียรายงาน ฮลุน โซโล่ ถูกพบเสียชีวิตในโรงแรม ตำรวจเร่งหาสาเหตุ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี