ทันทีที่มีข่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 1 เป็นเวลา 2 ปี เสียงเรียกร้องในสังคมไทยก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน “ทำไมประเทศไทยไม่ทำแบบญี่ปุ่นบ้าง?”
คำถามนี้ฟังแล้วเข้าใจได้ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ประชาชนทุกประเทศต่างอยากเห็นรัฐบาลเข้ามาแบ่งเบาภาระ แต่ก่อนจะรีบสรุปว่า “ญี่ปุ่นทำได้ ไทยก็น่าจะทำได้” อาจต้องย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งเสียก่อน
นั่นคือ...ญี่ปุ่นกับไทย ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานภาษีเดียวกัน
ญี่ปุ่นไม่ได้ลดภาษีเพราะมีเงินเหลือใช้ ตรงกันข้ามประเทศนี้มีหนี้สาธารณะในระดับสูงมาก การลดภาษีครั้งนี้จึงยังเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก ทั้งเรื่องแหล่งเงินชดเชยและผลกระทบต่อฐานะการคลัง
แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นมี และไทยยังไม่มีอย่างเต็มที่ คือฐานผู้เสียภาษีที่กว้าง
ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมากอยู่ในระบบภาษีผู้มีรายได้ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามกำลังความสามารถ คนรายได้สูงเสียมาก คนรายได้น้อยเสียน้อย แต่ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน รัฐจึงมีฐานรายได้ที่มั่นคงพอจะออกมาตรการช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤต
หันกลับมามองประเทศไทย ผู้ที่มีภาระเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริง มีเพียงประมาณ 4-5 ล้านคน จากประชากรกว่า 66 ล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนที่เหลือทำผิดกฎหมาย หลายคนมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี หลายคนได้รับสิทธิลดหย่อนตามกฎหมาย
แต่ก็สะท้อนข้อเท็จจริงอีกด้านว่า ฐานภาษีของไทยยังค่อนข้างแคบ เมื่อเทียบกับภารกิจที่รัฐต้องรับผิดชอบ
คนกลุ่มเล็กจึงเป็นผู้แบกรับรายได้หลักของประเทศ ขณะที่รัฐต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ ลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการอีกมากมาย
ที่สำคัญ ภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยก็ไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนเข้าใจ
แม้อัตราตามกฎหมายจะกำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 แต่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดเหลือร้อยละ 7 มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จนกลายเป็นอัตราที่ใช้จริงมานานเกือบ 30 ปี
นั่นหมายความว่า ประเทศไทยเองก็ใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนมาโดยตลอด เพียงแต่ผู้คนอาจคุ้นชินเสียจนลืมไปว่า อัตราร้อยละ 7 ในปัจจุบันเป็นอัตราที่ต่ำกว่าเพดานตามกฎหมาย
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลพยายามขยายฐานภาษีและดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ
แต่ก็พบว่าผู้ประกอบการบางส่วนลังเลที่จะเข้าร่วม เพราะกังวลว่าการเข้าสู่ระบบจะทำให้ต้องเสียภาษีหรือถูกตรวจสอบรายได้มากขึ้น
นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษใคร แต่เป็นภาพสะท้อนว่าการสร้างระบบภาษีที่เข้มแข็ง ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว หากต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งรัฐและประชาชน
ด้านหนึ่งนั้น รัฐต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าภาษีทุกบาทถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับว่า การเรียกร้องให้รัฐลดภาษี เพิ่มสวัสดิการ แจกเงิน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอุดหนุนทุกภาคส่วน ย่อมต้องมีแหล่งรายได้มารองรับ
ไม่มีประเทศใดสามารถลดภาษีได้อย่างยั่งยืนหากฐานผู้เสียภาษียังแคบ และไม่มีประเทศใดสร้างรัฐสวัสดิการที่มั่นคงได้จากผู้เสียภาษีเพียงคนกลุ่มเล็ก
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งทำ อาจไม่ใช่เพียงการลดภาษี แต่คือการสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม ขยายฐานผู้เสียภาษี ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เมื่อถึงวันที่ประเทศจำเป็นต้องลดภาษีช่วยประชาชน เราจะมีศักยภาพทำได้ โดยไม่ต้องแลกกับความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี