วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
nn จากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ....และขยายวงกว้างขึ้นอีก...ซึ่งตอนนี้การตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เฉพาะสหรัฐกับจีนเท่านั้น...แต่สหรัฐได้ขยายวงไปถึง สหภาพยุโรปและอินเดีย...ซึ่งรวมกันแล้วมูลค่าการค้ากว่า 50% ของมูลการค้าโลก...สภาพเช่นนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่นอน...และประเทศไทยเองย่อมได้รับผลกระทบ เพราะกว่า 70% ของจีดีพีของไทยมาจากภาคการส่งออก ซึ่งตัวเลขล่าสุดจากหลายสำนักคาดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะติดลบประมาณ 1-2.5% ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะอยู่ในระดับ 40 ล้านคนแต่ด้วยสภาพของการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ ตัวเลขการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงด้วยเช่นกัน....
เครื่องยนต์ตัวใหญ่ (ส่งออก) ดับ เครื่องยนต์ตัวที่สอง(ท่องเที่ยว)ก็ไม่มีแรงมากพอจะลากจูงแล้ว ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สาม (การบริโภคในประเทศ) ก็ออกอาการสะดุดเพราะภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับส่งออกทยอยปิดตัวและเลิกจ้างงานส่งผลไปถึงรายได้ของแรงงานในกลุ่มนี้ และสัญญาณที่ชัดเจนคือยอดขายที่อยู่อาศัยในภาคอสังหาริมทรัพย์และยอดขายรถยนต์ที่หดตัว...ส่วนเม็ดเงินจากมาตรการ “ ช้อป ชิม ใช้” เห็นกันอยู่ว่าวูบเดียวหาย เขาใช้เงินเฉพาะที่รัฐแจกให้ ส่วนเงินในกระเป๋าตัวเองไม่ควัก...
ดังนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเหลือแค่“ภาคการลงทุน” เท่านั้น ที่พอจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้เข้าสู่ภาวะถดถอย...แต่ “การลงทุน” ที่ว่านี้จะหวังพึ่งการลงจากเอกชนไม่ได้...เพราะอย่างที่รู้ผลิตสินค้าออกมาขายไม่ได้ จะลงทุนผลิตไปเพื่ออะไร...ดังนั้นคำว่า “การลงทุน” ที่บอกว่าจะมาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในยามนี้...ก็การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญนั่นเอง...เพราะอย่างน้อยก็จะเกิดการจ้างงานในระดับหนึ่ง...เกิดการค้าภายในประเทศในหมวดที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง...ที่สำคัญเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจไทย
โครงการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้...ตอนนี้ที่เด่นสุดก็คือ โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)...ซึ่งหัวใจของโครงการนี้คือก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น...แต่ก็อีกนั่นแหละ...ถ้าโครงการอีอีซี จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องยึดโยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการคมนาคมที่สำคัญ....ทั้งการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่....การขยายท่าเรือแหลมฉบัง(เฟส3) และท่าเรือมาบตาพุด(เฟส3)...โครงการทางพิเศษ...และ รวมทั้งโครงการสำคัญอย่าง รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา)...ฯลฯ
แน่นอนโครงการเหล่านี้รัฐบาลไม่สามารถลงทุนเองได้ทั้งหมด...การลงทุนจึงเกิดขึ้นรูปแบบ... Public Private Partnership (PPP) หรือร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน...โดยให้เอกชนได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบนพื้นที่โครงการ และจัดสรรผลตอบแทนบางส่วนให้แก่ภาครัฐตามข้อตกลง...และต้องบอกว่าในบรรดาโครงการต่างๆ ที่ว่ามาข้างต้น....ไม่มีโครงการไหนดูเหมือนจะมีความเสี่ยงและเงื่อนไขที่สลับซับซ้อนเท่ากับ...โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน...ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของอีอีซี....
โครงการรถไฟความเร็วสูงฯนอกจากจะเป็นเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ยังต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก (กว่า 2 แสนล้านบาท)...ซึ่งทั้งหมดนั้นมาจากเงินกู้ ซึ่งแน่นอนว่ามีภาระดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากเช่นกัน..ถ้าโครงการเดินหน้าไปตามปกติกว่าโครงการจะเริ่มรับรู้ได้ ก็ต้อง 5 ปีไปแล้ว...แต่ระหว่างนั้นมีภาระจ่ายดอกเบี้ยไปก่อน...แต่ถ้าหากว่าเกิดเหตุขัดข้องทำให้โครงการล่าช้ากว่าปกติผู้ลงทุนก็ต้องรับภาระทางการเงินเพิ่มเข้าไปอีก...และนี่เป็นความเสี่ยงสำคัญของโครงการนี้...
ถึงตรงนี้ต้องบอกตามตรงว่า “โครงการมีความเสี่ยงสูงมาก” ในการก่อสร้างได้ทันระยะเวลาของโครงการที่ระบุไว้ใน TOR ...ปัญหาใหญ่มาจากจุดสำคัญคือการส่งมอบพื้นที่ของภาครัฐ...ณ เวลานี้ภาครัฐสามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนได้เพียง 50-60% เท่านั้น...อีก 20% ภายใน 1 ปี และอีก 20% อาจจะใช้เวลาถึง 1-2 ปี....พื้นที่เกือบ 40% โครงการ บ้างก็ต้องรื้อย้ายสาธารณูปโภคสำคัญ บ้างก็ต้องรื้อถอนโครงสร้างโครงการเดิม บ้างก็ต้องเวนคืน ขับไล่ผู้บุกรุก บางพื้นที่ติดสัญญาเช่ากับเอกชนรายอื่น...ซ้ำเจ้าของสาธารณูปโภคที่ต้องรื้อย้ายมากว่า 2-3 รายก็ไม่ใช่คู่สัญญาของเอกชนที่ได้โครงการรถไฟฯ....ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เจ้าของโครงการพื้นที่และคู่สัญญา ก็ไม่ใช่เจ้าของสาธารณูปโภค ที่ต้องรื้อย้าย...นั่นแปลว่าหากการรื้อย้ายทำไม่ได้ตามแผนงานจนส่งมอบพื้นที่ไม่ได้ตามกำหนด....เอกชนผู้ร่วมลงทุนก็ไม่สามารถจะฟ้องร้องหรือทำอะไรได้นอกจากรอ...นี่คือว่าความเสี่ยงสำคัญ...ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่า..ภาครัฐจะโยนความเสี่ยงทั้งหมดมาให้เอกชน...ทั้งที่โครงการนี้เป็นการลงทุนแบบ PPP ไม่ใช่การให้สัมปทาน...
ท่าทีแบบนี้ของรัฐบาล...คิดหรือว่าไม่ได้อยู่ในการเฝ้ามองของนักลงทุนจากทั่วโลก ที่อยากจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี...และหากว่ารัฐบาลยังไม่แสดงความจริงจังและจริงใจมากกว่านี้...เชื่อเถอะว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่นอน...
กระบองเพชร

น็อต วรฤทธิ์ วอนอย่าคุกคาม เผยมีคนบุกหาเรื่องถึงร้าน ปมเห็นต่างทางการเมือง
เพื่อไทย ขายฝัน แจกเงินล้าน วันละ 9 คน
ณัฐวุฒิ เหน็บแรง! บอกถึงพรรคส้มชนะ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. โดนเล่นเรื่องแก้ รธน.
‘รอง ผบช.สง.ก.ตร.’ช่วยราชการ ภ.1 ตรวจเยี่ยมตำรวจภาค1 ฝึกอบรมปฏิบัติหน้าที่ Local CAT
อนุทิน บ่นเฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่ร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี