วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
** อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่ป้อนเข้าสู่ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ก่อสร้าง เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม แต่ดูเหมือนของอุตสาหกรรมเหล็ก ช่วงปี 67-69 เข้าขั้นวิกฤติเลยก็ว่าได้ โดยการบริโภคเหล็กต่อปี 16.5 ล้านตัน แต่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศเพียง 6.5 ล้านตัน เท่านั้น
ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศมีการใช้อัตรากำลังการผลิต (Capacity Utilization) เฉลี่ยต่ำมากเพียง 27.9 % ในปี 2567 และกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเป็น 32.5% ในปี 2568 และอยู่ที่ 32% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และนายนรุณ สุขสมาน รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก ด้วย3 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
1. มาตรการด้านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 1.1 มาตรการห้ามตั้ง/ขยายโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (เสนอเพิ่มเติม: เหล็กกล้าไร้สนิม) เนื่องจาก อัตรากำลังการผลิตรายสินค้าในไทยต่ำมากจนอยู่ในขั้นวิกฤต (เหล็กแผ่นรีดร้อน 29.5%, เหล็กลวด 25.4%, ท่อเหล็ก 34.5%, เหล็กเส้นและโครงสร้างรีดร้อน 32.3%, เหล็กแผ่นรีดเย็นรวมสแตนเลส 39.3%) ทั้งนี้ ประเทศมาเลเซียได้ประกาศใช้มาตรการระงับการลงทุน (Moratorium) ในอุตสาหกรรมเหล็กเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ ส.ค. 2566 และขยายเวลาใน ก.พ. 2568 จนกว่าอัตรากำลังการผลิตในประเทศจะแตะ 80% 1.2 แนวทางการเปิดดำเนินการของโรงงานผลิตเหล็กเส้น (กระบวนการหลอมด้วยเตา Induction Furnace - IF) เนื่องเตาหลอมประเภท IF มีข้อจำกัดในการกำจัดสารมลทิน (เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน โบรอน) เนื่องจากไม่มีระบบ Oxidation และการสร้าง Slag โรงงานส่วนใหญ่ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) ทำให้สินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีโรงงานจำนวนหนึ่งถูกสั่งปิดชั่วคราว
2. มาตรการส่งเสริมความต้องการใช้สินค้าในประเทศ 2.1 การควบคุมสินค้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (พิกัด 7308) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจาก มีการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป (Pre-fab) เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะจากจีน (ไตรมาส 1 ปี 2569 นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 63% คิดเป็นสัดส่วน 92% ของการนำเข้าพิกัดนี้) สินค้าเหล่านี้หลบเลี่ยงการควบคุมของ มอก. ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศกว่า 21,800 ล้านบาทต่อปี และกระทบการจ้างงานกว่า 32,500 คน 2.2 นโยบายส่งเสริมการใช้เหล็กในโครงการร่วมลงทุนภาครัฐเอกชน (PPP) และโครงการที่ส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต่อยอดมาตรการ Made in Thailand (MiT)
ซึ่งแผนร่วมลงทุน PPP ปี 2563-2570 มี 139 โครงการ มูลค่ารวม 9.21 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานคมนาคมและสาธารณูปโภคที่มีสัดส่วนเหล็กประมาณ 20% (คิดเป็น 1.84 แสนล้านบาท) หากส่งเสริมให้ใช้เหล็กในประเทศจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 7.3 หมื่นล้านบาท และรักษาการจ้างงานได้ 50,000 - 70,000 คน 2.3 การสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการทางการค้าเพื่อป้องกันปัญหาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยเผชิญการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปจากจีนในสัดส่วนสูงถึง 46% โดยปริมาณเพิ่มขึ้นแต่ราคากลับลดลง เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง ในขณะที่ต่างประเทศ เช่น EU, UK, สหรัฐฯ, แคนาดา, อินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างมีการบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มข้น เช่น มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard - SG), มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD), และมาตรการกำแพงภาษี/โควตา (เช่น สหรัฐฯ ปรับเพิ่มภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากจีนเป็น 50% มีผล มิ.ย. 2568, แคนาดาจัดเก็บ Surtax เหล็กและอลูมิเนียมจากจีน 25% ในปี 2567)
3. มาตรการด้านส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 3.1 ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry ระดับ 4-5) มุ่งสู่ Net Zero Carbon เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียว (Green GDP) คณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ มีมติเห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 3.2 มาตรการสงวนเศษเหล็กและการจัดการซากรถยนต์เก่า ซึ่งเศษเหล็กจัดเป็นวัตถุดิบประเภท Zero CO2 Emission ตามนโยบาย BCG Model และ Circular Materials ในปี 2568 ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนสะสมถึง 46.1 ล้านคัน ซึ่งมีรถอายุมากกว่า 20 ปี ถึง 5.7 ล้านคัน ซากรถยนต์เหล่านี้สามารถนำมารีไซเคิลได้มากกว่า 75% ของน้ำหนักรถ เพื่อหลอมเป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กแท่งยาว (Billet) และแท่งแบน (Slab) ช่วยสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและลดคาร์บอน
ขณะที่นายวราวุธ กล่าวภายหลังการหารือว่า ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการดำเนินการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกฎหมายห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็ก จำนวน 5 สินค้า การจัดทำมาตรฐานบังคับสำหรับวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป ส่วนเรื่องการมีการเปลี่ยนแปลงการผลิตเหล็กแบบ IF (Induction Furnace –(ใช้ไฟฟ้าเหนี่ยวนำแม่เหล็กเพื่อหลอมเศษเหล็ก) และ มาเป็นการผลิตแบบ EF (Electric Arc Furnace ) หรือการใช้กระแสไฟฟ้าอาร์คความร้อนสูงผ่านขั้วไฟฟ้า) นั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นด้วย แต่ต้องให้ระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้กลุ่มผลิตด้วยเตา IF ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยในช่วงเวลานี้ ก็ต้องให้ สมอ.แนะนำให้ประชาชนเลือกที่จะใช้สินค้าคุณภาพ และปลอดภัย
** กระบองเพชร**

คุณแหน:27 พฤษภาคม 2569
หมอเตือน ชายสูบบุหรี่ วันละ 5 มวน มีอาการไอเรื้อรัง มา 3 เดือน ซื้อยามากินเอง สุดท้ายตรวจเจอ มะเร็งปอด
หมอเดชา ฉะ อภิสิทธิ์ หรือจะเห็นคุณค่าความเป็น แมลงสาบ มากกว่า ความเป็น อนุรักษ์นิยม
พังงาวิกฤต! ฝนตกต่อเนื่องน้ำท่วม 2 อำเภอ เสียหายพุ่ง 154 หลังคาเรือน
เกาหลีใต้ช็อก! เกิดเหตุสะพานข้ามแยกถล่มกลางกรุงโซล สั่งระงับการเดินรถไฟ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี